"กรุงเทพธุรกิจ" เปิดเอกสารของฝ่ายความมั่นคงที่ทำรายงานถึงรัฐบาลเพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งห้วงเวลาล่อแหลม สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา โอกาสเกิดความรุนแรง และการเตรียมรับมือของฝ่ายรัฐ
1.การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 เป็นต้นไป เมื่อประเมินจากการเตรียมการของบรรดาแกนนำ นปช.ในส่วนกลางและต่างจังหวัด รวมทั้งท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว น่าจะเป็นการชุมนุมให้แตกหักภายในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ หวังผลจะกดดันให้รัฐบาลต้องยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน 7-8 วัน คาดว่าสถานการณ์จะตึงเครียดที่สุดในช่วงระหว่าง 14-17 มี.ค.
2.ลักษณะการชุมนุมแม้จะเป็นการรุกเพื่อกดดันรัฐบาลพร้อมกันของ นปช.ทั้งในต่างจังหวัดและ กทม. แต่กลุ่มที่จะมีผลต่อการแพ้-ชนะน่าจะเป็นมวลชนในเขต กทม. ปริมณฑล และภาคกลาง ส่วน นปช.จากต่างจังหวัดที่เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ กทม. นอกจากเป็นกำลังเสริมแล้ว ยังอาจหวังให้เกิดจุดอ่อนต่อฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องแบ่งกำลังไปสกัดกั้นจนทำให้พื้นที่ กทม.มีปัญหา รวมทั้งขัดขวางการส่งกำลังทหารและตำรวจจากต่างจังหวัดมาเสริมพื้นที่ กทม.
3.ผลกระทบจากการชุมนุม ประเมินตามห้วงเวลา
3.1.ช่วงการรวมพลในวันที่ 12 มี.ค. สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง เนื่องจากเป็นการนัดหมายรวมตัวตามจุดนัดพบในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศในเวลา 12.12 น. การเคลื่อนมวลชนไปยังจุดรวมพลจะเริ่มที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน โดยจุดรวมพลของภาคเหนืออยู่ที่ จ.นครสวรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ จ.นครราชสีมา
ส่วนในพื้นที่ กทม.จะเริ่มการชุมนุมกลุ่มย่อยตามจุดต่างๆ ซึ่งใช้เป็นจุดรวมพลรวม 6 จุด ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินี, สน.ทุ่งสองห้อง ถนนกำแพงเพชร 7, สี่แยกบางนา, สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ถนนมิตรไมตรี และปริมณฑล ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ รังสิตคลอง 4 และลำลูกกาคลอง 4
3.2.ช่วงการเคลื่อนมวลชนเข้า กทม. ในวันที่ 13 มี.ค. นปช.ทุกภาคจะเคลื่อนมวลชนมา กทม. โดยใช้ถนนสายหลักของทุกจังหวัด สถานการณ์ช่วงนี้จะมีผลกระทบต่อสภาพการจราจรอย่างมาก เนื่องจากเป็นวันเสาร์ที่สภาพการจราจรมีความหนาแน่นอยู่แล้วเป็นปกติและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้รถใช้ถนนกับกลุ่ม นปช.
3.3.การชุมนุมใหญ่ที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. มวลชน นปช.จากต่างจังหวัดทุกกลุ่มจะเดินทางถึง กทม. ขณะที่กลุ่ม นปช.ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลจะเคลื่อนมวลชนจากจุดรวมพล 10 จุดรอบ กทม.เดินทางเข้าสู่พื้นที่ชุมนุมใหญ่ ซึ่งกำหนดไว้ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง ลานพระราชวังดุสิต และพื้นที่ใกล้เคียง (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชุมนุม)
สถานการณ์ในห้วงดังกล่าวจะเกิดปัญหาด้านการจราจรอย่างมาก และหากการเคลื่อนขบวนของ นปช.มีการกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม หรือมีการสร้างสถานการณ์จากมือที่สาม อาจเกิดความรุนแรงได้ง่าย
3.4.ช่วงที่มีความเปราะบางน่าจะเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 13-14 มี.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีมวลชนรวมตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การควบคุมมวลชนจะมีปัญหามากที่สุด และหากมีการปลุกเร้ามวลชนมากขึ้นจนขาดสติ มีความเสี่ยงสูงที่มวลชนจะกลายสภาพเป็นม็อบที่ขาดการควบคุม จนอาจมีการเผาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนได้ นอกจากนี้ กลุ่มมือที่สามก็อาจจะเลือกใช้เวลานี้สร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลได้
4.จำนวนมวลชนและยานพาหนะ ประเมินจนถึงช่วงวันที่ 10 มี.ค. คาดว่าจะมีมวลชนเข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 70,000 คน (สูงสุดประมาณ 100,000 คน) ยานพาหนะทุกประเภทประมาณ 5,000 คัน สำหรับจำนวนมวลชนที่จะเดินทางเข้าร่วมการชุมนุม แยกตามภาคมีดังนี้
ภาคเหนือ ประมาณ 5,800 คน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 20,000 คน
