นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวร่วมกับ นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ภายหลังหารือกันนาน 2 ชั่วโมง เกี่ยวกับกติกา การชุมนุมโดยสงบ แนวทางการควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล และแนวโน้มการเจรจา เพื่อยุติวิกฤตการณ์ทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุม โดยรวมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีหลายจุดที่เป็นความห่วงใยของรัฐบาล คือ
1. การเคลื่อนไหวในบางลักษณะ อาทิเช่น ปัญหาการเจาะเลือด การเทเลือด การขว้างปา หากจะพูดอย่างเคร่งครัด ถือว่าไม่ได้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด แต่รัฐบาลจะดำเนินการในการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่ไม่เพิ่มความตึงเครียด แต่จะรักษาหลักเอาไว้ จะเห็นว่าได้พยายามทุกวิถีทางในการแสดงออกถึงความยืดหยุ่นและความอดทนอดกลั้น แต่จะละเลยเสียทั้งหมดคงไม่ได้ อาทิเช่น การขว้างปา คงต้องดำเนินการตามปกติของกฎหมาย เป็นต้น
2. การปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ที่เป็นสถานที่ราชการ ที่จริงแล้ว มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางอยู่แล้ว อยากย้ำอีกครั้งว่าการกระทำลักษณะดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาล แต่ประเด็นเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นและบังเอิญเกิดขึ้นกับผมที่บ้าน ซึ่งเป็นที่พักอาศัยส่วนตัวนั้น ขอเรียนว่าผมใช้สิทธิในฐานะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิด้วย แต่สิ่งสำคัญ คือ สถานที่ของส่วนบุคคลหรือเอกชนทั้งหมดต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกัน
3. การชุมนุมนั้น ทราบดีว่าการปลุกเร้าอารมณ์ เพื่อดึงผู้ชุมนุมให้มีอารมณ์ร่วมและสนใจที่จะต่อสู้เพื่อเป้าหมายร่วมกันเป็นธรรมชาติ และแม้ผมไม่สนับสนุน แต่ก็พอเข้าใจได้ อาทิเช่น การด่าทอด้วยคำหยาบคาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำหยาบคาย คือ ถ้อยคำที่ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากการข่มขู่คุกคามหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แม้จะใช้คำสุภาพแต่คงจะไม่เหมาะสมและไม่เอื้อต่อการทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่ในความสันติและสงบได้
อาทิเช่น คำพูดที่บอกว่าดีที่นายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่ในบ้านจะเอาเลือดจากศีรษะนายอภิสิทธิ์มาล้างเท้า อย่างนี้ไม่ต้องเป็นผมหรอก จะเป็นชื่อใครก็ตามไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบสันติ ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ผมคิดว่าในส่วนของผู้เสียหาย คงต้องใช้สิทธิตามกฎหมายกันไป และเป็นส่วนสำคัญของกติกาในการที่จะให้การชุมนุมอยู่ในกรอบ
หากว่าทุกฝ่ายเคารพและชุมนุมในกรอบ โดยที่มีแกนนำกลุ่มหนึ่ง คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ยื่นข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธินำมาถ่ายทอดในวันนี้เกี่ยวกับการเจรจาที่ไม่ใช่ลักษณะการประสานงานตามที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำอยู่ ผมตอบไปว่าหากการเคลื่อนไหวชุมนุมอยู่ในกติกาที่พูดมาทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่ขัดข้องที่จะมีการพูดคุย เพราะประเด็นทางการเมือง และจะหาคำตอบทางการเมือง รัฐบาลยอมรับกระบวนการการมีส่วนร่วม และรับฟังทุกฝ่ายอยู่แล้ว
ผมจึงได้แจ้งกับคณะกรรมการสิทธิไปแล้ว ว่า สามารถนำคำตอบนี้ไปพูดคุยกับผู้ชุมนุมได้ แต่ในชั้นนี้อย่าคาดคั้นรูปแบบของการพูดคุยว่าต้องเป็นใคร โดยใคร อย่างไร เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้กระบวนการเกิดขึ้นได้ หากเราคาดคั้นรายละเอียดมากเกินไปในตอนนี้ มันจะเป็นปัญหาสำหรับคนทำงาน
ผมมีความจริงใจในการแลกเปลี่ยนพูดคุยด้วยเหตุผล และบนเงื่อนไขการชุมนุมภายใต้กติกา หากเป็นการชุมนุมนอกกติกา ผมไม่อาจเข้าสู่กระบวนการพูดคุยได้ เพราะผมไม่อาจทำให้สังคมต้องอยู่ภายใต้หรือเดินตามการข่มขู่คุกคาม แต่ถ้าสังคมเห็นการมาของประชาชนจำนวนมากที่อยู่บนแนวสันติ รัฐบาลมีหน้าที่รับฟัง เพราะผมเคยพูดเรื่องนี้สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน วันนี้มาเป็นรัฐบาลก็ยืนยันแนวคิดเดิม และพร้อมปฏิบัติ
ส่วนเงื่อนไขที่เรียกร้องให้ยุบสภานั้น ก็เป็นหลักเดิมว่าการยุบสภาถ้าทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นคำตอบ นำไปสู่ความสงบอย่างแท้จริง ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องกติกาที่จะใช้ เรื่องของความสงบช่วงเลือกตั้ง และการมีข้อยุติหลังการเลือกตั้ง ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดกระบวนการความมั่นใจในการเจรจาได้ เพราะผมไม่เคยพูดว่าจะไม่มีวันยุบสภา เคยพูดแต่เพียงว่าข้อเรียกร้องยุบสภาแล้วปัญหาจบนั้นต้องมานั่งคุยกัน เนื่องจากมีคนจำนวนมากในสังคมที่เชื่อว่ายุบสภาแล้วมันไม่จบ ถ้าเราสามารถมาหาทางวางแนวทางไปสู่จุด ที่ทำให้เหตุการณ์สงบได้รัฐบาลก็ยินดี
