กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 8 มีนาคม 2553 03:00

"สุธรรม" อุ้ม "เอไอเอส" แก้สัญญาโรมมิ่ง ช่วยเอกชนลดรายจ่ายสร้างเครือข่าย

สุธรรม มลิลา

สุธรรม มลิลา

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานอนุญาตให้บริษัท เอไอเอส นำค่าใช้จ่ายการเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม หรือ โรมมิ่ง ทำให้เสียหายกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท

นายสุธรรม มลิลา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส หนึ่งในบุคคลที่อยู่ในข่ายที่จะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหากรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานอนุญาตให้บริษัท เอไอเอส นำค่าใช้จ่ายการเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม หรือ โรมมิ่ง จากผู้ประกอบการรายอื่นหักค่าใช้จ่ายสัมปทาน จนทำให้ ทีโอที ได้รับความเสียหายตลอดอายุสัญญาสัมปทาน กว่า 2-3 หมื่นล้านบาท

กรณีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า "การไม่ปฏิบัติตามสัญญาหลัก ด้วยการนำค่าใช้จ่าย ค่าเครือข่ายร่วม ซึ่งบริษัทเอไอเอส ต้องรับผิดชอบตามสัญญา มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ย่อมเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทีโอที ที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าเท่าจำนวนครั้งต่อนาที ที่มีการใช้บริการเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายอื่น"

นับจากวันที่สัญญาแก้ไขมีผลบังคับเมื่อเดือนต.ค. 2545 ถึงเดือนเม.ย. 2551 ปรากฏจากรายงานการตรวจสอบพบว่า บริษัท เอไอเอส ใช้เครือข่ายร่วม 13,283,420,483 นาที คิดเป็นเงิน 6,960,359,401 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับจากการแก้ไขสัญญาที่ไม่ชอบด้วยสัญญาหลัก

อย่างไรก็ตาม หากพลิกกลับไปดูคำให้การของ นายสุธรรม ที่ให้ไว้ต่อ คตส. กลับมีมุมมองในเรื่องนี้ว่า หลักการของการใช้เครือข่ายร่วมคือ การให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างเครือข่ายสามารถ เข้าไปใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการรายอื่นได้ ซึ่งจะทำให้การติดต่อสื่อสารของผู้ประกอบการในกรณีที่เครือข่ายหนาแน่น หรือไม่มีเครือข่ายในพื้นที่นั้นสามารถใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการรายอื่นได้ ทำให้สะดวกในการติดต่อสื่อสารและผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างเครือข่ายของตนเอง

ส่วนการแก้ไขสัญญาและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาครั้งที่ 7 กับบริษัทเอไอเอส ในเรื่องหลักการการใช้เครือข่ายร่วมนั้น นายสุธรรม บอกว่ามีที่มาจากการที่บริษัทเอไอเอส ได้มีหนังสือลงวันที่ 30 ม.ค. 2544 และ 3 ก.ย. 2545 ซึ่งฝ่ายบริหารผลประโยชน์อยู่ระหว่างการพิจารณา

ต่อมาบริษัทเอไอเอสได้มีหนังสือลงวันที่ 21 ส.ค. 2545 ถึงนายสุธรรม ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีขณะนั้น  ขอหลักการใช้เครือข่ายร่วมกัน โดยบริษัทเอไอเอส จะไม่ส่งส่วนแบ่งรายได้จากการที่ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาใช้เครือข่ายของ เอไอเอส และเมื่อบริษัทเอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการรายอื่น บริษัทเอไอเอสจะนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเข้าไปใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการรายอื่น มาหักออกจากรายได้ของบริษัทเอไอเอส ก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทีโอที

วันเดียวกันนั้นเองได้มีการประชุม คณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมคณะกรรมการทีโอที ครั้งที่ 2/2545 มีนายสุธรรม เป็นประธาน ได้หยิบยกหนังสือของบริษัทเอไอเอส ที่เสนอมาถึงนายสุธรรม ขึ้นมาพิจารณาวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ แต่นายสุธรรม ยืนยันว่าเรื่องนี้ได้มีการจัดวาระไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่เพราะสืบเนื่องจากหนังสือของบริษัทเอไอเอสลงวันที่ 21 ส.ค. 2545