ภาคกลางและภาคตะวันตก ประมาณ 2,500 คน
ภาคตะวันออก ประมาณ 10,000 คน
ภาคใต้ ประมาณ 500 คน
กทม.ปริมณฑล 30,000 คน
อย่างไรก็ตาม การประเมินจำนวนรถทำได้ยาก เพราะ นปช.ในพื้นที่ภาคกลาง กทม. และปริมณฑลอาจนำรถเข้าไปเองโดยไม่ลงทะเบียน
5.กลุ่มที่อาจสร้างสถานการณ์ น่าจะมี 5 กลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายของนายทหารและอดีตนายทหารที่นิยมแนวทางรุนแรงและไม่พอใจรัฐบาลหรือประธานองคมนตรีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ได้แก่ กลุ่มพลตรี ส. พลเอก พ. นายทหารบางรุ่นที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกลุ่มมาเฟีย นายทหารใกล้ชิดพลเอกที่เคยเป็นอดีตผู้นำเหล่าทัพ รวมถึงนักการเมืองที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ และมีประวัติชอบใช้ความรุนแรง
6.จุดมุ่งหมาย วิธีการ และเป้าหมายของกลุ่มสร้างสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่จะใช้การก่อเหตุเพื่อกระตุ้น ยั่วยุ ให้สถานการณ์การชุมนุมทวีความร้อนแรง ทั้งการวางเพลิง ลอบวางระเบิด ขว้างระเบิด หรือซุ่มยิงเอ็ม 79 เข้าใส่สถานที่ราชการหรือแม้กระทั่งในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอ้างว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์เองเพื่อที่จะปราบปรามประชาชน
นอกจากนี้ จากที่กลุ่ม นปช.เป็นที่เกลียดชังของกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม เช่น บุคคลในย่านชุมชนใกล้ทำเนียบรัฐบาลที่เคยถูกกลุ่ม นปช.ทำร้าย จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะตอบโต้ล้างแค้นได้เช่นกัน
7.เครื่องมือด้านสงครามข่าวสาร เครื่องมือของกลุ่ม นปช.มีความหลากหลายทั้งการใช้วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ของกลุ่ม สื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม เว็บไซต์ การส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) และการประชุมกลุ่มย่อยเป็นช่องทางสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสาร ปลุกเร้า ปลูกฝังความคิดอุดมการณ์แก่สมาชิกของกลุ่มและประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังใช้เครือข่ายแท็กซี่เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ แก่ประชาชนที่ใช้บริการ นอกจากนี้การสร้างสถานการณ์ให้ปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอยังผลทำให้สื่อมวลชนทั่วไปทั้งวิทยุและโทรทัศน์ให้ความสนใจรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.มาโดยตลอด
8.เครื่องมือด้านสงครามข่าวสารของฝ่ายรัฐ ส่วนใหญ่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ในเครือของกรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุชุมชนในเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ในขณะที่สื่ออื่นๆ มีการรายงานข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวถูกวิจารณ์ว่าขาดความเป็นกลาง ดังนั้นการทำสงครามข่าวสารของฝ่ายรัฐจึงเสียเปรียบ นปช. และยังไม่สามารถโน้มน้าวชักจูงให้กลุ่มบุคคลที่หลงเชื่อข้อมูลของ นปช.ปรับเปลี่ยนความคิดได้
เปิดแผนเคลื่อนกำลัง นปช.
ภาคเหนือ - รวมพลที่ จ.นครสวรรค์ ผู้นำคือ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51
ภาคอีสาน - รวมพลที่ จ.นครราชสีมา ผู้นำคือ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร และนายสุทิน คลังแสง
ภาคกลางและภาคตะวันตก - รวมพลที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำคือ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายพายัพ ปั้นเกตุ แต่กลุ่มนี้จะรอกลุ่มจากภาคเหนือและภาคอีสานมาสมทบแล้วเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกัน
ภาคตะวันออก - รวมพลที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้นำคือ นายสำเริง ประจำเรือ
ภาคใต้ - รวมพลที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้นำคือ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
กรุงเทพมหานคร - แยกเป็น 10 กลุ่ม กระจายรอบ กทม.แล้วเคลื่อนมวลชนพร้อมกัน ได้แก่ วงเวียนใหญ่ สี่แยกหลักสี่ สวนลุมพินี สน.ทุ่งสองห้อง สี่แยกบางนา สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี บริเวณรังสิตคลอง 4 ลำลูกกาคลอง 4 และศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ
Tags : รัฐบาล • ม็อบเสื้อแดง
