กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 26 เมษายน 2553 01:00

ถอดรหัส อภิสิทธิ์ - อนุพงษ์ กองทัพ-รัฐบาลเป็นเอกภาพ

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ออกรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยฯ" วานนี้ (25 เม.ย.)

ยันไม่ได้นิ่งเฉยในการแก้ปัญหาการชุมนุม การทำงานของรัฐบาลและกองทัพมีความเป็นเอกภาพ ย้ำภารกิจรัฐบาลปกป้องสถาบันหลักชาติไม่ให้ถูกดึงมาสู่ความขัดแย้งและเกิดความแตกแยกของประชาชน ด้าน ผบ.ทบ. ขอให้เชื่อมั่นกองทัพยังเป็นกองทัพของชาติ กองทัพใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นของประชาชน

 สายสวรรค์ : สิ่งที่ท่านนายกฯ บอกว่าจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ ทั้งระบบแบบเบ็ดเสร็จก็คือก่อการร้าย กลุ่มผู้ชุมนุม และการขับเคลื่อนเป็นกระบวนการกับการก่อการร้าย

นายกรัฐมนตรี : คือ ผมบอกได้เลยนะครับว่าชื่อต่างๆ ที่ปรากฏออกมาในเหตุการณ์มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือต่างคนต่างทำ จะเป็นชื่อเสธ.แดง จะเป็นชื่อพล.อ.ชวลิต จะเป็นชื่อแกนนำผู้ชุมนุม เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าขณะนี้เราเห็นชัดว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่ว่าคนนี้วันนี้เกิดมาทำอย่างนี้ วันนี้อีกคนมาทำอีกอย่าง ไม่ใช่ มันเชื่อมโยงกัน

ด้วยเหตุผลนี้เราจะเห็นว่าการแก้ปัญหามันจึงไม่ใช่เฉพาะปัญหาในพื้นที่การชุมนุม มันมีพื้นที่สื่อ สื่อต่างประเทศบ้าง นักการทูตบ้าง พื้นที่สื่อในประเทศ พื้นที่ที่เกี่ยวกับมวลชนในภูมิภาค ตรงนี้ครับการแก้ปัญหา ถ้าเราคิดว่าไปแก้ที่จุดใดจุดหนึ่ง มันไม่ใช่ ผมแก้

สมมตินะครับแก้ตรงราชประสงค์ ผมก็ต้องดูแลด้วยว่าไม่ใช่ไปเกิดในพื้นที่สื่อต่างประเทศ ไปเกิดพื้นที่ในสภาฯ ซึ่งทำให้สถานการณ์ไม่สงบ และรุนแรงมากขึ้น เราจึงจำเป็นจะต้องแก้ให้มันครบทั้งวงจรตรงนี้

สายสวรรค์ : ต้องเรียนถามท่าน พล.อ.อนุพงษ์ บ้าง นะคะ มีข่าวหนาหู เดี๋ยวจะวันนั้น เดี๋ยวจะวันนี้จะขอคืนพื้นที่หรือจะสลายไม่สลาย นับตั้งแต่ท่านผู้บัญชาการทหารบกมาดูแลเรื่องนี้ มีความคิดหรือว่ามีจุดยืนในเรื่องของการที่จะทำให้การชุมนุมนั้นหมดไปอย่างไรคะ

พล.อ.อนุพงษ์ : ส่วนหนึ่งซึ่งผมอดจะพูดไม่ได้คือในส่วนของภูมิภาค แน่นอนว่าคนที่อยู่ที่สี่แยกราชประสงค์นั้นไม่ได้มาจากกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว มาจากปริมณฑล จังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งภูมิภาคด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับคนในชาติ เข้าใจจุดยืนของรัฐบาล

และเมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็เชื่อมั่นว่าที่สี่แยกราชประสงค์ก็คงจะใช้คำว่า คงจะไม่มีความชอบธรรมก็ได้ หรือว่ามันคงจะลดลงไป หรือจะใช้คำว่า มันหดตัวลงไป ซึ่งในตอนนั้นถึงขั้นนั้นถ้าประชาชนผู้บริสุทธิ์เขาไม่อยู่ในกลุ่มนี้ และเราก็สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้เต็มที่ต่อผู้ที่ยังอยู่ หรือว่าผู้ที่ผิดกฎหมายก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติจับกุมทำอะไร ก็จะสามารถทำได้

