กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2553 06:42

กำหนด 4 เงื่อนไขใช้กำลัง ชงรัฐออกกฎหมายคุมสื่อ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กรณีที่มีการสูญเสียเกิดขึ้นไม่ว่าจากฝ่ายใดจะถูกกล่าวหาว่าทหารทำร้ายประชาชนนำมาซึ่งความโกรธแค้น เกลียดชัง

เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมได้จัดสัมมนาวงปิด ระดมความคิดเห็นจากผู้แทนส่วนราชการต่างๆ เพื่อวิเคราะห์การปฏิบัติของฝ่ายทหาร เกี่ยวกับการใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เดือน มี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นไปตามมติสภากลาโหม เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2553

ภายหลังการสัมมนาระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ได้มีการนำข้อมูลไปสังเคราะห์ทุกมิติ และจัดทำเอกสารรายงานสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนข้อดี ข้อเสียของการใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขสถานการณ์ เพื่อใช้เป็นข้อพิจารณาแนวทางการใช้กำลังทหารในโอกาสต่อไป

เอกสารฉบับนี้ถูกส่งถึงมือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในการประชุมสภากลาโหม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา และมีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ

ทหารสลายม็อบ "เสียมากกว่าได้"

ในหัวข้อการวิเคราะห์การใช้กำลังทหารแก้ไขปัญหาความไม่สงบ มีการประเมินข้อดีข้อเสียเอาไว้ กล่าวคือ

- ข้อดี

1.การใช้กำลังทหารโดยใช้ศักยภาพของกองทัพและความเด็ดขาดแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในสถานการณ์ที่มีความรุนแรง จะช่วยให้สามารถระงับ ยับยั้ง ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

2.ในสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงจนเกินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย (ตำรวจและฝ่ายปกครอง) และส่งผลกระทบในวงกว้าง การใช้กำลังทหารจะเป็นหลักประกันที่สำคัญในการปกป้องสถาบัน และความมั่นคงของประเทศ

3.การดำเนินการของทหารในแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบ และสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นแก่ประชาชน จะทำให้ได้รับความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน ซึ่งเป็นผลดีในด้านความร่วมมือของประชาชนในการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามมา

- ข้อเสีย

1.กระแสการต่อต้านจากสังคมทั้งภายในประเทศและสังคมโลก เนื่องจากการใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความรุนแรง

2.ถูกต่อต้านจากประชาชนที่มองว่าทหารไม่มีหน้าที่ปราบปรามประชาชน และเห็นว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย

3.กรณีที่เกิดการสูญเสียเกิดขึ้นไม่ว่าจากฝ่ายใด โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงและต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จะถูกกล่าวหาว่าทหารทำร้ายประชาชน นำมาซึ่งความโกรธแค้น เกลียดชัง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาที่มีต่อกองทัพ เป็นผลเสียต่อการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามมา

4.มีข้อจำกัดด้านความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทหารในการปฏิบัติภารกิจแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ ทั้งความรู้ ความชำนาญ และยุทโธปกรณ์ ตลอดจนความรู้ในด้านกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมกำลังไว้สำหรับการปฏิบัติภารกิจในลักษณะนี้

5.กรณีมีการใช้กำลังทหารในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ จะทำให้หน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่

6.การใช้กำลังทหารในการปฏิบัติภารกิจรักษาความไม่สงบในระยะเวลายาวนาน จะส่งผลกระทบต่อความพร้อมรบในการปฏิบัติภารกิจหลักของกองทัพ

"เกียร์ว่าง-ก.ม.ไม่ชัด" ทำปัญหาลาม

ในหัวข้อปัญหาและอุปสรรคซึ่งเป็นบทเรียนการดำเนินการที่ผ่านมา มีการแจกแจงประเด็นปัญหาเอาไว้หลายประการ อาทิ

1.ขาดการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้น ในการจัดการกับปัญหาที่เริ่มมีการกระทำผิดกฎหมายในช่วงแรก เช่น การปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมายของผู้ชุมนุม ทำให้เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขาดการควบคุมและตรวจตราอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธไม่ให้ถูกนำเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม เป็นต้น ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นยากต่อการควบคุม

