'สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ' นักวิชาการจุฬาฯที่ถูกศอฉ.คุมตัว วิพากษ์พรก.ฉุกเฉินฯ ว่าให้อำนาจรัฐมากไป เชื่อการเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มแก้ขัดแย้ง
นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายอดิศร ศูนย์กลางทหารม้า จ.สระบุรี เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)อ้างว่าเพื่อป้องกันมิให้กระทำการ หรือร่วมกระทำการอันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง และควบคุมตัวไว้ที่ค่ายอดิศร ศูนย์กลางทหารม้า จังหวัดสระบุรีแต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัวเมื่อกลางดึกวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายหลังถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.
กรณีของนายสุธาชัย เป็นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2527 ที่มีการคุมตัวนักวิชาการ อันเนื่องจากสถานการณ์การเมือง ต่อไปนี้เป็นความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมเสนอทางออกทางการเมือง และเห็นว่าตัวพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯนั่นเองที่มีปัญหา และควรจะตีกรอบการบังคับให้ชัดเจน
กรณีการควบคุมอาจารย์ สะท้อนอะไร
พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจรัฐบาลให้มากไป เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลใช้อำนาจทหารเข้าไปขอคืนพื้นที่ การบาดเจ็บล้มตาย ผมไม่อยากมานั่งถกเถียงว่าใครยิง ใครยิงก็ตาม ต้นเหตุมาจากการสั่ง รวมทั้งการใช้อำนาจอื่นๆ การประกาศปิดถนน ประกาศเคอร์ฟิว ตัดน้ำตัดไฟ สัญญาณโทรศัพท์ สื่อมวลชนฝ่ายเสื้อแดง ทั้งหมดมันเกิดขึ้นภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผมคิดว่าเป็นการใช้อำนาจที่มากเกินไป ตามความเห็นของผม กฎหมายใดก็ตาม ที่ไปละเมิดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มันไม่สามารถจะทำได้ เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างสวยหรู วันดีคืนดีก็ประกาศพระราชกำหนด รัฐบาลก็ใช้อำนาจทั้งหมด ผมคิดว่าไม่ได้ ประเทศที่ก้าวหน้า ไม่ทำกันอย่างนี้
รัฐบาลอ้างสถานการณ์จำเป็น
ผมไม่เห็นว่าอะไรจำเป็น คือ ในวันที่ประกาศใช้พ,ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7-8 เม.ย. ฝ่ายเสื้อแดงเขาชุมนุมมาเกือบเดือน ก็ไม่มีความรุนแรง เหตุร้ายอะไรเลย ผมคิดว่าน่าจะเป็นพ.ร.ก.ด้วยซ้ำไปที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง ไม่ใช่เป็นผล เพราะหลังจากประกาศพ.ร.ก.ก็เกิดเหตุการณ์บาดเจ็บล้มตาย การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.ก่)อนหน้านี้ ไม่ได้มีบังเกอร์ อะไรเลย เป็นการชุมนุมแบบเปิดทั่วไป ใครจะเข้าจะออก ไม่ได้มีปัญหา แต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนโฉม ก่อนหน้าวันที่ 10 การชุมนุมไม่ได้ตึงเครียด ไม่ได้เผชิญหน้า รัฐบาลจะอ้างว่ามีระเบิดมาแล้วต้องสองเดือนสามเดือน ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่อง รัฐบาลไม่สามารถจับกุมมือระเบิดพวกนั้นและมาโยงกับเสื้อแดง ผมว่าไม่แฟร์ ผมคิดว่ามันไม่ถูก ดังนั้นที่จับผมไป มันสะท้อนการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นปัญหาของการใช้พ.ร.ก.
