เวที "ศาลายาเสวนานโยบายสาธารณะ ครั้งที่ 7" หัวข้อ "มหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย" เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.) ที่ม.มหิดล วิทยาเขตศาลายา
มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาร่วมเสนอความเห็น เพื่อหาแนวทางฝ่าวิกฤติความขัดแย้งของเมืองไทย
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขอเรียกว่า "วิกฤติเมษายน-พฤษภาคม 2553" ซึ่งยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพียงแต่มีความรุนแรงปรากฏขึ้นแล้ว และความรุนแรงต้องไม่นับที่จำนวนคนตาย คนเจ็บเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความแตกแยกแตกสลายในสังคมด้วย
วิกฤติที่เป็นความเสียหายและเป็นความรุนแรงแตกแยกครั้งนี้ ต้องถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์
สำหรับสาเหตุของวิกฤติมีองค์ประกอบ 3 ด้าน ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กัน และกระทบกันเป็นงูกินหาง ได้แก่
1. การเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง ระบบการเมือง กระบวนการทางการเมือง และการเมืองภาคประชาชน
2. ประชาชน เป็นฐานของสังคม และฐานทางการเมือง
3. ราชการ เป็นกลไกของรัฐที่ดำเนินงานต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ และบริหารบ้านเมืองให้เดินไปได้
"ประเทศไทยของเรานั้น ทั้ง 3 องค์ประกอบมีปัญหาหมด การเมืองมีปัญหาก็ทำให้ราชการมีปัญหา เมื่อราชการมีปัญหาก็ทำให้ประชาชนมีปัญหา และเมื่อประชาชนมีปัญหา ก็ทำให้การเมืองมีปัญหา หลายคนบอกว่าการเมืองบ้านเราไม่พัฒนา เมื่อการเมืองไม่พัฒนาราชการก็ไม่พัฒนา ส่งผลถึงประชาชนไม่พัฒนา และเมื่อประชาชนไม่พัฒนา การเมืองก็ไม่พัฒนา"
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทั้งสามองค์ประกอบเป็นวังวนแห่งวิกฤติ และปรากฏเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ฉะนั้นประชาชนต้องปรับวงจรนี้ให้ได้ เปลี่ยนวงจรอุบาทว์ให้เป็นวงจรแห่งการพัฒนา ต้องช่วยกันออกแรง
"สังคมไทยน่าจะใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาส ต้องไม่ลืมหรือปล่อยผ่านไปง่ายๆ เหมือนในอดีต แต่ต้องระดมพลังกันครั้งใหญ่ ทำเรื่องที่ไม่เคยทำกันมาก่อน แล้วทำให้ได้ ต้องสร้างจินตนาการใหม่และใหญ่ เหมือนกับสหรัฐอเมริกาที่เคยตั้งเป้าจะส่งคนไปดวงจันทร์ แล้วก็ทำได้สำเร็จ"
"ถึงเวลาแล้วที่การเมือง ประชาชน และราชการ ต้องปรับวงจรใหม่ ทำให้ทุกองค์ประกอบพัฒนาให้ได้ ระดมพลังกันทำ เริ่มตรงไหนก็ได้ ส่วนจะพัฒนาแต่ละองค์ประกอบอย่างไร ก็ต้องระดมความคิดเห็นในรายละเอียดกัน และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ เราเคยทำมาแล้วในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8-9 และการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540" อดีตรองนายกรัฐมนตรีระบุ
6 ภารกิจ 3 กลไกขับเคลื่อน
นายไพบูลย์ ยังเสนอว่า การเดินหน้าคลี่คลายวิกฤติของประเทศครั้งนี้ มี 6 เรื่องที่ต้องทำ คือ 1. เยียวยา 2. สร้างกระบวนการยุติธรรม 3. ค้นหาความจริง 4. ฟื้นฟูกายภาพ ทั้งกิจการ บุคคล และสังคม 5. ปฏิรูป และ 6. บูรณาการแผนปรองดองของรัฐบาล ให้สอดรับกับความคิดและแผนงานของภาคประชาชน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ
"เราต้องทำ 4 ข้อแรกให้ได้ก่อน จึงจะไปถึงข้อ 5 คือ การปฏิรูป และต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนทั้ง 6 เรื่อง ได้แก่ 1. กลไกติดตามและศึกษา 2. กลไกจัดกระบวนการ เพราะถ้ากระบวนการดีจะเป็นโอกาสตัดไฟแต่ต้นลมได้ เช่น การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ นปช.ถ้ามีกระบวนการที่ดีพอจะแก้ไขปัญหาได้ และ 3. กลไกสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้อยู่เย็นเป็นสุข" นายไพบูลย์กล่าว
ต้องแก้ "ทุนการเมืองผูกขาด"
ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ต้นตอของปัญหาในประเทศไทย เกิดขึ้นโดยนักการเมือง คนที่ต้องรับผิดชอบ คือ นักการเมือง รองลงมา คือ นักวิชาการ หมายถึง ผู้วางระบบกลไกการบริหารทั้งหลาย ประเทศไทยสร้างระบบการบริหารในรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เพราะไปเขียนรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดระบบเผด็จการโดย "พรรคการเมืองนายทุน" ขึ้นในประเทศไทย
"เราไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปเติมให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มนายทุนรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง แล้วซื้อเสียงเพื่อให้ได้อำนาจรัฐ ท่ามกลางความอ่อนแอของทุกภาคส่วนในประเทศไทย"
"เหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 คือ ผลจากระบบดังกล่าว เผด็จการพรรคการเมืองนายทุนจับขั้วกันให้ได้เสียงข้างมากเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ในขณะที่ระบบการบริหารและระบบสังคมยังไม่พัฒนา ตรงนี้คือต้นเหตุของปัญหาและความรุนแรงในปัจจุบัน"
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข เหตุการณ์จับขั้วและปรับ ครม.เที่ยวล่าสุด คือ ตัวอย่างที่ดี การคอร์รัปชันไม่ได้รับการแก้ไขเลย เป็นแค่การแก่งแย่งระหว่างนายทุนที่มาลงทุนในพรรคการเมือง ที่ผ่านมา นักวิชาการทั้งหลายพยายามสร้างกลไกมาควบคุมนายทุนในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุใหญ่
"ผมเสนอให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง เพราะการสร้างการเมืองที่มีส่วนร่วมของประชาชน ต้องจัดระบบของการมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่เอาคนไม่มีความรู้มาโหวต ใครได้มากกว่าก็ได้อำนาจรัฐไป แบบนั้นแก้ไขปัญหาไม่ได้ การสร้างระบบการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการมีส่วนร่วมเฉยๆ แก้ปัญหาไม่ได้ การจะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ ต้องสร้างระบบการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม แต่ปัญหา คือ ใครจะเอาระบบนี้มาใช้" ศ.ดร.อมรตั้งคำถาม
สร้างจิตสำนึกร่วม-สังคมบูรณาการ
รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิกฤติ คือ ผลผลิตขั้นสุดท้ายของระบบที่เป็นอยู่ โดยสิ่งที่สังคมไทยเป็นอยู่ คือ ทุนสามานย์ครองอำนาจ ถ้าเราต้องการลดวิกฤติเชิงระบบ จะต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาในสังคม เพื่อล้มล้างระบบทุนสามานย์
รศ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ทุนสามานย์หมายถึงระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล ทุนสามานย์ชอบความไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส ไม่สมดุล ไม่เป็นประชาธิปไตย การรักษาทุนสามานย์ คือ การชิงอำนาจรัฐ เอาทุนสามานย์ไปสร้างอำนาจรัฐ แล้วเอาอำนาจรัฐไปรักษาทุนสามานย์อีกที ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดวิกฤติซ้ำอีก ต้องเร่งลดความขัดแย้งเชิงระบบ
"ต้องมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนมีจิตสำนึกร่วม ต้องแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ เพราะในสังคมไทยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มากมาย เพียงแต่ต้องทำให้เกิดความคิดบูรณาการ แต่สังคมไทยมักมีปัญหาในเรื่องนี้" นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชื่อดังระบุ
ปลูกฝังเยาวชน-นักวิชาการติดดิน
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความขัดแย้งในระดับ "ร้าวลึก" ในปัจจุบันลงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน การเมืองทำให้คนในหมู่บ้านแตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม นี่คือ วิกฤติในเรื่อง "คน" ที่ไม่เคยเจอมาก่อน และได้ขยายวงสู่ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
"ขณะนี้ ในแง่เศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก เกษตรกรทั่วประเทศ 6 ล้านครอบครัว เป็นหนี้รวมกันนับล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่มีโอกาสใช้คืน เกือบจะ 1 ใน 3 ของครอบครัวในสังคมไทยมีปัญหาแตกแยกหย่าร้าง เป็นปัญหาสังคมที่น่าวิตก คนฐานรากไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข ทั้งคนและคุณภาพชีวิตมันตกต่ำถึงขนาดไม่สามารถหันหน้าเข้าหากันได้อีกแล้ว"
ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องของสื่อที่เป็นการสื่อสารทางเดียวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวบ้านคิดทางเดียว ประกอบกับระบบการศึกษาเรียนรู้ของสังคม ทำให้คนเชื่อง่ายเกินไป เมื่อรับสารมาก็ขาดการคิดวิเคราะห์ที่รอบด้าน แต่เลือกข้างในทันที ทำให้ปัญหายิ่งรุนแรง
"แนวทางแก้ไขต้องมุ่งไปที่คน 3 กลุ่ม คือ เด็กและเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัย และบรรดานักการเมือง ต้องทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจใกล้ชิดกับประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง ให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มหาวิทยาลัยต้องสร้างนักวิชาการตีนเปล่า เท้าติดดิน คลุกคลีกับชาวบ้านมากขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว"
เดินหน้าสังคมแห่งการเรียนรู้
ศ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กอ.) กล่าวว่า ระบบการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะ "ร้าวลึก" ในสังคมไทย เพราะระบบการศึกษาที่เป็นสมองของสังคมยังทำหน้าที่น้อยเกินไป เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่เข้าใจสังคมอย่างแท้จริง ไม่ได้คลุกคลีกับประชาชนระดับฐาน
ขณะที่นโยบายต่างๆ ตลอดจนกฎหมาย หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ขาดการนำมาทำความเข้าใจกับประชาชน และขาดการวิเคราะห์ผลว่าจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในอนาคต
"เราไม่ได้ขับเคลื่อนให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ learning society คนของเรามองโลกแบบไม่ซับซ้อน ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สังคมอุดมศึกษามีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิดทางการเมือง ผมคิดว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตอบว่าต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นให้ได้" ศ.วิจารณ์กล่าว
ผ่าวิกฤติ "งูกินหาง"การเมือง-รัฐ-ชาวบ้าน แนะฟื้นประเทศทุกมิติ
เวที "ศาลายาเสวนานโยบายสาธารณะ ครั้งที่ 7" หัวข้อ "มหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย" เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาร่วมเสนอความเห็น เพื่อหาแนวทางฝ่าวิกฤติความขัดแย้งของเมืองไทย
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขอเรียกว่า "วิกฤติเมษายน-พฤษภาคม 2553" ซึ่งยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพียงแต่มีความรุนแรงปรากฏขึ้นแล้ว และความรุนแรงต้องไม่นับที่จำนวนคนตาย คนเจ็บเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความแตกแยกแตกสลายในสังคมด้วย
วิกฤติที่เป็นความเสียหายและเป็นความรุนแรงแตกแยกครั้งนี้ ต้องถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์
สำหรับสาเหตุของวิกฤติมีองค์ประกอบ 3 ด้าน ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กัน และกระทบกันเป็นงูกินหาง ได้แก่
1. การเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง ระบบการเมือง กระบวนการทางการเมือง และการเมืองภาคประชาชน
2. ประชาชน เป็นฐานของสังคม และฐานทางการเมือง
3. ราชการ เป็นกลไกของรัฐที่ดำเนินงานต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ และบริหารบ้านเมืองให้เดินไปได้
"ประเทศไทยของเรานั้น ทั้ง 3 องค์ประกอบมีปัญหาหมด การเมืองมีปัญหาก็ทำให้ราชการมีปัญหา เมื่อราชการมีปัญหาก็ทำให้ประชาชนมีปัญหา และเมื่อประชาชนมีปัญหา ก็ทำให้การเมืองมีปัญหา หลายคนบอกว่าการเมืองบ้านเราไม่พัฒนา เมื่อการเมืองไม่พัฒนาราชการก็ไม่พัฒนา ส่งผลถึงประชาชนไม่พัฒนา และเมื่อประชาชนไม่พัฒนา การเมืองก็ไม่พัฒนา"
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทั้งสามองค์ประกอบเป็นวังวนแห่งวิกฤติ และปรากฏเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ฉะนั้นประชาชนต้องปรับวงจรนี้ให้ได้ เปลี่ยนวงจรอุบาทว์ให้เป็นวงจรแห่งการพัฒนา ต้องช่วยกันออกแรง