สายสวรรค์ : ผบ.ทบ.คะหลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน และทางกองทัพก็ต้องเสียมือดีในกองทัพไป กองทัพได้บทเรียนอะไรจากตรงนั้น และหลังจากนั้นมาคาดคิดไหมคะว่าจะเกิดแบบนั้นขึ้นมาอีก

พล.อ.อนุพงษ์ : สิ่งซึ่งเราไม่เคยคาดคิดเลยก็คือว่าในความขัดแย้งในชาติของเราซึ่งมีคนมีความเห็นแตกต่างกัน จะมีการใช้กองกำลังซึ่งมีอาวุธ ติดอาวุธแล้วก็ใช้ ไม่ใช่ติดอย่างเดียวเท่านั้น และใช้อาวุธอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยกระทำต่อทั้งทหารซึ่งไม่สามารถจะใช้อาวุธได้เลย เพราะเจ้าหน้าที่ของเราที่รอดจากการเสียชีวิตได้บอกว่าก็เห็นคนที่อยู่ในกลุ่มของประชาชน เขาไม่สามารถจะใช้อาวุธได้เลย เพราะว่าก็วิ่งกันไปวิ่งกันมา ถ้ายิงก็เกิดโอกาสที่จะพลาดไปโดนประชาชนมีสูง เขาจึงตัดสินใจที่ไม่ใช้ นั่นเป็นเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่ดีของกำลังพลของเรา ซึ่งเขาไม่อยากทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายต่อไป สิ่งนั้นเป็นสิ่งซึ่งเราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 10

ต่อเหตุการณ์เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ก็มีการใช้อาวุธดังกล่าวอีก ในวันนั้นท่านนายกฯ ได้เรียนให้ทราบแล้วว่าเราได้รับมอบภารกิจให้ดูแลย่านสีลม ไม่ให้เกิดการบุกรุกเข้าไปมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทหารก็วางกำลัง รวมทั้งการป้องกันตนเองจากบทเรียนในวันที่ 10 ที่ผ่านมา ว่าป้องกันไม่ให้เขามายิงที่ตั้งของทางทหารได้ และแบ่งหน้าที่อีกส่วนหนึ่งให้ตำรวจได้ดูแลมวลชนสองกลุ่ม

"ผมเข้าใจว่าตำรวจเอง และเราเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคนจิตใจอำมหิตที่จะใช้อาวุธยิงเข้าไปในกลุ่มประชาชนได้ และอย่างที่ทราบบางคนนั้นไม่ได้อยู่ในการชุมนุมด้วย แต่บ้านเรือนเขาอยู่แถวนั้น ก็ได้รับผลกระทบ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่มีจริง และต้องยอมรับว่าขณะนี้มันมีกองกำลัง เพราะฉะนั้นมาตรการทางทหารก็ต้องมีมาตรการเข้มข้นขึ้น และต้องรัดกุมด้วย"

สายสวรรค์ : พอจะบอกได้บ้างหรือยังว่ากองกำลังดังกล่าวคือใครกลุ่มไหนอย่างไร รวมไปถึงอาวุธสงครามเหล่านั้น
 นายกรัฐมนตรี จากการที่เราจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันที่ 10 และก็มีการครอบครองอาวุธ ขณะนี้การสอบสวนก็มีการดำเนินการอยู่ ก็น่าจะสามารถที่จะขยายผลไปได้ และก็ปฏิบัติการต่างๆ แนวทางต่างๆ เราเริ่มเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งในเหตุการณ์ที่สีลมเมื่อวันที่ 22

สายสวรรค์ : จริงๆ แล้ว คนที่เปิดตัวและสามารถที่จะเชื่อมโยง หรืออาจจะมีน้ำหนักพอที่นำมาเชื่อมโยงได้ว่าอยู่ในความเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ถ้าเกิดเป็นทหาร กองทัพทำอย่างไร

พล.อ.อนุพงษ์ : ในเรื่องนี้ผมขอเรียนนะครับว่าเป็นสองส่วนก็แล้วกัน ในส่วนของอาวุธและยุทโธปกรณ์คือพวกกระสุน อีกส่วนหนึ่งคือบุคลากรหรือบุคคลที่ไปทำ ในการควบคุมของเราทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ อันนี้เราตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าอาวุธที่เอาไปใช้ หน่วยต่างๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายความว่าอาวุธของทุกหน่วยยังอยู่ในสภาพที่อยู่ในคลังโดยการควบคุมของเราตามกฎระเบียบอยู่