ปัญหาหลักตอนนี้ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐบาลเท่านั้น แต่อยู่ที่ชนชั้นปกครองทั้งหมด มันคล้ายกับเอื้อซึ่งกันและกัน รัฐบาลก่อนหน้านี้ หากเกิดการเข่นฆ่าประชาชน รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ อย่างเช่นรัฐบาลสุจินดา(พล.อ.สุจินดา คราประยูร)เป็นตัวอย่าง รัฐบาลสุจินดา หากตีความกันจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพราะประชาชนชนะในเหตุการณ์เดือนพฤษภา แต่เป็นเพราะว่าพล.อ.สุจินดา เมื่อเกิดการเข่นฆ่าประชาชนแล้วนี่ ความชอบธรรมมันหมด พอความชอบธรรมหมด ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆเองถอนการสนับสนุน สุจินดาต้องออก เงื่อนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีความแตกต่างคือชนชั้นนำ นอกจากไม่ถอนการสนับสนุนแล้ว ยังสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปอย่างราบรื่นด้วยซ้ำไป
ประหลาดใจไหม
ตอนแรกผมก็ประหลาดใจ แต่ผมคิดว่าหากเทียบกับสุจินดา ก็ปราบปรามประชาชน ได้เรียบร้อยเหมือนกัน ผมคิดว่าปัญหาหลักคือชนชั้นนำด้วยกันเองถอนการสนับสนุนเขา จนทำให้เขาต้องไป ตอนนี้ผมคิดว่าเขาอุ้มกันสุดเหวี่ยง
ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าการเมืองไทยขาดสมดุล
ไม่ได้ขาดสมดุลอะไร คือยังงี้ ปัญหาพื้นที่ฐานที่คนเสื้อแดงสู้ คือว่าชนชั้นนำของเราไม่ได้มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ถึงตอนนี้พวกชนชั้นนำกลัวด้วยซ้ำไปว่าชนชั้นล่างมีอำนาจมากเกินไป เดี๋ยวชนชั้นล่างจัดตั้งรัฐบาลเอง ทำให้เขาไม่ได้รัฐบาลที่เขาชอบ ก็ต้องพยายามทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ จริงๆแล้วการเลิกปี 2540 ตอนรัฐประหารและเอาปี 2550 มาใช้ทั้งหมดนี่ ทำให้ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ได้ประโยชน์อย่างไร หากประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ชนชั้นนำก็กุมอำนาจได้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้อำนาจได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลมีอำนาจมาก แต่ตรงกันข้าม ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วด้านจากคนที่ใช้อำนาจ ทำไมรัฐบาลสมัครจึงไม่สามารถใช้กำลังทหารได้ ให้กำลังทหารปกป้องสนามบิน รัฐบาลยังทำไม่ได้เลย
คดีของอาจารย์เป็นอย่างไร
กรณีของผม ข้อหาชุมนุมการเมืองเกิน 5 คน ตลกมาก ประชาธิปไตย คุณจะชุมนุมทางการเมืองมันเป็นสิทธิของคุณ อันนี้มันเป็นอำนาจเผด็จการตามพ.ร.ก.นั่นแหละ จริงๆในระบบประชาธิปไตยต้องสนับสนุนให้ประชาชนชุมนุมทางการเมืองด้วยซ้ำ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย กฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างตลก แต่ความตลกของมันก็มีสองมาตรฐานในตัว ผมถามว่าหมอตุลย์(นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ)ชุมนุมเกินห้าคนหรือเปล่า