ข้อเสนอที่ยื่นมาที่กรรมการสิทธิก็ดี ข้อเสนอที่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะที่ผมบอกว่า สามารถพูดคุยกันได้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับส่วนร่วม อาทิเช่น การยุบสภา ซึ่งไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ การพูดคุยที่จะเป็นประโยชน์ คือ เพื่อให้สังคมรับรู้ถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย และข้อดีข้อเสียของการยุบสภา แต่ถ้าข้อเรียกร้องมันเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหว เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล ผมคิดว่ารัฐบาลคงไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดคุยด้วยอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ส่วนรวม และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สังคมก็จะได้มองเห็นว่าสุดท้ายแล้ว ตกลงมันเป็นการเคลื่อนไหว เพื่อส่วนรวมหรือส่วนบุคคล
ส่วนจะเข้าทำเนียบรัฐบาลได้เมื่อไรนั้น ผมยังไม่ต้องการสร้างเงื่อนไข ในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนอย่างนี้ จะให้ไปพูดอะไรล่วงหน้าไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่รักษาความสงบและชีวิตคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด และต้องไม่เสียงาน ซึ่งผมยืนยันว่า ผมบริหารงานตามปกติ บังเอิญก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุม ผมต้องไปต่างประเทศ และมีงานสภาที่ยอมรับว่าเราพยายามทำเพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง วันนี้ผมก็ได้มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ไปตอบกระทู้ถามในสภา
อมรา : ไม่ปิดทาง"ทักษิณ"ร่วมเจรจา
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า กรรมการสิทธิฯ ได้นำข้อเสนอเชิงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมหลัก คือจะชุมนุมโดยสงบ รัฐบาลจะดูแลด้วยความสงบเรียบร้อย และมีข้อตกลงร่วมกันคือ การไม่ปิดล้อมสถานที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรัชทายาท รวมทั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาล สนามบิน สถานทูต หรือ ยูเอ็น (องค์การสหประชาชาติ) แต่รัฐบาลขอเพิ่มว่าน่าจะมีการตกลงว่าต้องไม่มีการปิดล้อมบ้านของนายกฯ ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และของใครก็ตาม เพราะการปิดล้อมบ้านของบุคคลย่อมเป็นการละเมิดสิทธิ
รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ประกาศใช้มาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) หรือหากจะใช้ต้องในกรณีที่จำเป็นจริงๆ และจะไม่กระทบหลักสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดำเนินการตามหลักสากลและคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ตรงนี้เป็นข้อสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้
นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมเปิดให้มีการเจรจา หากการเจรจานั้นจะนำไปสู่ข้อยุติทางการเมืองและความสงบ โดยต้องมีการเคารพกติกาด้วยกันทุกฝ่าย คณะกรรมการสิทธิฯ และรัฐบาลเห็นพ้องกันว่าการพูดยั่วยุให้เกิดความรุนแรง การข่มขู่คุกคามส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย สุดท้ายในนามคณะกรรมการสิทธิฯ จะพยายามทำหน้าที่ในการเป็นตัวเชื่อมกับรัฐบาลและผู้ชุมนุม รวมทั้งฝ่ายต่างๆ ในสังคม หวังว่ากระบวนการทำงานเหล่านี้จะนำไปสู่สันติภาพในสังคมโดยเร็ว
O กระบวนการเจรจาจะเกิดขึ้นในห้วงเวลาใด และหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนร่วมในการเจรจา จะสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้หรือไม่
การเจรจาเหมือนจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่การเจรจาเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายขั้นตอนที่ต้องกลับไปกลับมา ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงเป็นระยะหลังๆ แต่ระยะแรกๆ คงยังไม่จำเป็น
O หมายความว่าสุดท้ายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะเข้าสู่กระบวนการเจรจานี้ด้วยถึงจะได้บทสรุปใช่หรือไม่
ไม่จำเป็น ก็แล้วแต่สถานการณ์จะเคลื่อนตัวไป การเจรจามันไม่มีสูตรสำเร็จ มันก็ต้องเคลื่อนไปและไม่มีตัวชี้วัด ต้องค่อยๆ คุยไป สถานการณ์จะนำไปสู่ขั้นต่อๆ ไปเอง จะกำหนดอะไรล่วงหน้าไม่ได้ แต่หากจังหวะยังไม่เหมาะ สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย เราก้าวข้ามไปทำตรงนั้นเลยมันก็จะไม่เกิดผล ดังนั้นมันต้องค่อยๆ ทำทีละเล็กละน้อย
O เงื่อนไขของผู้ชุมนุมที่ยื่นเจรจากับรัฐบาลคือการตัดสินใจยุบสภาหรือไม่
ผู้ชุมนุมยืนยันเรื่องการเรียกร้องการยุบสภาแน่นอน
O ขณะที่กรรมการสิทธิฯ รับข้อเสนอของผู้ชุมนุมมาเจรจา แต่ล่าสุดผู้ชุมนุมก็บอกว่าถ้านายกฯ ไปรัฐสภา จะไปชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาทันที แบบนี้จะทำอย่างไร
ไม่มีข้อยืนยัน และเผื่อว่าข้อตกลงหรือกติกาคร่าวๆ ที่มีอยู่มันไม่เป็นไปตามนั้น ก็คงคุยไม่ได้
Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ • อมรา พงศาพิชญ์ • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