เพราะฉะนั้น อาวุธส่วนนี้เป็นอาวุธสงคราม แต่ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของเราแน่นอน จะเข้ามาจากทางใดนั้น ประเด็นสำคัญคือสังคมจะต้องใช้กฎหมายทำไม่ให้มี ถ้าเรายังยอมให้มีอาวุธสงครามอยู่ในบ้านในเมืองอย่างนี้ และก็มีกลุ่มคนที่มีความอำมหิต มีความไม่กลัวเกรงต่อกฎหมายและไปใช้ ก็จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ก็เรียนด้วยความมั่นใจว่าไม่มี

สายสวรรค์ : แต่ว่าอย่างเอ็ม 79  40 กว่าครั้งคือไม่ได้หลุดรอดไปจากคลังอาวุธของกองทัพหรือคะ อย่างอาร์พีจีวันก่อน คืนวันที่ 21 ที่คลังน้ำมันปตท.

พล.อ.อนุพงษ์ : อยากจะเรียนว่าก่อนหน้าวันนั้นเราก็ได้รับข่าว อันนี้เป็นเรื่องความเป็นจริง และท่านนายกฯ ก็ได้ทราบแล้ว ท่านรองนายกฯ สุเทพ ก็ทราบแล้วว่าจะมีการเอาอาวุธอาร์พีจีเข้ามาจำนวนหนึ่ง อันนี้ด้วยความเป็นจริง และเราก็พยายามให้หน่วยนี้ได้สกัดกั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นจำนวนเดียวกันหรือไม่อย่างไรก็ตาม และมีเหตุการณ์เกิดขึ้น

ถ้าถามว่าอาวุธยุทโธปกรณ์บ้านเมืองนี้ก็ต้องใช้กฎหมาย เราเป็นทหารก็จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มความสามารถที่จะช่วยกันกำจัดอาวุธสงครามเหล่านี้ให้หมดจากสังคมไป อันนั้นคือเรื่องตัวอาวุธ

ส่วนในเรื่องของตัวบุคคลนั้น ก็ทราบๆ กันอยู่ว่ามีการจัดตั้งกันขึ้นมาอย่างที่ท่านนายกฯ เรียนแล้วนะครับ บางคนก็ยังอยู่ในกองทัพ แต่ว่าไม่มีตำแหน่งหน้าที่เท่าที่ทราบ ส่วนที่เหลือนั้นคาดว่าคงจะไม่ใช้ อาจจะเป็นอดีตหรือเป็นผู้ที่เคยเป็นข้าราชการที่เคยใช้อาวุธมา

สายสวรรค์ : หลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่ากองทัพมีเอกภาพหรือเปล่า มีการขบเกลียวกันอยู่ระหว่างกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ภายในกองทัพหรือเปล่า ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะท่าน ผบ.ทบ.

พล.อ.อนุพงษ์ : คือ อยากเรียนสังคมให้เชื่อมั่นว่ากองทัพของเรายังเป็นกองทัพของชาติ กองทัพใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นของประชาชนอยู่ เราจะปฏิบัติหน้าที่และทุกอย่างโดยไม่ได้มีฝักมีฝ่าย จะทำตามแน่ๆ เลยต้องทำตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติเป็นหลัก อันนี้เป็นสิ่งที่กองทัพยืนยันว่าทำ

ในส่วนของความแตกแยกถ้าจะคิดว่าเป็นบุคคลแน่นอนองค์กรที่มีความใหญ่โต ผมว่าอาจจะเป็นไปได้ มันก็มี จะ 1-2-3-4-5 แต่ผมคิดว่าจำนวนตัวเลขตรงปริมาณดังกล่าวไม่มีนัยที่จะมาพูดได้ว่ามีความแตกแยกในกองทัพ จะเห็นว่าขณะนี้เราจัดกำลังมาจากกองทัพภาคต่างๆ ทุกคนก็ทำเต็มความสามารถ ช่วยกันดูแลบ้านเมือง เขาก็มาทุ่มเทอยู่กันมาเป็นเดือน ไม่มีความย่อท้อ

ที่สำคัญเขาทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้อย่างเคร่งครัด ในขณะนี้ทุกอย่างพร้อม และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่ากองทัพเป็นหนึ่งเดียวกันทั้ง 3 กองทัพ บก เรือ อากาศ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน ช่วยกันทำให้สถานการณ์บ้านเมืองได้สู่ความสงบ