รัฐบาลอ้างว่ากลัวจะมีเหตุรุนแรง
ผมไปชุมนุมก็ไม่มีเหตุอะไรเลย คือต้องสงสัยว่ามีเหตุอะไรก็จับ กฎหมายลักษณะนี้ หนึ่ง ใช้ดุลยพินิจ สอง เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม พอเห็นว่าไอ้นี่มีแนวโน้มจะเป็นผู้ร้าย ก็เอามึงแล้ว จะเถียงว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรมาจับผมได้ยังไง ก็ผมว่าไม่ใช่คุณทำ แต่ต้องสงสัย คุณไปนอนในค่ายก่อน หากปล่อยคุณไปนอนข้างนอก เดี๋ยวคุณก่ออาชญากรรม
กรณีของอาจารย์เป็นอย่างไร
กรณีของผมไม่เท่าไร กรณีของสมยศ (สมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ถูกคุมตัวพร้อมกัน) ยังอยู่ เหมือนกัน ไม่มีข้อหาที่ชัดเจน ผมตอบไม่ได้ วันดีคืน เขาก็มีวิทยุมาเมื่อวันจันทร์(31 พ.ค.) สั่งปล่อยคนเดียว ถามว่าเหตุใดปล่อยตัง ก็ไม่ทราบเลย หลังอยู่ 3 วันก็ทราบข้อหาเป็นแกนนำนปช.รุ่นสอง ก็น่าจะจัดการชุมนุมต่อเนื่อง อันนี้ก็คุมตัวไว้ไม่ให้จัดการชุมนุม ผมไม่ได้เป็น เป็นไมได้ เพราะผมงานเยอะ ฉะกรณีของสมยศที่ยังถูกขังอยู่เป็นเรื่องละเมิดสิทธิ สองมาตรฐาน ยกกรณีที่หมอตุลย์ชุมนุม พวกผมยังไม่ได้ชุมนุม เพียงแต่ประกาศว่าจะชุมนุม ก็โดนจับ หมดตุลย์ชุมนุมแล้ว ถามว่าผิดกฎหมายไหม ก็ผิด ในพ.ร.ก.ไม่ได้บอกเลยว่าสนับสนุนรัฐบาลแล้วไม่มีความผิด เป็นปัญหาเรื่องสองมาตรฐานในการใช้กฎหมาย
ถ้าไม่แจ้งข้อหา เขาใช้อำนาจตามพรก.ก็ทำได้
ใช้อำนาจตามพ.ร.ก. หากไม่มีก็จับไม่ได้ กฎหมายนี้ไม่ได้ผ่านสภา เป็นคำสั่งของรัฐที่ไม่ชอบธรรม
ตัวกฎหมายคิดว่าควรเลิกไหม
ควรเลิก ผมคิดว่ามันแปลก หากไม่เลิก ต้องพูดกรอบการใช้ให้ชัดเจน ไม่ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ คุณใช้กฎหมายใดก็ตาม หากไปละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญถือว่าไม่ถูก หากกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นโมฆะ ควรเลิก ผมคิดว่ามันแปลก หากไม่เลิกต้องพูดกรอบการใช้ให้ชัดเจน ไม่ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ คุณใช้กฎหมายใดก็ตาม หากไปละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญถือว่าไม่ถูก หากกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นโมฆะ
ประด็นเสรีภาพทางความวิชาการ อย่างปิดเว็บไซต์หรือหนังสือ
อันนั้นมันละเมิดตัวจริง ละเมิดผมไม่เท่าไรหรอก แต่การปิดสื่อมวลชนฝ่ายแดงทั้งหมด รวมทั้งฝ่ายกลางด้วยนะ เป็นการปิดเสรีภาพทางความคิด ประชาชนสามารถคิดแตกต่างกันได้ อันนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย
แย่ลงกว่าก่อนหน้านั้นไหม
แย่ลงเยอะ คือตั้งแต่หลังรัฐประหารก็แย่ลงแล้ว พอถึงวันนี้แย่ลงมากกว่าอีก พอถึงวันนี้ คุณปิดเฉพาะเสื้อแดง ไม่ปิดอย่างเดียว ยังผิดกฎหมาย เขาค้นบ้านคุณ คุณมีเสื้อแดงสัก 4-5 ตัว ก็ผิดในฐานผู้ก่อการร้ายได้ ซึ่งไม่ถูก คุณจะใส่เสื้อสีออะไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นผู้ก่อการร้าย สีเสื้อไม่ได้แสดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
