ทุกมาตรการที่รัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจ รัฐบาลได้มีการศึกษาในเรื่องฐานะทางการคลังในอนาคต
นายกฯ : มาตรการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" กล่าวถึง เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายเกี่ยวกับกรณีนโยบายลดภาระค่าครองชีพประชาชนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจให้เป็นนโยบายถาวร ว่า หลังเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติต่ออายุการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องค่าไฟฟ้า รถเมล์ และรถไฟ ให้ไปถึงสิ้นเดือนธันวาคม
ส่วนกรณีก๊าซหุงต้มที่จะหมดอายุในสิ้นเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติต่ออายุไปอีก 6 เดือน ในการตรึงราคาทั้งก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี
เขากล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ตัดสินใจในเรื่องนี้ออกไป ก็ได้มีข่าวออกมาว่า ครม.จะตัดสินใจประกาศนโยบายการช่วยเหลือประชาชนให้เป็นนโยบายถาวร ซึ่งได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในแนวคิดดังกล่าว ทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้านแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งยังตำหนิว่านโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องของนโยบายประชานิยม และอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศในอนาคต อีกทั้งจะไปบิดเบือนกลไกตลาดได้
อยากจะชี้แจงนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ เช่น กรณีของแอลพีจีที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งที่มาก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในเวลานี้ มาจากสองแหล่ง คือ แหล่งที่มาจากภายในประเทศ ซึ่งมีราคาซื้อขายในราคาเดียวกับในตลาดโลก เรื่องนี้ก็มีถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าราคาที่มีการซื้อขายกันอยู่นี้ จำเป็นที่จะต้องใช้ในราคาเดียวกับตลาดโลกหรือไม่
นายกฯ กล่าวอีกว่า จากปัญหาเรื่องนี้ที่ประชุม ครม.จึงเห็นว่าเดิมก๊าซธรรมชาติ ที่เดิมเป็นของรัฐบาล 100% แต่ในขณะนี้ ปตท. ได้มีการขายหุ้นไปยังเอกชนเป็นเจ้าของไปครึ่งหนึ่ง ตรงนี้ทำให้รัฐบาลมองเห็นว่าหากจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชน ก็น่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนปัญหาปริมาณการใช้กับปริมาณการผลิตที่ไม่เท่ากันนั้น จากที่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลตัวเลขพบว่า การเติบโตของการใช้ก๊าซแอลพีจีมาจากภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนปริมาณการใช้ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม มีจำนวนที่ใกล้เคียงกับปริมาณที่ประเทศไทยเราสามารถผลิตได้เอง ดังนั้น ครม.จึงได้ให้ไปศึกษาว่าเมื่อสิ้น 6 เดือนของการยืดอายุมาตรการแอลพีจี และเอ็นจีวี ดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากเราสามารถแบ่งแยกตลาดตรงนี้ได้อย่างชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรการถาวร และที่สำคัญ เราอาจจะไม่ต้องรบกวนเงินจากกองทุนน้ำมันอีก
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการของรถเมล์ รถไฟ นั้น ซึ่งก็มีเสียงบ่นมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวนั้น จะจำกัดอยู่ที่ กทม.หรือไม่ แต่ยืนยันว่า มาตรการที่ประกาศออกมานั้น เป็นมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ค่าไฟ และก๊าซหุงต้ม แต่จะมีกรณีของรถเมล์ ที่จะเป็นมาตรการถาวรหรือไม่นั้น ตรงนี้กำลังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา
เขากล่าวว่า ทุกมาตรการที่รัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจ รัฐบาลได้มีการศึกษาในเรื่องฐานะทางการคลังในอนาคต ซึ่งในช่วงแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารงานฐานะการเงินของประเทศอยู่ในฐานะที่ย่ำแย่ จึงต้องออกนโยบายกู้เงินกรณีพิเศษจำนวน 8 แสนล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อนำเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทแรกนำมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประเทศเริ่มฟื้นตัว จนทำให้สามารถยกเลิกการกู้เงินในส่วนที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาท และเวลาที่ผ่านไป 8-9 เดือนที่ผ่านมา ฐานะการเงิน โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของประเทศมีจำนวนที่สูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้น งบประมาณที่ขาดดุลในช่วงแรกที่คาดไว้ ในตอนนี้เราอาจจะไม่ขาดดุลเลยก็ได้
"รัฐบาลได้มีการประเมินภาระตรงนี้แล้ว ซึ่งเห็นว่าภาระที่เพิ่มตรงนี้ หากรัฐบาลจะมีการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือประชาชน หรือจะประกาศเป็นนโยบายที่ถาวร ก็ไม่ได้เป็นปัญหาให้กับการเงินการคลัง และที่สำคัญ รัฐบาลได้พิจารณาในเรื่องนี้อย่างดีแล้ว เห็นว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หากเราดำเนินการเป็นนโยบายที่ถาวร ก็จะทำให้เรื่องนี้มีความโปร่งใส เพราะให้ถือว่าบริการนี้เป็นการบริการเพื่อสังคม และไม่ต้องมาต่ออายุเป็นระยะๆ ซึ่งจะหลีกเลี่ยงปัญหาการเมืองได้ อีกทั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา หากจะยกเลิกนโยบายนี้ก็สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งดังกล่าวนี้จะมีการพิจารณากันอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้เราจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ"
ปัทมาวดี : เป็นการเมืองมากๆ จริงๆ