"สังคมไทยน่าจะใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาส ต้องไม่ลืมหรือปล่อยผ่านไปง่ายๆ เหมือนในอดีต แต่ต้องระดมพลังกันครั้งใหญ่ ทำเรื่องที่ไม่เคยทำกันมาก่อน แล้วทำให้ได้ ต้องสร้างจินตนาการใหม่และใหญ่ เหมือนกับสหรัฐอเมริกาที่เคยตั้งเป้าจะส่งคนไปดวงจันทร์ แล้วก็ทำได้สำเร็จ"
"ถึงเวลาแล้วที่การเมือง ประชาชน และราชการ ต้องปรับวงจรใหม่ ทำให้ทุกองค์ประกอบพัฒนาให้ได้ ระดมพลังกันทำ เริ่มตรงไหนก็ได้ ส่วนจะพัฒนาแต่ละองค์ประกอบอย่างไร ก็ต้องระดมความคิดเห็นในรายละเอียดกัน และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ เราเคยทำมาแล้วในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8-9 และการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540" อดีตรองนายกรัฐมนตรีระบุ
6 ภารกิจ 3 กลไกขับเคลื่อน
นายไพบูลย์ ยังเสนอว่า การเดินหน้าคลี่คลายวิกฤติของประเทศครั้งนี้ มี 6 เรื่องที่ต้องทำ คือ 1. เยียวยา 2. สร้างกระบวนการยุติธรรม 3. ค้นหาความจริง 4. ฟื้นฟูกายภาพ ทั้งกิจการ บุคคล และสังคม 5. ปฏิรูป และ 6. บูรณาการแผนปรองดองของรัฐบาล ให้สอดรับกับความคิดและแผนงานของภาคประชาชน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ
"เราต้องทำ 4 ข้อแรกให้ได้ก่อน จึงจะไปถึงข้อ 5 คือ การปฏิรูป และต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนทั้ง 6 เรื่อง ได้แก่ 1. กลไกติดตามและศึกษา 2. กลไกจัดกระบวนการ เพราะถ้ากระบวนการดีจะเป็นโอกาสตัดไฟแต่ต้นลมได้ เช่น การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ นปช.ถ้ามีกระบวนการที่ดีพอจะแก้ไขปัญหาได้ และ 3. กลไกสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้อยู่เย็นเป็นสุข" นายไพบูลย์กล่าว
ต้องแก้ "ทุนการเมืองผูกขาด"
ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ต้นตอของปัญหาในประเทศไทย เกิดขึ้นโดยนักการเมือง คนที่ต้องรับผิดชอบ คือ นักการเมือง รองลงมา คือ นักวิชาการ หมายถึง ผู้วางระบบกลไกการบริหารทั้งหลาย ประเทศไทยสร้างระบบการบริหารในรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เพราะไปเขียนรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดระบบเผด็จการโดย "พรรคการเมืองนายทุน" ขึ้นในประเทศไทย
"เราไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปเติมให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มนายทุนรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง แล้วซื้อเสียงเพื่อให้ได้อำนาจรัฐ ท่ามกลางความอ่อนแอของทุกภาคส่วนในประเทศไทย"
"เหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 คือ ผลจากระบบดังกล่าว เผด็จการพรรคการเมืองนายทุนจับขั้วกันให้ได้เสียงข้างมากเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ในขณะที่ระบบการบริหารและระบบสังคมยังไม่พัฒนา ตรงนี้คือต้นเหตุของปัญหาและความรุนแรงในปัจจุบัน"
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข เหตุการณ์จับขั้วและปรับ ครม.เที่ยวล่าสุด คือ ตัวอย่างที่ดี การคอร์รัปชันไม่ได้รับการแก้ไขเลย เป็นแค่การแก่งแย่งระหว่างนายทุนที่มาลงทุนในพรรคการเมือง ที่ผ่านมา นักวิชาการทั้งหลายพยายามสร้างกลไกมาควบคุมนายทุนในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุใหญ่
"ผมเสนอให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง เพราะการสร้างการเมืองที่มีส่วนร่วมของประชาชน ต้องจัดระบบของการมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่เอาคนไม่มีความรู้มาโหวต ใครได้มากกว่าก็ได้อำนาจรัฐไป แบบนั้นแก้ไขปัญหาไม่ได้ การสร้างระบบการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการมีส่วนร่วมเฉยๆ แก้ปัญหาไม่ได้ การจะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ ต้องสร้างระบบการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม แต่ปัญหา คือ ใครจะเอาระบบนี้มาใช้" ศ.ดร.อมรตั้งคำถาม
สร้างจิตสำนึกร่วม-สังคมบูรณาการ
รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิกฤติ คือ ผลผลิตขั้นสุดท้ายของระบบที่เป็นอยู่ โดยสิ่งที่สังคมไทยเป็นอยู่ คือ ทุนสามานย์ครองอำนาจ ถ้าเราต้องการลดวิกฤติเชิงระบบ จะต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาในสังคม เพื่อล้มล้างระบบทุนสามานย์
รศ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ทุนสามานย์หมายถึงระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล ทุนสามานย์ชอบความไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส ไม่สมดุล ไม่เป็นประชาธิปไตย การรักษาทุนสามานย์ คือ การชิงอำนาจรัฐ เอาทุนสามานย์ไปสร้างอำนาจรัฐ แล้วเอาอำนาจรัฐไปรักษาทุนสามานย์อีกที ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดวิกฤติซ้ำอีก ต้องเร่งลดความขัดแย้งเชิงระบบ
"ต้องมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนมีจิตสำนึกร่วม ต้องแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ เพราะในสังคมไทยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มากมาย เพียงแต่ต้องทำให้เกิดความคิดบูรณาการ แต่สังคมไทยมักมีปัญหาในเรื่องนี้" นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชื่อดังระบุ
ปลูกฝังเยาวชน-นักวิชาการติดดิน
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความขัดแย้งในระดับ "ร้าวลึก" ในปัจจุบันลงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน การเมืองทำให้คนในหมู่บ้านแตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม นี่คือ วิกฤติในเรื่อง "คน" ที่ไม่เคยเจอมาก่อน และได้ขยายวงสู่ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
"ขณะนี้ ในแง่เศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก เกษตรกรทั่วประเทศ 6 ล้านครอบครัว เป็นหนี้รวมกันนับล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่มีโอกาสใช้คืน เกือบจะ 1 ใน 3 ของครอบครัวในสังคมไทยมีปัญหาแตกแยกหย่าร้าง เป็นปัญหาสังคมที่น่าวิตก คนฐานรากไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข ทั้งคนและคุณภาพชีวิตมันตกต่ำถึงขนาดไม่สามารถหันหน้าเข้าหากันได้อีกแล้ว"
ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องของสื่อที่เป็นการสื่อสารทางเดียวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวบ้านคิดทางเดียว ประกอบกับระบบการศึกษาเรียนรู้ของสังคม ทำให้คนเชื่อง่ายเกินไป เมื่อรับสารมาก็ขาดการคิดวิเคราะห์ที่รอบด้าน แต่เลือกข้างในทันที ทำให้ปัญหายิ่งรุนแรง
"แนวทางแก้ไขต้องมุ่งไปที่คน 3 กลุ่ม คือ เด็กและเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัย และบรรดานักการเมือง ต้องทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจใกล้ชิดกับประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง ให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มหาวิทยาลัยต้องสร้างนักวิชาการตีนเปล่า เท้าติดดิน คลุกคลีกับชาวบ้านมากขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว"
เดินหน้าสังคมแห่งการเรียนรู้
ศ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กอ.) กล่าวว่า ระบบการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะ "ร้าวลึก" ในสังคมไทย เพราะระบบการศึกษาที่เป็นสมองของสังคมยังทำหน้าที่น้อยเกินไป เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่เข้าใจสังคมอย่างแท้จริง ไม่ได้คลุกคลีกับประชาชนระดับฐาน
ขณะที่นโยบายต่างๆ ตลอดจนกฎหมาย หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ขาดการนำมาทำความเข้าใจกับประชาชน และขาดการวิเคราะห์ผลว่าจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในอนาคต
"เราไม่ได้ขับเคลื่อนให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ learning society คนของเรามองโลกแบบไม่ซับซ้อน ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สังคมอุดมศึกษามีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิดทางการเมือง ผมคิดว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตอบว่าต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นให้ได้" ศ.วิจารณ์กล่าว
Tags : กลไกของรัฐ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น