เรื่องบทบาทของนักวิชาการ อยากจะให้เป็นอย่างไร
อยากให้เป็นอย่างเดิมคือคนไทยต้องมีเสรีภาพในการคิดต่าง คิดต่างกันได้ แต่ต้องไม่มีเหตุการฆ่ากัน ผมคิดว่าเสรีภาพในการคิดต่างมีความสำคัญ อยากอธิบายต่ออีกเรื่อง มีคนเคยถามว่าผมจะถูกคุกคามไหม อยู่ได้ไหมในจุฬาฯ วันนี้จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเสรีภาพพอสมควรนะ เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น พวกอาจารย์ในประชาคมจุฬาฯยอมรับความเห็นต่างพอสมควร ผมไม่คิดว่าจะถูกคุกคามอะไรในจุฬาฯ ไอ้จากคนข้างนอกก็มีบ้างที่เขียนมาด่า แต่ในจุฬาฯไม่น่าจะมี เหมือนกับว่าหมอตุลย์ก็อยู่ได้ ผมก็อยู่ได้ ต่างคนต่างอยู่ อยู่จุฬาฯก็ดีตรงนี้ มีเสรีภาพ ยังไม่มีการใช้เงื่อนไขทางความคิดมาลงโทษใคร ผมก็เลยอยู่ในจุฬาฯนี่ปลอดภัยค่อนข้างมาก ไม่โดนสอบสวนหรืออะไร ผมคิดว่าผมอยู่จุฬาฯมา 16-17 ปี จุฬาฯมีประชาธิปไตยนะ มีการเคลื่อนไหวในความคิดที่แตกต่างกันได้ค่อนข้างมาก อ่ามผมกับหมอตุลย์ก็เป็นเพื่อนกัน หมดตุลย์ก็ยังอยู่ได้ แม้เคลื่อนไหว
อาจารย์คลุกคลีกับนปช.แค่ไหน
เป็นแค่นักวิชาการขึ้นเวที ไม่ได้เป็นแกนนำ ไม่ได้เคลื่อนไหว นอกจากให้ความรู้ ผมมีข้อจำกัดส่วนตัวเยอะ ลูกยังเล็ก งานเยอะมาก ผมไม่มีเวลาไปเป็นแกนนำ
มองขบวนการเสื้อแดงอย่างไร
พูดจริงๆ มันก็มีความผิดพลาด มันควรจะหยุด หากเป็นผมควรจะเลิกตอนที่พี่วีระ(มุสิกพงษ์)ไปเจรจา นั่นก็ควรจะยุติแล้ว ผมคิดว่าเลิกตอนนั้นสวยที่สุด ก็ไม่เสียหาย แม้เสียหายก็ไม่มากเท่านี้ และการฟื้นสื่อมวลชนกลับมา ยังง่ายกว่านี้ ตอนนี้ต้องพูดว่ายากมาก หากผมเป็นแกนนำเสื้อแดงจริงและสามารถสั่งเสื้อแดงให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ก็จะขอให้เลิกชุมนุม เพราะในทางการเมือง มันได้ทั้งสองฝ่าย เราก็ได้ เขาก็ได้ เอาแต่เราได้ข้างเดียว แล้วไม่เปิดทางถอยให้เขานี่ เขาก็สู้แบบจนตรอก ก็ตาย ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเกิดความผิดพลาด แม้จะผิดพลาดอย่างไร รัฐบาลก็ไม่ควรฆ่า การฆ่าเป็นคนละเรื่องกันนะ ไม่ใช่ว่าผมเห็นว่าแกนนำนปช.ไม่ถูกต้องแล้ว การฆ่าเป็นการชอบธรรม ใครตายก็ไม่ชอบธรรมทั้งคู่
การตื่นตัวทางการเมืองของเสื้อแดงเป็นอย่างไร
ผมคิดว่าเขาตื่นตัวเร็วนะ ในสองสามปี ตื่นตัวมาก ขณะนี้กลุ่มเสื้อแดง น่าจะเป็นขบวนการนำประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กลับคืนมาได้ แต่ปัญหาหนักคือวิธีการบางอย่างไม่ถูก อาจเลยเถิดไป ทำให้สร้างปัญหา ก็แก้กันได้ ตื่นตัวกว้าง จุดอ่อนอย่างหนึ่งคือเรื่องความรู้ แต่มีใจในการต่อสู้ ความเข้าใจไม่ค่อยมี ทำให้การต่อสู้มันไปซ้ายไปขวา เลยธงบ้าง แต่อันนั้นไม่ใช่เหตุในการฆ่า ประชาชนตื่นตัวประชาธิปไตยมาก ฝ่ายนำเองมีปัญหาในการนำ ไม่ใช่ประชาชนไม่รู้เรื่อง ประชาชนรู้เรื่อง บางส่วนนำกันเองได้