2.กฎหมายขาดความชัดเจน และการนำกฎหมายมาใช้ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะขาดความชัดเจนในรายละเอียดเมื่อต้องใช้กำลังในการควบคุมฝูงชนตามกฎหมายดังกล่าวโดยไม่ให้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกันได้มีการนำเอาข้อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (กฎหมาย ป.ป.ช.) มาใช้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทำให้มีผลต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในภาพรวม

3.กระแสการต่อต้านจากสังคมในการใช้กำลังทหาร ทั้งภายในประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชน และกระแสไม่เห็นด้วยจากต่างชาติซึ่งเพ่งเล็งในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการใช้กำลังทหารสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ความรุนแรง

4.กลไกของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ หน่วยงานด้านการรักษากฎหมายซึ่งที่มีหน้าที่หลักรับผิดชอบ (ตำรวจ) ไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดอย่างเต็มที่ ทำให้ต้องใช้กำลังทหารปฏิบัติแทน ซึ่งยังไม่มีความเหมาะสมตามความจำเป็นของสถานการณ์

5.ฝ่ายทหารตกเป็นจำเลยของสังคม กรณีที่เกิดความสูญเสียไม่ว่าจากการกระทำของฝ่ายใด หากเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้มาตรการเด็ดขาดแก้ไขสถานการณ์ จะถูกประณามว่าทหารรังแกประชาชน และหากเกิดจากการกระทำของผู้ก่อการจลาจลหรือผู้ไม่หวังดี ทหารจะถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจต่อทหารในการคุ้มครองให้ความปลอดภัย

ในเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อห้วง เม.ย.2553 ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการประมาณสถานการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีกองกำลังติดอาวุธสงครามทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมถึงการก่อเหตุร้ายต่างๆ ทั้งการสังหารประชาชน เผาอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ ตลอดจนการปล้นสะดมตามมาภายหลัง

6.ผลกระทบต่อความสามัคคีภายในกองทัพ และระหว่างส่วนราชการ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบให้เกิดความขัดแย้งไปในทุกสังคมและองค์กร ทำให้หน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหามีความระมัดระวังและหวาดระแวงกันเอง

4 เงื่อนไขใช้กำลัง-โยน ครม.อนุมัติ

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ยังได้เสนอแนวทางการใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบด้วย โดยมีรายละเอียดคือ

1.กรณีสถานการณ์มีความจำเป็นต้องมีการปฏิบัติการร่วมกันของหลายหน่วยงาน ให้มีการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการ" เพื่อควบคุม สั่งการ และประสานการปฏิบัติในภาพรวม ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร อย่างมีเอกภาพ โดยประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ

ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาตามที่ได้มีการจัดตั้ง กอฉ. ศอ.รส. หรือ ศอฉ. เป็นแบบอย่างที่ดีในการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ควรเพิ่มให้มี "คณะกรรมการประเมินสถานการณ์" สำหรับการตกลงใจใช้มาตรการและกำลังอย่างเหมาะสม

2.การแก้ไขปัญหาในภาพรวมจำเป็นต้องมีการประมาณสถานการณ์เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการ มาตรการ และกำลังที่ใช้แก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยอาจแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้

- ระดับที่ 1 สถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมโดยปกติ อยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีความรุนแรง ควรให้เป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย ได้แก่ ตำรวจและฝ่ายปกครอง ขณะที่ฝ่ายทหารคงมีการติดตามสถานการณ์ และเตรียมพร้อมให้การสนับสนุนหากสถานการณ์มีความวุ่นวายมากขึ้น และอาจมีส่วนในการช่วยเหลือในลักษณะผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในภารกิจที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้กำลังทหารเพื่ออารักขาบุคคลหรือสถานที่สำคัญ

- ระดับที่ 2 สถานการณ์ที่มีความวุ่นวายและมีแนวโน้มความรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศซึ่งยังอยู่ในขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย คงให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมาย หรือการปฏิบัติของหน่วยปราบจลาจลของหน่วยงานนั้นๆ เป็นหน่วยหลักในการปฏิบัติ

โดยฝ่ายทหารคงมีการเตรียมกำลังไว้ให้พร้อมสำหรับการสนับสนุนการปฏิบัติกรณีมีการก่อเหตุรุนแรงหรือการจลาจล โดยอาจมีการจัดกำลังในรูปแบบของหน่วยปราบจลาจลในการสนธิกำลังเข้าร่วมปฏิบัติ หรือจัดกำลังทหารที่มีอาวุธพร้อมให้การคุ้มครองการปฏิบัติ เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้การใช้กำลังทหารต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.

