"สิ่งที่เราสังเกตเห็น อารมณ์ผู้ชุมนุมเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ" ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ อาสาสมัครสันติอาสาสักขีพยาน
จากโครงการสันติอาสาสักขีพยาน บอกนับจากวันที่เธอเข้าร่วมสังเกตการณ์ การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตลอด 20 วัน แม้ในช่วงแรก เธอไม่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ครบทุกวัน แต่จากการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมอาสาสมัคร ต่างเห็นร่วมกันว่า "อารมณ์ผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ซึ่งพวกเธอหวั่นเกรงว่า หากแกนนำควบคุมไม่ดีพอ เรื่องที่ไม่อยากให้เกิด อาจจะเกิดขึ้นได้"
"ช่วงแรกของการชุมนุมสิ่งที่เราสัมผัส คือ ผู้ชุมนุมก็พยายามคุมกันเอง แต่ช่วงหลังก็เริ่มมีหลุดบ้าง อารมณ์ร้อนขึ้น" ไพรินทร์ บอกว่า สิ่งที่เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจน คือ เหตุการณ์วานนี้ (6 เม.ย.) การชุมนุมบริเวณถนนราชประสงค์ เธอรู้สึกว่าผู้ชุมนุมถูกปลุกอารมณ์จากแกนนำ จนอยากทำอะไรมากขึ้น ในช่วงวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา
ไพรินทร์ เล่าว่า เมื่อผู้ชุมนุมมีอารมณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้องขึ้นอยู่กับตัวแกนนำ ถ้าแกนนำคุมได้ทุกอย่างก็กลายเป็นพลัง ไม่ต่างจากการเล่นกับไฟ ถ้าคุมได้ก็เป็นพลัง ถ้าหลุดนิดเดียวก็ลามไปได้ โดยเฉพาะเมื่อแกนนำไม่ได้มีคนเดียว มีหลายคนและยังรวมไปถึงแกนนำในจุดย่อย ซึ่งอันตรายมากหากประสานกันไม่ดีเพียงพอ
"คิดว่าทุกฝ่ายต้องอดทน อดกลั้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป เพราะในช่วงที่มีการเคลื่อนไหว บางช่วงผ่านประชาชนทั่วไป อาจจะมีการแลกเปลี่ยนทางคำพูดด้วยวาจา หากไม่มีการควบคุมก็นำไปสู่ความรุนแรงได้"
ไพรินทร์ บอกว่า "การพูดปลุกคนให้เกลียดชังกันเป็นความเสี่ยงที่สุดเลย ที่เห็นว่าเป็นศัตรู เพราะหมายถึงพร้อมจะใช้ความรุนแรง แต่อยากเห็นผู้ชุมนุมสร้างพลังงาน จากการเคารพอีกฝ่าย โดยไม่ให้เห็นเป็นศัตรู เราคิดว่าขบวนการบนพื้นฐานความเกลียด"
เธอย้ำว่า การสร้างเกลียดชัง สร้างศัตรู ขึ้นเต็มไปหมด อยากให้เคารพกับฝ่ายตรงข้าม อาจจะกลายเป็นพลัง อีกฝ่าย เริ่มเคารพเรามากขึ้น อาทิเช่น กรณี เหตุการณ์ดาวกระจายไปที่ราบ 11 ผู้ชุมนุมเองก็ควบคุมกันเอง
ส่วนเหตุการณ์เคลื่อนพลยุทธการดอกไม้หลากสี ไล่ทหารออกจากวัดต่างๆ บริเวณหน้าสนามนางเลิ้ง ผู้ชุมนุมให้เกียรติทหารและทหารก็ถอยร่นไป แต่ผู้ชุมนุมเคลื่อนไปวัดแขก ผู้ชุมนุมเริ่มปีนเข้าไปวัด แต่ทหารก็ถอยร่นเข้าไป ภาพที่เจอจึงเป็นเจ้าหน้าที่ถอยร่น คนที่รุกจะเป็นผู้ชุมนุมมากกว่า
"เมื่อเช้าวันที่ 6 เมษายน ทหารดันผู้ชุมนุมเข้าไป แต่ดันเสร็จก็ถอย แต่ผู้ชุมนุมก็รุกเข้าไป"
ไพรินทร์ บอกว่า ยังดีที่ทหารไม่มีอาวุธ และยังควบคุมอารมณ์ได้อยู่ แต่เมื่อไร ที่อีกฝ่ายไม่ยอมถอย เสี่ยงมากที่จะเกิดความรุนแรง
บทเรียนที่ไพรินทร์เห็นจากการร่วมสังเกตการณ์ คือ การประสานกันระหว่างแกนนำบนเวทีใหญ่ และแกนนำรองลงมา ที่มักจะเล่นนอกบทตลอดบ่อยๆ เธอเล่าว่า เหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ คือเวลามีการเคลื่อนขบวน จะมีรถแกนนำย่อย ที่พร้อมจะสั่งลุย เพราะแกนนำบางคนหลุด อาทิเช่น เหตุการณ์เทเลือดหน้าบ้านอภิสิทธิ์ แกนนำบนเวทีบอกว่าอย่าเท แต่แกนนำบางคนสั่งให้เทเลือดไปแล้ว
นอกจากนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ไล่ทหารออกจากทำเนียบ แกนนำหลักเจรจาเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว แต่มีแกนนำบางคนหลุดเข้ามาสั่งลุยเลย หรือกระทั่งเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่บุก กกต. มีความพยายามตะโกน ว่า ใครดันเข้าไปข้างใน แดงเทียม แต่แกนนำย่อยบางคนเข้ามาสั่งลุย "แกนนำใหญ่สั่งอีกอย่าง แกนนำย่อยทำอีกย่าง" บางจุดการสื่อสารไม่ถึง ก็จะสร้างปัญหา
ไพรินทร์ เห็นว่า นับจากวันแรกจนถึงขณะนี้ อารมณ์ของผู้ชุมนุมสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น การเคลื่อนไหวจะยังคงยึดแนวสันติวิธี แบบที่ผู้ชุมนุมเข้าใจ คือ การไม่ใช้อาวุธ ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ขึ้นอยู่กับการควบคุมของแกนนำ ว่า จะควบคุมสถานการณ์ได้ดีมากน้อยขนาดไหน
ขณะที่ นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ นักวิจัยอิสระเคยร่วมทำงานการเคลื่อนไหวด้านสันติวิธี หนึ่งในสันติอาสาสักขีพยาน เล่าถึงสถานการณ์วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ได้ร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดงบริเวณใกล้รถไฟฟ้าราชดำริ ในช่วงที่แกนนำคนเสื้อแดงยังเดินทางมาไม่ถึง ได้มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ มีคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ตำรวจจึงขับรถมากั้นระหว่างผู้ชุมนุม เพื่อคลี่คลายสถานการณ์
เหตุการณ์ที่นภนาทเล่าในครั้งนี้ ไม่ต่างจากที่สื่อกระแสหลักรายงาน ตอนนั้นมีคนตะโกนว่า มีแดงเทียมสั่งให้บุก ทางฝ่ายผู้ชุมนุมพยายามคลี่คลายความรุนแรงที่เกิดขึ้น
"มีการจับแดงเทียมด้านหลังเวทีปราศรัย มีนักข่าวหลายคนทำท่างง ! กับเรื่องแดงเทียม"
จากเหตุการณ์ชุลมุนเล็กน้อย นภนาทเล่าต่อว่า เมื่อแกนนำหลักเดินทางมาถึง จึงมีการจัดแนวกั้นระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจอีกครั้ง โดยมีหน่วยรักษาความปลอดภัยสองแถวของผู้ชุมนุมกับฝ่ายตำรวจจำนวนมาก
นับตั้งแต่นภนาท สันติอาสาสักขีพยาน ร่วมสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวการชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นมา เขาบอกว่า ทางกลุ่มสันติวิธีมีคนไม่มากนัก แต่บางจุดที่เราร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเป็นสักขีพยานก็มีนักข่าวไม่กี่คน อย่างกรณีที่ผ่านมา การชุมนุมที่วัดแค นางเลิ้ง สถานการณ์ตอนนั้นเสี่ยงที่จะปะทะ
"ตอนนั้นทหารรู้ว่า เราไม่ใช่ฝ่ายผู้ชุมนุม เป็นกลุ่มสันติอาสาสักขีพยานมีความเป็นกลาง ก็เรียกพวกเราไปช่วยตรวจ ว่า ทหารได้ปลดอาวุธแล้ว ตอนนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอยู่ด้วย หรือเวลาที่สถานการณ์บานปลาย กลุ่มผู้ชุมนุมก็จะห้ามปรามไม่ให้ใช้ความรุนแรง เพราะมีกลุ่มเล็กๆ ใช้อารมณ์และอยากให้เกิดความรุนแรง"
สิ่งที่สันติอาสาสักขีพยานยืนยัน ก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการความรุนแรง เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน
"เรื่องการพูดจายุยง คงห้ามปรามกันไม่ได้ เพราะการชุมนุมแบบนี้ ต้องมีการปลุกเร้าตลอดเวลา เพื่อให้คนอยู่ตรงนั้น แต่ในแง่สันติวิธี ผมคิดว่า น่าจะมีวิธีการพูดจา โดยไม่ปลุกเร้าให้เกิดความรู้สึกโกรธฝ่ายตรงข้าม"
นภนาท ย้ำว่า สิ่งที่สันติอาสาสักขีพยานพยายามทำ ก็คือ มองไปที่เหตุปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ถ้าเรื่องไหนสื่อสารออกมาได้ กลุ่มของเราบอกเล่าตามความเป็นจริง
Tags : ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ • นภนาท อนุพงศ์พัฒน์