มีการเปรียบเทียบบรรยากาศสมัย 6 ตุลา 2519 อาจารย์มองอย่างไร
คิดว่าคล้ายกัน จะว่าธานินทร์(กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ต.ค. 2519 - 20 ต.ค. 2520) น้อยกว่าก็ไม่ใช่ ทุกอย่างเหมือนหมด ตอนนั้นสร้างกระแสขวา ปลุกประชาชน ตอนนั้นมากกว่านี้ ตอนนั้นมันเผด็จการเต็มตัว ตอนนี้มันเผด็จการแอบแฝง แต่ก็เผด็จการเหมือนกัน ตอนนี้มันเผด็จการโดยอ้างอำนาจพ.ร.ก.หากยังไม่เลิก ผมคิดว่าเป็นปัญหาหลักตอนนี้มันมีสองระดับ คือ อันแรกเป็นปัญหาตัวกฎหมาย อันที่สอง การใช้กฎหมาย ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งคู่ มีสองมาตรฐาน
ตอนนั้นมันคลี่คลายอย่างไร
คลี่คลายเพราะโดนรัฐประหารซ้อน ธานินนทร์ถูกเกรียงศักดิ์(พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะมันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี 11 พ.ย.2520-3 มี.ค. 2523) )โค่น เปลี่ยนนโยบายผ่อนปรน เอาคนออกจากคุก ก็จบอย่างนี้ ส่วนกรณีนี้จบอย่างไร คาดเดายาก ตอนนั้นนักศึกษาเข้าป่า เป็นสงครามยืดเยื้อหลายปี
การยุบสภาจบไหม
ไม่จบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี การยุบสภาไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ ยังไม่ได้เป็นการแก้ เป็นจุดเริ่มต้นแบบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นก็แก้ด้วยการรัฐประหาร อันนี้เป็นการแก้สันติวิธี หากจะลากรถถังออกมาก็เรื่องของคุณ
แผนปรองดองไม่ใช่ทางออกหรือ
ไม่มีอะไร เป็นเรื่องของน้ำลาย ถ้าสมานฉันท์จริง รัฐบาลต้องไม่ทำอย่างนี้ รัฐบาลต้องเลิกภาวะฉุกเฉิน เลิกอะไรทั้งหมด แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสินใจ การปิดสื่อมวลชนฝ่ายค้านทั้งหมด เหลือด้านเดียว อันนี้ไม่มีใครเขาทำกัน อันที่สาม การจับกุมโดยไม่แจ้งข้อหา เป็นการละเมิดสิทธิทางร่างกายเขา แผนปรองดองเดือนที่แล้วเป็นทางออก ตอนนี้เป็นน้ำลายพ่นผ่านปาก ถ้าคุณจะให้ปรองดองจริงต้องไม่ใช่ทำอย่างนี้
มีคนพูดว่าเป็นบาดแผลลึก คิดว่าจะใช้เวลาเยียวยานานเท่าไร
นาน แต่ต้องมีวิธีแก้ นี่รัฐบาลยังไม่ใช้วิธีแก้เลย มีแต่ขยาย สมานฉันท์ที่ดีที่สุดคือนายกฯต้องลาออก แล้วให้คนอื่นเป็นแทน จากนั้นยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ที่ผมคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเข่นฆ่าประชาชนอย่างเดียว แต่การกระทำนั้นมันสมานฉันท์ไม่ได้ตั้งแต่แรก แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ รัฐบาลอ้างว่ายุบสภาหรือไม่ยุบสภา ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่การยุบสภา แม้ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ก็เป็นจุดเริ่มการแก้ปัญหาแบบประชาธิปไตย
"ตอนนั้นได้ทั้งคู่ ตอนนี้ฉิบหายทั้งคู่"
Tags : สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น