สายสวรรค์ : เรียนถามท่าน ผบ.ทบ. ในฐานะที่เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ศอฉ.แล้วเหมือนกับว่าดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือท่าน การปฏิบัติการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภายใต้ท่านเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติการ จะออกมาในรูปไหน
 พล.อ.อนุพงษ์ : แน่ๆ เลย หลักเกณฑ์อะไรง่ายๆ พึงไปตามกฎหมาย อันนี้ต้องพยายามทำให้ได้ ตอนนี้ ศอฉ. เองมีแนวทางที่ให้หน่วยปฏิบัติพยายามจะรักษากฎหมายให้เป็นกฎหมาย ต้องทำให้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็จะเพิ่มความเข้ม มีในการที่จะต้องมีการประสานงานกับทางตำรวจที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายทำงานร่วมกัน

สายสวรรค์ : เชื่อมประสานกันดีไหมคะระหว่างทหารกับตำรวจ

พล.อ.อนุพงษ์ : ผมคาดว่าในช่วงสัปดาห์ต่อไปคงจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพราะมาทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น และมีการจัดกำลังสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำงานร่วมกัน และพยายามจะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ จะไม่ใช้ความรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าเนื่องจากสถานการณ์มันพัฒนาไป มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น มาตรการทางทหารก็จะต้องมีความเข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตามจะขอเรียนสังคมให้ทราบว่าเจตนาของเจ้าหน้าที่ทุกคนมิได้ประสงค์ที่จะทำร้ายประชาชน จะใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็น

สายสวรรค์ : มีข่าวออกมาบางที่ท่านเรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.) และมีหลายกระแสที่อาจจะดูเหมือนข้อความอาจจะคลาดเคลื่อนกันไป

พล.อ.อนุพงษ์ : ข้อมูลที่ออกไปบางทีเขาก็จับกลางอากาศเหมือนกันครับ ไปเขียนกันอย่างไรว่ากันเอง ก็มีเยอะแยะ ก็ต้องให้สังคมฟังให้ดี ในส่วนนี้ผมขอเรียนง่ายๆ ว่า สลายไม่สลาย ผมเรียนครั้งหนึ่งว่ากองทัพจะทำตาม

dรอบนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้ผ่านมาทางกรอบของ ศอฉ. ตามกฎหมาย แล้วการดำเนินการเป็นไปตามที่ท่านนายกฯ เรียนแล้ว คำตอบไม่ได้อยู่ที่วันใด หรือเวลาใด มันอยู่บริบททั้งหมดว่าถ้าทำแล้วมันเกิดประโยชน์ สังคมสงบสุขก็ต้องทำ ทำอะไรบ้างเรียงลำดับอย่างไรมันก็ต้องมาพิจารณากันในรายละเอียด

สายสวรรค์ : แต่กองทัพไม่ได้เกียร์ว่างอย่างที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์

พล.อ.อนุพงษ์ : เกียร์ว่างนี่ผมพูดชัดว่าถ้ารัฐบาลกำหนดนโยบายมา เราปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติตามกรอบที่ได้รับนโยบายมาอย่างเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี : ผมต้องย้ำว่าถ้ารัฐบาลคิดใช้วิธีเหนือกฎหมาย สังคมไม่ สงบ สุขครับ สังคมไม่มีวันสงบสุขได้ ถ้ารัฐบาลใช้วิธีเหนือกฎหมาย สังคมไม่สงบสุข สังคมไม่มีวันสงบสุขได้ถ้ารัฐบาลใช้วิธีเหนือกฎหมายเพียงเพื่อแก้สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งในห้วงเวลาใดห้วงเวลาหนึ่ง ผมอยากจะย้ำว่าภารกิจรัฐบาลวันนี้มันยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่จะบอกว่าตกลงราชประสงค์เคลียร์หรือยัง ภารกิจรัฐบาลวันนี้ คือ ดำรงความเป็นนิติรัฐ และนิติรัฐรวมถึงการที่รัฐเองต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ภารกิจวันนี้คือการปกป้องสถาบันหลักของชาติ ไม่ให้ถูกดึงลงมาสู่ความขัดแย้ง และไม่ให้เกิดความแตกแยกของประชาชน ซึ่งอาจจะยังไม่แสดงออกวันนี้ แต่ไปฝังลึกอยู่ในใจ ผมไม่ได้รับผิดชอบแต่เฉพาะประชาชนที่อยู่ตรงนั้น ผมรับผิดชอบกับสังคมทั้งสังคม และสังคมในอนาคต และลูกหลานคนไทยทุกกลุ่มทุกฝ่ายในวันนี้ด้วย

 

Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ .อนุพงษ์ เผ่าจินดา

advertisement

advertisement

advertisement