นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์เรื่องการปฏิรูปสื่อในโอกาสครบรอบ 22 ปี ช่อง 11
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงานเปิดสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 22 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 (สทท.) โดยนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่องการปฏิรูปสื่อเอาไว้อย่างน่าสนใจ
"หลังจากผ่านยุคทองของเสรีภาพสื่อ ช่วงปี 2535-2540 ก็ถือว่าเริ่มเกิดปัญหาขึ้น คือ สถานีโทรทัศน์ในส่วนของรัฐเริ่มมีปัญหาว่าไม่สามารถนำเสนอข่าวสารได้หลากหลาย และด้วยความวิตกกังวล สื่ออื่นๆ หรือสื่อของเอกชนก็มักจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอข่าวสารในทางลบเป็นพิเศษ อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งนำมาสู่สภาพที่มีการจำกัดพื้นที่อย่างชัดเจนของการเสนอความคิดเห็นต่างๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผมยอมรับว่ามีจนถึงทุกวันนี้
นี่คือ สภาพปัญหาที่ผมคิดว่าเราต้องตรงไปตรงมา และในระยะเวลาดังกล่าว เราผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและด้านอื่นๆ จนมีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ที่เข้ามาดูแลและบริหารจัดการทางด้านสื่อมีความยากลำบากมากขึ้นในการวางตำแหน่งของตัวเองว่าตกลงแล้วจะเป็นสื่อ หรือจะเป็นพื้นที่ให้กับใครในรูปแบบใด อย่างไร อันนี้คือโจทย์สำคัญซึ่งจนถึงวันนี้ ผมถือว่าเราก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือคลี่คลายได้
ด้านหนึ่งอาจจะมีทีวีสาธารณะหรือทีวีไทยที่เกิดขึ้นมาและมีกฎหมายรองรับ ส่วนช่อง 11 ก็กำลังจะต้องทบทวนบทบาทของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ปัจจุบันก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสารและการเสพสื่อซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอีก เพราะมีทั้งทีวีบอกรับสมาชิก ทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ตที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารหลากหลายมากขึ้น แต่อาจจะทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลจากมุมมองที่แคบลง ตรงนี้ทำให้ปัญหามาเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคม
ผมพูดหลายโอกาสตั้งแต่เป็นฝ่ายค้านจนมาเป็นรัฐบาลว่าการที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้ งานนี้ยากลำบากมากขึ้น หากประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลกันคนละชุด เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราก็อยากดูในสิ่งที่เราอยากดู ฟังในสิ่งที่เราอยากฟัง แต่ถ้าหากเราถูกจำกัดในเรื่องของมุมมอง คือ เมื่อเริ่มเอนเอียง มีลักษณะของการฝักใฝ่สนับสนุนทางหนึ่งทางใดแล้ว ปรากฏว่าเราก็เลือกรับเฉพาะข้อมูลด้านนั้น ก็จะเป็นการตอกย้ำช่องว่างซึ่งมันจะถ่างมากขึ้นในสังคม
วันนี้ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนสามารถทำนายได้เลยว่า ถ้าบุคคลนี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แนวโน้มเขาจะดูทีวีช่องไหน เขาจะเข้าเว็บไซต์อะไร แล้วก็จะเป็นคนละชุดโดยสิ้นเชิงกับบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากหนังสือพิมพ์อีกฉบับ เว็บไซต์อีกหนึ่งเว็บ และทีวีอีกหนึ่งช่อง ที่น่ากังวล ก็คือ ในเรื่องเดียวกัน ข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากสื่อสองชุดนี้อาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นชิง และทำให้บุคคลสองคนมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยอมรับความแตกต่างความหลากหลายซึ่งกันและกันยากขึ้น
นี่คือ จุดที่เป็นที่มาซึ่งถือว่าการเดินหน้าสู่การสร้างสังคมที่มีความปรองดอง จำเป็นจะต้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ คือ ปัญหาในเรื่องของสื่อสารมวลชน การปฏิรูปสื่อจึงเป็นแผนสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรองดองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาในเรื่องการดำเนินการ คือ ผมตระหนักว่าหากรัฐบาลจะเป็นผู้เข้าไปดำเนินการจะมีความสุ่มเสี่ยง หากว่าอำนาจรัฐเข้าชี้นำแทรกแซงสุดท้ายก็อาจจะถูกบิดเบือนได้ ไม่ในปัจจุบันก็อนาคต ทำให้เราไม่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมของสื่อสารมวลชนที่หลากหลาย มีสิทธิเสรีภาพ และสร้างสรรค์รับผิดชอบได้ ดังนั้น การทำงานเรื่องนี้จึงยากเป็นพิเศษและจำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
นโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ต้นได้พูดถึงเรื่องที่จะต้องมีกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็น แต่ต้องเร่งรัดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน กติกาใหม่ กฎหมายใหม่ ที่เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสื่อก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน มีกฎหมายใหม่ มีองค์กรใหม่ เข้ามาดำเนินการจัดสรร ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าเราจะตามทันพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี และการเติบโตของสื่อในรูปแบบใหม่ๆ หรือไม่
สำหรับช่อง 11 จะต้องถูกจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะสื่อและองค์กรวิชาชีพจะมีการตั้งข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์ว่าความจริงใจในการปฏิรูปจากรัฐบาลมีมากน้อยแค่ไหน ก็คงจะต้องดูจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ฉะนั้นจึงมีข้อเสนอที่มีการศึกษาและประชุมสัมมนาก่อนหน้านี้ หลักสำคัญ ที่จะต้องทำ คือ
1. ให้องค์กรนี้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากทีวีเอกชนหรือทางธุรกิจ แต่ก็จำเป็นต้องมีความคล่องตัว มิฉะนั้น คงไม่สามารถแข่งขัน หรือดึงดูดให้มีผู้ชมได้
2. จะต้องมีความเป็นอิสระ มีความเป็นวิชาชีพ ต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างความอิสระในการทำงาน พร้อมๆ กับการคงวัตถุประสงค์ในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเสนอต่อประชาชนผ่านช่องทางอื่นได้ กับวัตถุประสงค์พิเศษหรือเฉพาะในบางเรื่อง ที่จะต้องคงไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งต้องเร่งหาข้อยุติต่อไป
สิ่งที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นการบ้านมอบให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายองอาจ คล้ามไพบูลย์) และกำลังเร่งคลี่คลาย คือ สถานีแห่งนี้ควรจะต้องสามารถเปิดพื้นที่ให้คนที่ความคิดเห็นหลากหลายมาใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งคนซึ่งเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล จุดยืนของผมมีมาตั้งแต่ต้น คือ ผมมีรายการที่นำเสนอทุกสัปดาห์ ก็ประกาศมาตั้งแต่ต้นตอนเลือกตั้งว่ายินดีถ้าหากผมเป็นนายกฯ จะให้เวลาสำหรับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าตรงนี้เรายังยืนยัน แต่ว่าโชคไม่ดีที่ขณะนี้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาว่าง และยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ
เมื่อยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีองอาจก็กำลังไปดูช่องทางในการให้เวลากับทางฝ่ายค้านและทางพรรคการเมืองต่างๆ ในสภา ซึ่งผมเข้าใจว่ามีความก้าวหน้าไปบ้าง แต่จะเร่งรัด
มีคนถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ก็ปล่อยให้แต่ละคนทำอะไรตามใจชอบไปก็ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นคือว่าขณะนี้มันมีความละเอียดอ่อนมากว่าเวลามีสื่อซึ่งสะท้อนเพียงมุมเดียว บางกรณีกลายเป็นกรณีทางการเมืองมากกว่าเป็นสื่อสารมวลชน มีปัญหาความยากลำบากมาก ว่าจะดูแลให้มีเสรีภาพในการแสดงออก โดยที่ไม่กระทำผิดกฎหมายได้อย่างไร
เพราะการแสดงออกที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นประชาธิปไตย เป็นเสรีภาพ แต่การแสดงออกที่ไปถึงขั้นยุยงให้มีการใช้ความรุนแรง ให้กระทำผิดกฎหมาย แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยเต็มที่หรือประเทศแม่แบบเขาก็ไม่อนุญาตให้กระทำอย่างนี้ แล้วเราจะหวังเพียงแค่บอกว่ามีกฎหมายก็ไปใช้กฎหมายดำเนินการกับตัวบุคคลเป็นรายกรณี หรือปล่อยให้มีการดูแลกันเอง ประสบการณ์ของเราก็บอกชัดเจนว่า ในที่สุดไม่สามารถไล่ทันปัญหาได้ ซึ่งรัฐบาลพยายามค้นหาความพอดีตรงนี้ และจะพยายามทำงานโดยปรึกษาหารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อ
ผมกับรัฐมนตรีองอาจตั้งใจว่าจะเดินเริ่มเดินสายไปพบปะกับสื่อต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับกันได้จากทุกฝ่าย สามารถทำให้บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้น และมีความสงบ เป็นปกติ มีความมั่นคง นี่คือ ความท้าทายที่สุดของการทำงานในเรื่องของสื่อสารมวลชน และการบริหารจัดการในสถานการณ์ปัจจุบัน
ประเด็นเหล่านี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองหรือคนในวิชาชีพสื่อ จะต้องช่วยกันคิด หาทางออก หาข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่จะทำให้สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ การให้ความจริง ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสและความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งประเทศอย่างเสมอภาค"
Tags : สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 • สทท. • ช่อง 11 • อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น