กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 9 มีนาคม 2553 02:00

เปิดคำให้การ "พิพัฒน์ ประทุมวงษ์" กุญแจสำคัญ...แก้สัญญาโรมมิ่ง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กล่าวกันว่า นายพิพัฒน์ ประทุมวงษ์ อดีตผู้จัดการส่วนงานผลประโยชน์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คือ "กุญแจสำคัญ"

ที่นำไปสู่การคลี่คลายปมปัญหาการอนุมัติให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส นำค่าใช้จ่ายการเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม หรือโรมมิ่ง จากผู้ประกอบการรายอื่น มาหักออกจากรายได้ก่อนจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานให้แก่ทีโอที จนทำให้ทีโอทีได้รับความเสียหายตลอดอายุสัญญาสัมปทานกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายพิพัฒน์   อดีตผู้จัดการส่วนงานผลประโยชน์ ทีโอที ให้ปากคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาโรมมิ่งยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากข้อเสนอของเอไอเอส ที่มีหนังสือลงวันที่ 30 ม.ค. 2544 ขอเปิดให้บริการการใช้เครือข่ายโรมมิ่ง ของเอไอเอสกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ดีพีซี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2544 โดยเอไอเอสจะส่งส่วนแบ่งตามสัญญาสัมปทาน

หลังจากได้รับหนังสือนายพิพัฒน์ ได้ส่งการให้นางพจนีย์ ไทยจินดา ผู้จัดการกองบริหารผลประโยชน์ที่ 1 ดำเนินการต่อตามสายงาน แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับการอนุมัติเอไอเอส ก็มีหนังสือวันที่ 3 ก.ย. 2544 แจ้งว่า เอไอเอส ได้ให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัท AIS เข้ามาใช้เครือข่ายโรมมิ่ง ในพื้นที่เดียวกัน 6 บาทต่อนาที และต่างพื้นที่ 12 บาทต่อนาที โดยบริษัทจะนำส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทีโอทีตามสัญญา

นายพิพัฒน์ ได้หารือกับนางพจนีย์ ว่าการโรมมิ่ง ให้ผู้บริการรายอื่นเข้ามาใช้เครือข่ายร่วม ทำให้เกิดรายได้และรายได้ดังกล่าวนำมาคำนวณเป็นส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทีโอที ก็ไม่น่ามีปัญหากับสัญญาหลัก แต่ควรต้องมีการปรับแก้ไขสัญญาให้ครบถ้วน

ต่อมาได้มีการประชุมกรรมการทีโอทีครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพ.ค. 2545 ได้มีการพิจารณาเรื่องการคืนประกันระบบโทรศัพท์พื้นฐานระบบ 1900 MHz ซึ่งคณะกรรมการทีโอทีได้มีมติให้ดำเนินการเจรจาโรมมิ่งกับโครงข่ายอื่นๆ ต่อไปได้

จากนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระเพื่อเสนอคณะกรรมการทีโอที มี นายสุธรรม มลิลา เป็นประธาน เมื่อวันที่  21 ส.ค. 2545 นายพิพัฒน์ ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติหลักการการใช้เครือข่ายโรมมิ่งในวาระที่ 4.12

นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่ข้อเสนอของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ แต่เข้าใจว่า เหตุที่มีการพิจารณาเนื่องจากเอไอเอสมีหนังสือลงวันที่ 21 ส.ค. 2545 ถึงนายสุธรรม เรื่องหลักการการใช้เครือข่ายร่วมกัน นายสุธรรม คงนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาและที่ประชุมได้มีมติ ในส่วนของการคำนวณส่วนแบ่งรายได้  จากผู้บริการรายอื่นมาใช้เครือข่ายของเอไอเอส  ต้องนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้

ส่วนรายจ่ายของเอไอเอสจากการใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่นถือ เป็นภาระหน้าที่ของ เอไอเอส ที่ต้องขยายเครือข่ายให้สามารถรองรับการให้บริการ โดยบริษัทจะเลือกวิธีลงทุนสร้างเครือข่ายหรือใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่น

"หลังจากนั้นนายสุธรรมได้สั่งการในหนังสือของเอไอเอส ลงวันที่ 21 ส.ค. 2545 ให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดำเนินการต่อไป ตามที่พิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองดังกล่าว และฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่ 1 เพื่อดำเนินการ ตามที่ที่ประชุมกลั่นกรองเห็นว่าเอไอเอส ต้องแบ่งรายได้ให้ทีโอที หลังจากนั้นได้ส่งมติคณะกรรมการกลั่นกรองใหฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดำเนินการ ซึ่งข้าพเจ้าได้สั่งการให้นางพจนีย์ ดำเนินการต่อไปเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2545"
 ต่อมาฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่มีนายพิพัฒน์ รับผิดชอบในการบริหารสัญญากับเอไอเอส ได้เสนอเรื่องหลักการการใช้โรมมิ่ง เพื่อเสนอคณะกรรมการทีโอทีพิจารณา โดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์มีความเห็นว่า การคำนวณส่วนแบ่งรายได้ ไม่ควรที่จะต้องหักด้วยค่าโรมมิ่ง ที่เอไอเอสจ่ายให้กับโครงข่ายอื่น

เรื่องนี้ได้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระ ครั้งที่ 3/2545 เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2545 มีนายสุธรรม เป็นประธาน และนายพิพัฒน์ ก็เข้าร่วมประชุมด้วย  ที่ประชุมเห็นชอบตามที่เอไอเอสเสนอคือ ให้เอไอเอสหักค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทีโอที

หลังจากนั้น นางพจนีย์ ในฐานะผู้จัดการกองบริหารผลประโยชน์ที่ 1 ได้จัดทำวาระเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทีโอที ให้นายพิพัฒน์พิจารณา โดยเอกสารที่เสนอยังคงยืนยันหลักการเดิมคือ กรณีบริษัทเอไอเอเอสไปใช้เครือข่ายของผู้ใช้บริการรายอื่น ส่วนแบ่งรายได้ควรคำนวณจากรายได้ค่าบริการที่เอไอเอสเรียกเก็บโดยไม่หักค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการรายอื่น จากนั้นฝ่ายบริหารผลประโยชน์ได้จัดทำบันทึกที่ บย./334 ลงวันที่ 29 ส.ค. 2545 เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการทีโอทีพิจารณา

จากนั้น ทราบว่ามีการปรับแก้เอกสารวาระที่ฝ่ายบริหารผลประโยชน์จัดทำเพื่อเสนอคณะกรรมการทีโอที เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักเลขานุการคณะกรรมการทีโอที สอบถามมายังฝ่ายบริหารผลประโยชน์ว่าวาระที่จะนำเสนอคณะกรรมการทีโอที พิจารณาในวันที่ 5 ก.ย. 2545 ซึ่งนางพจนีย์ เสนอบันทึกสรุปเรื่องราวความเป็นมาผ่านนายพิพัฒน์ ให้ นายวรุธ สุวกร ลงนาม ถึงนายสุธรรม ตามบันทึกฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ตามบันทึกที่ บย./380/1 ลงวันที่ 2 ก.ย. 2545

โดยสรุปว่า "หลังจากฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ได้เสนอเอกสารวาระตามสายงานแล้ว ในวันที่ 30 ส.ค. 2545 นายสุธรรม นายโอฬาร เพียรธรรม ได้ขอหารือร่วมกับนายสุวิทย์ สัตยารักษ์วิทย์ และนายวรุธ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ได้มีการปรับเอกสารวาระที่จะเสนอให้คณะกรรมการทีโอทีพิจารณา"

จากนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการทีโอที เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2545 มีมติให้เอไอเอส หักค่าโรมมิ่งที่ไปโรมมิ่งกับเครือข่ายอื่นจากค่าใช้บริหารที่เอไอเอสเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ และมีมติให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ดำเนินการตามมติ

"แต่ข้าพเจ้าและนางพจนีย์ไม่เห็นด้วยกับมติกล่าวโดยยังคงยืนยันความเห็นเดิมว่าไม่ควรให้เอไอเอสหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวก่อนคำนวณส่วนแบ่งรายได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2545 นายวรุธ ในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ได้มีบันทึกเลขที่ ทศท. บย. /561 ลงวันที่ 16 ก.ย. 2545 ถึงผู้อำนวยการสำนักฝ่ายกฎหมาย ขอให้พิจารณาตรวจร่างข้อตกลง ตามมติของคณะกรรมการทีโอที เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2545 ถึงผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ขอให้พิจารณาตรวจร่างข้อตกลงตามมติของคณะกรรมการทีโอที เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2545 "

หลังจากนั้น ฝ่ายกฎหมายได้มีบันทึกที่ ทศท. กม./106 ลงวันที่ 18 ก.ย. 2545 ส่งร่างข้อตกลงต่อท้ายสัญญาที่ได้พิจารณาปรับปรุงมาให้ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลประโยชน์ นายวรุธ จึงสั่งให้นายพิพัฒน์ ดำเนินการ นายพิพัฒน์ จึงมีบันทึกสั่งการที่ 19 ก.ย. 2545 ให้นางพจนีย์  ดำเนินการตรวจสอบกับมติคณะกรรมการทีโอที ก่อนส่งเอไอเอสรับรอง 

แต่ยังไม่ทันที่นางพจนีย์ได้ดำเนินการเสนอตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ นายวรุธได้ทำบันทึกที่ ทศทศ.บย./631 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2545 ลงนามโดยนาย  วรุธ เพื่อเสนอนายสุธรรมเห็นชอบและลงนามในข้อตกลงต่อท้ายสัญญาให้เอไอเอส หักค่าใช้จ่ายจากการเข้าไปใช้โรมมิ่งจากผู้ประกอบการรายอื่นก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้สัมปทานให้แก่ทีโอทีตามสัญญา

นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าบันทึกข้อตกลงที่เสนอให้มีการลงนาม ไม่ใช่บันทึกที่เขารับผิดชอบในการบริหารสัญญาดังกล่าว แต่เข้าใจว่าเป็นการดำเนินการของนายวรุธ และปรากฏว่านายสุธรรม ได้เห็นชอบและลงนามในข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2545

“ส่วนตัวเห็นว่าการโรมมิ่ง เป็นการลงทุนของบริษัทที่บริษัทต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ในการขยายเครือข่ายการให้บริการ และมีภาระหน้าที่ตามสัญญาหลัก ดังนั้น การหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยสัญญาหลัก และไม่มีความสมเหตุสมผล”

ประเด็นนี้ น่าจับตามว่าคำให้การของนายพิพัฒน์ จะทำให้นายวรุธปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 หรือไม่

 

 

Tags : พิพัฒน์ ประทุมวงษ์ สัญญาโรมมิ่ง

advertisement

advertisement

advertisement