- ระดับที่ 3 สถานการณ์ที่มีการก่อเหตุรุนแรงและการจลาจล การแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบที่สถานการณ์มีความรุนแรงถึงขั้นจลาจล และเกินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายหรือหน่วยปราบจลาจลของตำรวจ จำเป็นต้องใช้กำลังทหารให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหา อาจเป็นการปฏิบัติในลักษณะต่างๆ ได้แก่ การร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย การจัดกำลังแบบหน่วยปราบจลาจลเข้าร่วมหรือประสานการปฏิบัติกับหน่วยปราบจลาจลของตำรวจ หรือการใช้กำลังทหารที่มีอาวุธในการปราบปรามการจลาจลซึ่งมีการใช้กำลังตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของทหาร โดยต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.

- ระดับที่ 4 สถานการณ์ที่มีการก่อเหตุรุนแรงและการจลาจลที่มีการใช้อาวุธร้ายแรงทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ การตัดสินใจใช้กำลังทหารในจังหวะเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากการใช้กำลังทหารก่อนเวลาก็จะถูกมองว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าเหตุ และหากช้าเกินไปก็อาจทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น หรือมีความยุ่งยากของสถานการณ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการควรมีการดำเนินการของฝ่ายทหารในระยะกรอบเวลาอันสั้น เมื่อสถานการณ์ลดระดับลงอยู่ในขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย สมควรส่งมอบความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานดังกล่าวรับผิดชอบดำเนินการต่อไป และแนวทางการดำเนินการของทหารที่พึงประสงค์ ควรเป็นในลักษณะการนำเอาศักยภาพตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของทหารไปใช้ในการปฏิบัติการแก้ไขปัญหา โดยมิใช่นำไปใช้ในลักษณะของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายโดยทั่วไป

เสนอรัฐบาลออก ก.ม.คุมสื่อ

บทวิเคราะห์ยังได้เสนอประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย กล่าวคือ

1.กฎหมายที่มีอยู่ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีความเพียงพอต่อการรักษาความสงบแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ที่ยังขาดอยู่และควรมีการกำหนดเพิ่มเติมคือข้อกฎหมายที่ใช้สำหรับการควบคุมสื่อ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา

2.การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้กำลังในการควบคุมฝูงชนหรือปราบปรามการจลาจล โดยไม่ให้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และยังก่อผลเชิงลบต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอีกด้วย และขาดกฎหมายเป็นการเฉพาะที่จะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญเพื่อนำมาใช้คุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ

ในส่วนที่เกี่ยวกับสื่อและการปฏิบัติการข่าวสาร ปรากฏว่ายังขาดกฎหมายในการควบคุมสื่อ และไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ อีกทั้งสื่อบางส่วนถูกใช้เป็นเครื่องมือของการก่อความไม่สงบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตและสถานีวิทยุชุมชน

แนวทางการดำเนินการแก้ไขคือ รัฐบาลควรมีการกำหนดกฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมสื่อไปพร้อมกับการขอความร่วมมือกับสื่อต่างๆ โดยจัดให้มี "ชุดประสานสื่อ" เพื่อการดำเนินการ

หน้าที่ทหารไม่ใช่แก้การเมือง

ในตอนท้ายของบทวิเคราะห์ ยังสรุปว่า การใช้กำลังทหารแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ความรุนแรงด้วยความเด็ดขาดจะช่วยป้องกันความเสียหายร้ายแรงตามมาได้ อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังทหารต้องมีความมุ่งหมายเพื่อยุติปัญหาความรุนแรง มิใช่เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

 
 
 
 
 
 

Tags : กฎหมายคุมสื่อ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement