ขณะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตึงเครียด และอาจจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรง
คนกลุ่มเล็กๆ อาสานำความรักจะเอาชนะความเกลียดชัง สมานฉันท์ ความต่างทางความคิด ไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้ง ตามแนวทาง "สันติวิธี"
กลุ่มคนเล็กๆ ในนาม "สันติอาสาสักขีพยาน" คือ กลุ่มคนที่พยายามใช้กระบวนการสันติวิธีเข้าไปทำกิจกรรมในกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อลดดีกรีความร้อนแรงของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เครื่องมือของพวกเขามีเพียงเครื่องบันทึกเสียง กล้อง และใจที่ต้องใหญ่กว่าปกติ
กับการชุมนุมของคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 16 คน อาสาที่จะเข้าไปเป็นสักขีพยาน ได้พกพาอุปกรณ์ เข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม โดยมีกลุ่มองค์กรที่ทำหน้าที่แบบเดียวกัน คือ เครือข่ายสันติวิธี อันประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายพุทธิกา กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง และเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย
แนวทางหลัก คือ ร่วมกันเสนอมาตรการสันติวิธี เพื่อระงับความรุนแรงในนาม PEACE ROOM เพื่อดำเนินการประมวลและเผยแพร่ข่าวสาร รายการตามสถานการณ์ความเป็นจริง โดยไม่ใส่ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกใดๆ รวมถึงประกาศความเป็นกลางด้วยสันติวิธี
ในสถานการณ์ครั้งนี้ อาสาสมัครที่เคยเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ จะรายงานสถานการณ์จริงด้วยการถ่ายภาพนิ่งและวีดิโอเข้าไปในเว็บไซต์ www.nonviolencenetwork.com เพื่อเป็นตัวกลางเสนอข้อมูลต่อประชาชน
น.ส.ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ผู้ประสานงานกลุ่มอาสาสมัครสันติอาสาสักขีพยาน ของเครือข่ายสันติวิธี บอกถึงความตั้งใจการอาสาเข้ามาทำงาน ว่า ถือเป็นความสนใจส่วนตัวในเรื่องของสันติวิธี จึงได้สมัครเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครครั้งนี้ โดยที่ส่วนตัวแล้วทำงานประจำ แต่เนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านๆ มา พบว่าข้อมูลข่าวสารที่ออกมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มักจะมีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง
"อาสามาทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ และช่วยเป็นพยานกลางในการบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เป็นข้อเท็จจริงจากการเข้าอยู่ท่ามกลางม็อบ โดยจะมีการจับคู่กับเพื่อนคอยช่วยเหลือกัน และสังเกตการณ์ มีอุปกรณ์ทำงาน อาทิเช่น เทปบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป กล้องวีดิโอ และโทรศัพท์ ซึ่งวันแรกโทรศัพท์ก็หายไป ท่ามกลางม็อบ"
การทำงานในวันแรกที่ม็อบเคลื่อนขบวนไปยังกรมทหารราบ 11 เธอกับกลุ่มอาสาสักขีพยาน ได้เข้าไปแนะนำตัวกับผู้ชุมนุม เพื่อบอกว่าเป็นผู้อาสาจะทำหน้าที่เป็นพยานกลาง หากมีเหตุการณ์อะไรขึ้น ซึ่งผู้ชุมนุมก็เข้าใจถึงบทบาท แต่จากการลงพื้นที่ทำงานวันแรกเธอพบว่า ทุกฝ่ายได้ปรับวิธีการ เพื่อจะลดความรุนแรง และมีแนวโน้มยึดแนวทางสันติ
"กลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาล โดยเฉพาะทหาร ใช้จิตวิทยาในการสื่อสารและพูดคุยอย่างสันติมาก จนทำให้ลดโทนความตึงเครียดลงได้มาก ทั้งกับตัวผู้ชุมนุม แกนนำ และทหารที่ทำหน้าที่ จนดิฉันเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่จะใช้สันติวิธีในการควบคุมความรุนแรง"
เธอบอกว่าในช่วงที่ถือว่าเข้มข้นตึงเครียดที่สุด ฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็มีความพยายามควบคุมกันเอง โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวลือ ว่า มีการยิงแกนนำคนหนึ่งทำให้ม็อบจำนวนมากฮือเข้าปิดล้อมกรมทางหลวง และพยายามจะเข้าไปป้องกัน แต่ปรากฏว่ากลุ่มสันติวิธีของผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามลดควบคุม และลดความรุนแรงประกาศให้ทราบว่า หากมีคนพยายามรุกเข้าไปในกรมทางหลวงถือว่าไม่ใช่เสื้อแดง ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ขณะที่ผู้ชุมนุมเองก็พยายามจะควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเอง
"กลุ่มผู้ชุมนุมก็มีกระบวนการสันติวิธี หมอเหวง โตจิราการ ใช้หน่วยสันติวิธีเคลื่อนไปข้างหน้า และใช้การเจรจาเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีความพยายามใช้แนวทางนี้"