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นโยบายลดค่าครองชีพของรัฐบาล รวมถึงนโยบายที่เรียกว่าประชานิยมอื่นๆ นั้น ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลกำหนดกลุ่มเป้าหมายคนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบาย และตั้งโจทย์การทำงานถูกหรือไม่ เพราะหากผิดพลาดจะทำให้การใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ
"ไม่แน่ใจรัฐบาลมีทางเลือกอื่นหรือไม่ หากต้องการจะช่วยเหลือคนจนจริงๆ ดูเหมือนว่านโยบายที่ออกมานั้นมุ่งช่วยเหลือแต่คนในเมือง แต่ยังไม่เข้าถึงคนจนจริงๆ การยกเว้นค่าไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ รถไฟฟรีนั้นพอไหว ซึ่งยังต้องพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพด้วย แต่ไฟฟ้า น้ำ คนจนในเมืองก็ไม่ได้ประโยชน์จริง เพราะส่วนใหญ่คนจนเมืองก็ไม่ได้มีบ้านอยู่เป็นหลังอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเช่าอยู่ ไม่ว่ารัฐบาลจะลดหรือไม่ ค่าน้ำค่าไฟก็เสียคงที่อยู่แล้ว จึงไม่ได้ประโยชน์ ยิ่งคนชนบทด้วยแล้ว ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้เลย อยากเสนอให้รัฐบาลมองนโยบายในแต่ละเรื่อง ให้มีเป้าหมายชัดเจนว่าคนจนเมือง คือ กลุ่มไหน หรือนโยบายแต่ละเรื่องต้องการช่วยคนกลุ่มไหน"
รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า ปัญหาของคนในชนเมืองและในเมืองมีความแตกต่างกัน ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรออกนโยบายที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างๆ แต่ควรกำหนดให้ชัดเจนว่านโยบายใด ประชาชนกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์
รศ.ดร.ปัทมาวดี ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอาหารแพง ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน คือ คนจนเมือง กลายเป็นว่าได้รับความเดือดร้อนจากอาหารแพงมากกว่าเรื่องอื่น เหมือนกับว่าความเดือดร้อนของคนจนเป็นอีกโจทย์ รัฐบาลควรพิจารณาว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือในด้านค่าครองชีพในส่วนนี้อย่างไร ในขณะที่คนชนบทอาจเป็นเรื่องอื่น เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และต้นทุนค่าขนส่งที่แพงกว่าคนกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า นโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพที่ผ่านมา ก่อนรัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการออกไปนั้น ไม่ได้มีการติดตามและประเมินผลกันอย่างจริงจัง ว่า บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้หรือไม่
"การลงทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้นเห็นด้วย แต่ต้องแก้กันที่ตัวระบบ ยิ่งทำเป็นนโยบายถาวรด้วยแล้ว จะต้องคิดระยะยาวและแก้ปัญหาที่ระบบทั้งหมด ไม่ใช่จ่ายออกไปก็ใช้หมด ซึ่งก็ไม่ส่งผลให้มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรให้ดีขึ้น หากเอาเงินไปอุดหนุนเพื่อวางระบบให้ดีขึ้น มีการใช้เงินที่มีประสิทธิภาพ บริการที่ดี และค่าบริการต่ำ จะทำให้ประโยชน์ตกทั่วถึงทุกคน"
รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า นโยบายในลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบต่องบประมาณ แต่จะมากหรือน้อยนั้นอาจไม่เป็นประเด็นเท่าการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากไม่มีประสิทธิภาพแล้ว การใช้เงินไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็เป็นภาระกับงบประมาณทั้งสิ้น
รศ.ดร.ปัทมาวดี ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลพยายามจัดหาสวัสดิการให้ประชาชนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี และหากดูองค์รวมของสวัสดิการของรัฐแล้ว ก็ถือว่างบประมาณยังไม่สูงมากนัก แต่ที่น่าสนใจกว่างบประมาณ ก็คือ สิ่งที่ทำอยู่นั้นใช่ปัญหาหรือไม่
"หากไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็น่าเป็นห่วง แต่หากทำแล้วคุ้มค่าก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี"
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องแยกแยะปัญหาให้ถูกต้อง นโยบายของรัฐบาลไม่ได้ทำด้วยการให้อย่างเดียว แต่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้ เช่น ในช่วงที่ชาวนาเรียกร้องให้แก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ในขณะที่ราคาจำหน่ายในท้องตลาดไม่ลดลง แสดงให้เห็นว่าตลาดมีการบิดเบือนและกลไกตลาดไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปแก้ปัญหาตรงนี้ แสดงให้เห็นว่ามีการกักตุนหรือไม่เช่นนั้นผลกระทบกับคนจนจะมากกว่าคนรวย เช่นเดียวกับปัญหาราคาไข่แพง ส่วนหนึ่งก็มาจากกลไกตลาดไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ปัญหาเรื่องอาหารราคาแพง ต้องมาพิจารณาว่าเป็นเรื่องของขาดแคลน หรือโครงสร้างตลาด หากเป็นเรื่องของการขาดแคลน ถือว่าเป็นปัญหาระยะสั้น ซึ่งเมื่อราคาแพงก็จะมีการผลิตเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่หากเกิดจากปัญหาโครงสร้างตลาด ซึ่งเป็นปัญหาในระยะยาว รัฐบาลต้องไปดูจุดนี้ว่าเกิดจากอะไร และการแก้ปัญหาที่ระบบนั้นทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ทั้งหมด
รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือประชาชน แต่ยังเห็นว่ารัฐบาลอาจดำเนินการไม่ถูกต้อง และเป็นการใช้งบประมาณที่สูญเปล่า เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ "แยกแยะ" กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และไม่ได้มีกระบวนการติดตามประเมินผล
"เขามองเป็นการเมืองมากๆ จริงๆ" คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์กล่าว
Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ • ปัทมาวดี ซูซูกิ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น