เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นพร้อมกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บุกยึดพื้นที่เชิงสะพานผ่านฟ้า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา
ก็คือ การเรียกร้องของเครือข่าย "สันติวิธี" ให้ชุมนุมอย่าง "สงบ-สันติ"
ขณะเดียวกัน ก็เคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลควบคุมการชุมนุม โดยยึดแนวทางเดียวกัน และปฏิบัติตามหลักสากล เมื่อมีเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น
แน่นอนว่า "สงบ-สันติ" คือ บรรยากาศที่ทุกคนต้องการ แต่ก็มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามกลับไปถึงเครือข่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่อง "สันติวิธี" ว่า สิ่งที่กำลังทำนั้นตื้นเขินเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะกับสถานการณ์การต่อสู้กันทางการเมือง ที่มีเป้าหมายแพ้-ชนะ และเดิมพันถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองของประเทศไทย
ในงานเสวนาเรื่อง "เส้นทางการเมืองไทยกับวิกฤติความชอบธรรม" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิพากษ์เครือข่ายสันติวิธีเอาไว้อย่างเผ็ดร้อน
"สันติวิธีที่ปรากฏและแสดงตัวออกมามีหลายเฉด อาทิเช่น ไม่ใช้ความรุนแรง กลุ่มสีขาว ติดริบบิ้นขาว เป็นต้น แต่ทั้งหมดนั้น พูดถึงความรุนแรงทางกายภาพเพียงโดดๆ คือ แค่ไม่ตีหัวกันก็เป็นสันติวิธีแล้ว ถ้าจัดชุมนุมแล้วไม่ตีกันถือเป็นการชุมนุมที่น่าพอใจ หากควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ทำอะไรรุนแรงกับผู้ชุมนุมได้ ก็ถือว่าสำเร็จ"
รศ.สมชาย ชี้ว่า สิ่งที่เครือข่ายสันติวิธีเรียกร้อง ล้วนเป็นเรื่องทางกายภาพ และผิวเผินเกินไปทั้งสิ้น
"ทั้งหมดนี้ เป็นการมองเพียงกายภาพ ไม่ได้มองมิติความรุนแรงในเชิงโครงสร้าง และมิติความรุนแรงในเชิงวัฒนธรรมเลย อาทิเช่น อ้างรัฐธรรมนูญแต่ไม่ดูความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ หรือการกล่าวอ้างว่าคนชนบทรับเงินมาชุมนุม เหล่านี้เป็นต้น"
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ยังเห็นว่า บุคคลที่ออกมาพูดเรื่องสันติวิธียังจำกัด หรือผูกขาดอยู่เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว และหน้าเดิมๆ เรียกว่า "บิ๊กโฟร์สันติวิธี" ได้แก่
1. นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งอดีตเคยเป็นแพทย์
2. นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเรียนจบทางด้านวิศวะ
3. พระไพศาล วิสาโล จากวัดป่าสุคะโต อ.แก่งคร้อ จ.ชัยภูมิ
และ 4. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
"ผมไม่ได้บอกว่าท่านเหล่านี้ไม่ดี ทุกคนเป็นคนดี แต่บุคคลที่มีบทบาทอย่างสำคัญในเรื่องนี้ มักได้รับบทบาทจากรัฐบาลให้ทำเฉพาะสันติวิธีทางกายภาพ เน้นการสานเสวนา คำถาม ก็คือ สันติวิธีแบบนี้ เพียงพอกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่" รศ.สมชายตั้งคำถาม
รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. อภิปรายในประเด็นที่ รศ.สมชาย ตั้งคำถามเอาไว้ โดยระบุว่า การจะใช้สันติวิธีอย่างไร ขึ้นกับว่าเรานิยามว่าอะไรคือความรุนแรง ถ้านิยามความรุนแรงในมิติที่กว้าง สันติวิธีจะแคบ แต่ถ้านิยามความรุนแรงในมิติที่แคบ สันติวิธีจะกว้าง แต่สภาพการณ์ในขณะนี้ คือ เกิดการปะทะและเผชิญหน้ากันของขบวนการประชาชน 2 ชุดแล้ว