ไพรินทร์บอกว่า สิ่งที่ทำให้กล้ากระโดดลงไปอาสาเป็นสักขีพยานในกลุ่มผู้ชุมนุม ก็เพราะกลัวจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา แล้วไม่มีใครรู้ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะเมื่อใดนักข่าวกระแสหลักรายงานออกทีวี ทางผู้ชุมนุมก็จะไม่เชื่อสื่อกระแสหลัก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางกลุ่มสันติอาสาสักขีพยาน จึงได้แบ่งสายทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น โดยแบ่งกลุ่มทำงานออกเป็นทีม ทั้งหมด 8 ทีม หนึ่งทีมมี 2 คน เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้มาเสนอผ่านเว็บไซต์
"กลุ่มเราเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์และเราเป็นคนกลาง ไม่ได้อยู่ฝ่ายแดงหรือฝ่ายรัฐบาล เราเป็นอีกเสียงในสังคม คนอ่านต้องพิจารณาเอง ตอนนี้เราใช้ทั้งทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค รวมถึงเว็บไซต์"
เธอยืนยัน ว่า เราเป็นกลุ่มที่สาม มีจุดยืนที่แน่นอนว่า เราไม่ใช่ผู้สื่อข่าว เราไม่สัมภาษณ์ความคิดเห็นฝ่ายใด แต่เราเสนอข้อเท็จจริงที่เห็นด้วยตาผ่านภาพนิ่งและวีดิโอ
ไพรินทร์บอกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ข่าวลือในม็อบที่มีเยอะมาก และพร้อมจะฮือเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งหากมีคนกลางที่ช่วยเอาข้อมูลข่าวให้กับผู้ชุมนุมได้ จะสามารถลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้
"ในสถานการณ์แบบนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมมีความระแวงค่อนข้างสูง เราเป็นฝ่ายที่สามเพื่อที่จะบอกว่า ความจริงคืออะไร เพราะสถานการณ์แบบนี้ คนไม่มั่นใจในข่าวสาร เราพยายามทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เราไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานแบบสันติวิธี ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ"
ขณะที่ นายพรชัย บริบูรณ์ตระกูล อาสาสักขีพยาน อีกคนหนึ่ง กล่าวเสริมว่า เนื่องจากผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก เพราะมาจากหลายสายและหลายพื้นที่ บางครั้งพบว่าแกนนำชุมชนบางส่วนก็ยังพยายามเปิดเพลงปลุกเร้า และมีการพูดยั่วยุปลุก ทำให้ผู้เข้าชุมนุมเกิดการลุกฮือได้เป็นจุดๆ คล้ายกับเป็นการก่อหวอดเล็กๆ
"ถือเป็นจุดอ่อนในการชุมนุมที่ชนวนความรุนแรง อาจมาจากปัญหาข่าวลือในกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ดังนั้น จึงอยากเสนอให้มีผู้ชุมนุมเพิ่มกลุ่มสันติวิธีของผู้ชุมนุมให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มจำนวนการ์ดในการควบคุมฝูงชน เพราะบางครั้งการสื่อสาร โดยแกนนำเพียงลำพัง ไม่สามารถเข้าทุกกับทุกๆ คนในม็อบได้ และกลายเป็นช่องว่างให้เกิดความรุนแรงได้"
ส่วน นายนพนารท อนุพงศ์พัฒน์ หนึ่งในอาสาสมัครจากเครือข่ายพุทธิกา บอกว่า บทบาทของกลุ่มสันติอาสาสักขีพยาน ยังเป็นแค่ผู้คอยบันทึก และสังเกตการณ์การชุมนุม โดยจะเข้าไปยังจุดเสี่ยงที่อาจมีเหตุการณ์ความรุนแรงในระหว่างการเคลื่อนของ นปช. เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยเสียทีเดียว
"การทำงานวันที่สอง ยังคงพบมีปัญหาข่าวลือในเรื่องเดิมๆ อาทิเช่น กรณีที่มีคนมาบอกต่อๆ กันว่า จะมีคนแอบยิงแกนนำบางคน เป็นข่าวลือแบบเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่กรมทหารราบ 11 ทั้งที่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าจุดสีแดงที่บอกว่าเป็นปืนหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าพอมีข่าวนี้ออกมาการ์ดก็จะเข้าไปหาต้นตอทันที"
เขายังบอกอีกว่า บังเอิญว่าตอนนั้นผมอยู่พอดี ก็เลยทำให้เห็นว่าข่าวลือที่เป็นตัวส่งให้เหตุการณ์รุนแรง ไม่ตรงกับสิ่งที่เราเห็นเลย เพราะคนที่พูดเองก็ไปแต่ไม่ได้เห็นเอง เหมือนกับบอกกันต่อมาๆ จริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่โชคดีที่มีคนซูมถ่ายภาพไปยังจุดสีแดงที่บอกว่าเป็นปืน และพบว่าไม่ใช่ปืนอย่างที่เขาเข้าใจผิด
นพนารท บอกว่า "ประสบการณ์ที่ทำงานสักขีพยาน ทำให้เห็นว่างานที่เราทำค่อนข้างสอดคล้องสถานการณ์มาก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการทำงานก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ไม่ได้กังวลหรือรู้สึกว่าการอยู่ท่ามกลางผู้ชุมนุมมากๆ จะทำให้เกิดความกดดัน เพราะเราแสดงตัวตนชัดเจน ว่า มาคอยสังเกตการณ์และเป็นสักขีพยานที่เป็นกลาง ทำให้เขาสามารถเดินในวงชุมนุมของม็อบได้อย่างมั่นใจ"
ขณะที่ นารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน บอกว่า คณะทำงานสันติวิธีเป็นห่วง เพราะเหตุการณ์อาจบานปลายนำไปสู่ความรุนแรง และอยากรู้ข้อเท็จจริงว่าผู้ชุมนุมเป็นอย่างไร ต้องลงมาทำงานตรงนี้ ไม่ใช่แค่นั่งดูข่าวจากทีวีภาครัฐ อยากเสนอข้อเท็จจริงให้ทุกฝ่ายได้รู้ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ถ้าความขัดแย้งไม่ใหญ่เกินไป ก็จะเข้าไปคลี่คลายได้
Tags : กลุ่มเสื้อแดง
