นักวิชาการรวมพลังเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ร่วมกัน ยุติความรุนแรง
เครือข่ายสันติวิธีเรียกร้องทุกฝ่ายยุติความรุนแรง
นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี เครือข่ายพุทธิกา เครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายผู้พิการ ออกแถลงการณ์เรียกร้องการชุมนุมโดยสันติ โดยนายโคทม กล่าวว่า การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ซึ่งสาธารณชนอาจมีบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน ดังนี้
1. ให้สาธารณชนเฝ้าดูอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งสาธารณชนสามารถแสดงออก หากมีความพยายามหรือมีการละเมินกติกาเกิดขึ้น และขอเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐคำนึงถึงชีวิตมนุษย์ว่ามีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด สาธารณชนมีบทบาทที่จะต้องสื่อสาร แสดงออก เพื่อป้องกันความรุนแรง การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
2. สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารควรมีส่วนช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติ ควรมีสติ รักษาระยะห่างทางอารมณ์ และไม่ด่วนตัดสินใจ และสาธารณชนพึงแสดงออกว่าไม่ต้องการความรุนแรง โดยใช้วิธีการต่างๆ อาทิเช่น ใช้อินเทอร์เน็ต (อีเมล ทวิตเตอร์ ฯลฯ) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสันติวิธี และการชุมนุมโดยสงบ ใช้การโทรศัพท์หรือส่งข้อความสั้น เข้าไปในรายการวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง และใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อาทิเช่น แต่งกายหลากสี เพื่อแสดงออกว่าไม่ยึดติดหรือคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งหมด หรือแม้กระทั่งสาธารณชนพึงสื่อสารถึง นปช.และฝ่ายรัฐ ทั้งโดยผ่านสื่อสารมวลชน หรือโดยปิดประกาศข้อความ ซึ่งอาจมีเนื้อหา อาทิเช่น ชุมนุมไม่ว่า แต่อย่ารุนแรง อย่าจัดม็อบชนม็อบ เป็นต้น
3. ให้สาธารณชนเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ใช้เครื่องมือในการบันทึกภาพและเสียงการชุมนุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดความรุนแรง ขณะเดียวกัน ยังช่วยป้องกันและให้เกิดความยับยั้งชั่งใจแก่ผู้ที่คิดจะก่อความรุนแรงได้
นายโคทม กล่าวอีกว่า ทางเครือข่ายต่างๆ จะรวมตัวกันไปพูดคุยกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะแกนนำรัฐบาล เพื่อขอคำยืนยันที่จะไม่ใช้ความรุนแรง
ในวันที่ 10 มีนาคม ได้นัดพบกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เวลา 16.30 น. ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้ต้องถือว่ากลุ่มนายวีระเป็นผู้จัดการชุมนุม ดังนั้น จึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมผู้ชุมนุมให้ดี รวมถึงจะต้องมีวิธีการป้องกันกลุ่มที่จะมาผสมโรง อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่ แต่สิ่งที่เรานำเสนอมานี้ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะ และต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง ซึ่งถือว่าทำได้ดีที่สุดแล้ว
ทางด้านนายขุนกลาง ขุขันธิน ตัวแทนกลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี กล่าวว่า เป้าหมายของการแสดงออกครั้งนี้เพื่อต้องการไปขอคำรับประกัน หรือเปรียบเท่ากับการทำเอ็มโอยูกับแกนนำผู้ชุมนุม และผู้นำรัฐบาล ให้รับปากประชาชนให้ได้ว่าจะไม่ทำเกินกว่าเหตุ ผู้ชุมนุมจะต้องควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้ใช้อาวุธ ไม่เผาหรือทำลายบ้านเมือง เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำรัฐบาลจะต้องรับประกันว่าในการควบคุมสถานการณ์ จะต้องไม่ใช้อาวุธและไม่ใช้ความรุนแรง ที่สำคัญ จะต้องเป็นไปอย่างมีมาตรฐานสากล เพราะตนเชื่อว่าพลังเงียบส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ทุกคนต้องมาช่วยกัน
ผอ.สถาบันสันติหนุนใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง
รศ.ผดุงยศ ดวงมาลา ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นับว่าเป็นการใช้ไปตามสถานการณ์ของสังคม เนื่องจากสถานการณ์และบรรยากาศในบ้านเมืองขณะนี้ มีความสุ่มเสี่ยงไม่น้อยที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และที่สำคัญ จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสก่อความรุนแรงในช่วงที่มีการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ในความสงบ และเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
"อุณหภูมิในสังคมขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งจากปัจจัยสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงท่ามกลางข่าวลือต่างๆ นานา ที่เร่งเร้าให้บ้านเมืองสุ่มเสี่ยงที่จะเดินไปสู่จุดที่หลายคนไม่อยากให้เป็น ดังนั้น การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็เป็นไปตามสถานการณ์และเพื่อให้การชุมนุมอยู่ในความสงบและไร้เหตุความวุ่นวาย" รศ.ผดุงยศกล่าว
ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยส่วนตัวเชื่อว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะสามารถควบคุมสถานการณ์ในการชุมนุมระยะแรกได้ แต่หากการชุมนุมมีความยืดเยื้อสิ่งที่ต้องจับตา คือ สถานการณ์อาจอยู่เหนือการคาดการณ์หรือคาดเดาได้ ดังนั้น รัฐต้องควบคุมสถานการณ์ด้วยการไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายใช้เป็นข้อกล่าวอ้าง เพื่อผลักดันให้บรรยากาศเดินไปสู่ความรุนแรงได้
นักวิชาการเหนือจวกรัฐออก พ.ร.บ.มั่นคง
นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานเสวนา "การชุมนุมนับแสนโดยสันติ : ข้อคิดและการจัดการ" จัดโดยสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ วันนี้ (9 มี.ค.) ว่า การชุมนุมเรียกร้องโดยสันติวิธีกับวินาศกรรมอยู่บนฐานเหตุผลคนละชุด แต่ในสังคมไทยดูเหมือนว่าวินาศกรรมและความรุนแรงจะกลายเป็นคุณสมบัติในการชุมนุม
การชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคมของกลุ่มเสื้อแดง จะสันติได้ต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ส่วน คือรัฐบาล ผู้ชุมนุม และสื่อมวลชน ซึ่งรัฐบาลต้องแยกความแตกต่างให้ได้ ว่า อะไรคือวินาศกรรมและสันติวิธี ตนคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีศีลธรรม ต้องยอมรับว่าตอนนี้มีความกังวลมาก เพราะดูคล้ายกับว่ารัฐบาลพยายามจะเป็นคนตาบอดต่อเงื่อนไขทางสังคมที่เกิดขึ้น อาทิเช่น นายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวกับสื่อว่าเสื้อแดงมีท่อน้ำเลี้ยงจากต่างประเทศ และหลังจากนั้น เพียง 2-3 วัน ผู้ว่าการ ธปท. ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่าไม่พบการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติ
"ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังทำสิ่งที่น่ารังเกียจ ทำให้คนในสังคมรู้สึกไม่ดีต่อการเคลื่อนไหว ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะเรียนรู้อะไรมากขึ้น เพราะประเทศไทยเคยมีประสบการณ์มาพอสมควร แต่ในครั้งนี้ ผมรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามทำให้ดูเหมือนว่าการชุมนุมจะส่อเค้ารุนแรง สร้างกระแสต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการใช้กฎหมายควบคุมฝูงชน ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง" รศ.สมชายกล่าว
นายมาร์ค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า แน่นอนว่า การชุมนุมที่มีคนจำนวนมากโอกาสจะเกิดความรุนแรงก็มีมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองจะสร้างความชอบธรรมไม่ให้มีการชุมนุม ด้วยการออกกฎหมายต่างๆ จะทำให้ความชอบธรรมและประโยชน์ในการพัฒนาประชาธิปไตยจะหายไป ผมไม่ได้เห็นชอบกับการใช้ความรุนแรง บาดเจ็บกันได้แต่อย่าเสียชีวิตมากเกินไป เพื่อให้ประชาธิปไตยพัฒนาต่อไป ทั้งนี้ การจะทำให้เวทีชุมนุมใหญ่เสื้อแดงในอีกไม่กี่วันนี้ราบรื่นมากที่สุด ต้องชุมนุมโดยสันติแล้วสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ พร้อมกันนี้ ต้องชุมนุมโดยปลอดอาวุธทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม
ขณะที่นางสาวลักขณา ปันวิชัย นักเรียนนามปากกา "คำผกา" กล่าวว่า ตนไม่เชื่อเรื่องสันติวิธี เพราะคิดว่าสันติวิธีจะเกิดขึ้นได้เองในสังคมที่มีความยุติธรรมเท่านั้น หากสังคมใดพูดถึงเรื่องสันติแสดงให้เห็นว่าสังคมนั้นไม่มีความเป็นธรรม ปัจจุบันมองว่าสังคมไทยไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย หรืออาจจะมีแค่ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะถูกสถาบันกษัตริย์องคมนตรีและทหาร แทรกแซงการเมืองเสมอ แม้ว่าจะมีความพยายามของนักการเมือง กลุ่มเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเรื่องการเมือง นักสิทธิมนุษยชนต่างๆ แต่สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวก็ไม่ก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่การปฏิบัติรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นความรุนแรงที่ไม่ได้เกิดขึ้น จากการใช้กำลังกาย แต่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกฎหมาย เป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น
Tags : ยุติความรุนแรง • โคทม อารียา • ผดุงยศ ดวงมาลา • สมชาย ปรีชาศิลปกุล • มาร์ค ตามไท