ขณะที่ ผศ.พวงทอง ภวคพันธ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามเรื่องสันติวิธีโดยมองเชื่อมโยงกับบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน
"ทำไมทัศนะหลักของสื่อไทย จึงมองคนเสื้อแดงแตกต่างจากสื่อต่างประเทศ คือ สื่อและคนชั้นกลางในเมืองมองว่าเสื้อแดงไม่มีความชอบธรรม รับเงินจากทักษิณ รับจ้างมาชุมนุม และไม่ฉลาด ประเด็นเหล่านี้ถูกปูพื้นมาตลอด 2-3 ปี จนกลายเป็นวิกฤติความชอบธรรม ในขณะที่สื่อต่างประเทศมองปรากฏการณ์นี้ ว่า เป็นการเรียกร้องสิทธิและอำนาจของคนชนบท โดยที่คนชั้นกลางกำลังกลัวถูกแย่งอำนาจไป"
ผศ.พวงทอง ชี้ว่า ที่ผ่านมา สื่อไม่ได้ทำงาน ไม่ได้รายงานข่าวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับทำข่าวตัวเอง ด้วยการนำเสนออุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง ว่า สังคมไทยควรดำเนินไปอย่างไร ถ้าสื่อปฏิเสธความชอบธรรมของคนเสื้อแดง ก็จะไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของประชาชนที่แท้จริง
ในมุมมองของ ผศ.พวงทอง เธอเห็นว่า ปัญหาสองมาตรฐานที่พูดกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากสื่อทำตัวสองมาตรฐานด้วย
"สื่อเสนอข่าวเรื่องเดียวกันด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทั้งคนชั้นกลางและสื่อพากันปิดตาข้างหนึ่งด้วยการไม่ยอมตรวจสอบปัญหาสองมาตรฐานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตุลาการภิวัตน์ หรือการปฏิบัติต่อคนสองกลุ่มไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน"
และแม้ ผศ.พวงทอง จะเห็นว่า ระยะหลังสื่อและคนชั้นกลางเริ่มรับฟังคนเสื้อแดงมากขึ้น แต่ก็เป็นการรับฟังที่มาพร้อมกับสโลแกนสันติวิธี
"คำว่าสันติวิธีมาปิดกั้นความชอบธรรมบางประการในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง สื่อกระแสหลักเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้ามีความรุนแรงต้องเกิดจากคนเสื้อแดง ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงจึงถูกกลบด้วยสันติวิธี" ผศ.พวงทองระบุ
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวทำนองเดียวกันว่า สื่อมวลชนนั้นเป็นที่รู้กันมานานแล้ว ว่า ใช้ข่าวและการสัมภาษณ์บุคคล เพื่อนำไปสู่วาระ (agenda) ที่ตัวเองกำหนดไว้ คิดว่าต่อไปอาจจะต้องมีคำเตือนการเสพข่าวเหมือนกับการเสพเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ว่าห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด คือ ห้ามดูข่าวเกินวันละ 2 ชั่วโมง
"สื่อมีวาระของตัวเองทั้งนั้น แล้วก็หาคนมาสัมภาษณ์ให้เป็นไปตามวาระที่ตัวเองตั้งไว้ เขาจะมีแหล่งข่าวในมือ และเลือกใช้แต่ละคนในแต่ละวัน เพื่อให้ทิศทางข่าวเป็นไปตามที่ต้องการ"
ส่วนบทบาทของเครือข่ายสันติวิธีที่ออกมาเรียกร้องให้คนเสื้อแดงชุมนุมอย่างสงบ-สันตินั้น ดร.พิชญ์ มองว่า ที่ผ่านมา ในวงการบันเทิงมีพวก "แอ๊บแบ๊ว" แต่ในสถานการณ์นี้มีพวก "แอ๊บขาว" เป็นพวกสีตก หรือขาวเนียน พวกนี้เยอะมาก ทั้งยังมีพวกสีเหลืองกับสีน้ำเงินมาปลอมตัวเป็นขาว ยืนข้างเวทีถ่ายรูป แถมสั่งสอนด้วย
Tags : นักวิชาการ • สันติวิธี • แอ๊บข่าว