“ข้าฯไม่ได้สั่งให้พิจารณาเรื่องนี้โดยด่วนในวันนั้น ตามรายงานการประชุมวาระที่ 4.12 ผลการพิจารณามีประเด็นที่ไม่ให้ เอไอเอส หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่ง ก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอที และให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดำเนินการ หลังการประชุมข้าฯ ได้สั่งการในหนังสือของ เอไอเอส ให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดำเนินการตามมติของที่ประชุมดังกล่าว”

นายสุธรรม บอกด้วยว่า ต่อมาเข้าได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ครั้งที่ 3/2545 เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2545 เพื่อพิจารณาเรื่องหลักการการใช้เครือข่ายร่วมของเอไอเอในวาระที่ 4.2 ผลการประชุมให้เอไอเอสหักค่าใช้จ่ายโรมมิ่ง ก่อนนำมาคำนวณแบ่งรายได้ให้ทีโอที ซึ่งไม่ตรงกับข้อเสนอของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่มีความเห็นว่าไม่ให้หักค่าโรมมิ่งก่อนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ และให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ปรับเอกสารแล้วนำเสนอคณะกรรมการทีโอทีโดยเร็วต่อไป

หลังจากนั้นฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปดำเนินจัดทำเอกสารเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการทีโอที ตามความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรอง สอดคล้องกับคำให้การของ นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที จำกัด (มหาชน)  ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ทีโอที ที่ระบุว่า "ฝ่ายบริหารผลประโยชน์มีความเห็นไม่ให้บริษัท เอไอเอส หักค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเข้าใช้เครือข่ายร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่น ก่อนนำส่งรายได้ให้ทีโอที แต่ที่ประชุมมีความเห็นว่า บริษัทเอไอเอส สามารถหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้"

ต่อมาฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ได้มีบันทึกที่ทศท.บย./334 ลงวันที่ 29 ส.ค. 2545 ซึ่ง นายวรุธ เป็นผู้ลงนามแทน ถึงผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายชัยเชวง กฤตยาคม เสนอหลักการใช้เครือข่ายร่วมกัน ของบริษัทเอไอเอส เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการทีโอที โดยไม่ได้ปรับปรุงตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2545 แต่อย่างใด โดยยังคงยืนยันไม่ให้บริษัทเอไอเอสหักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งก่อนจ่ายส่วนแบ่งรายได้

นายวรุธ บอกด้วยว่า หลังจากนั้นกลับมีการแก้ไขเอกสารที่ ฝ่ายบริหารผลประโยชน์จะเสนอให้คณะกรรมการทีโอที พิจารณา โดยรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ จนทำให้เอกสารที่เสนอคณะกรรมการไม่ตรงกัน และเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2545 ก่อนที่จะประชุมคณะกรรมการทีโอที นายสุธรรม และ นายโอฬาร เพียรธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เรียกนายวรุธ และผู้จัดการฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปหารือเรื่องโรมมิ่งรอบนอก ก่อนจะมีความเห็นให้บริษัทเอไอเอส หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งก่อนจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอที

ประเด็นนี้ นายสุธรรม อ้างว่าเขาไม่ทราบว่ามีข้อขัดแย้งในเรื่องการนำเสนอคณะกรรมการทีโอทีของฝ่ายบริหารผลประโยชน์กับมติของคณะกรรมการกลั่นกรอง และมีการประชุมนอกรอบ เพื่อแก้ไขเอกสารวาระเพื่อเสนอคณะกรรมการทีโอทีแต่อย่างใด

นายสุธรรม มองว่าการอนุมัติโรมมิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้บริการ โดยรัฐไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมจากการโรมมิ่งด้วย

เขายังมีความเห็นว่า การที่บริษัทเอไอเอส ไปใช้เครือข่ายร่วมของผู้ประกอบการรายอื่น โดยไม่ลงทุนสร้างสถานีโครงข่ายของตนเองเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถให้บริการผู้ใช้บริการของตนเองได้อย่างทั่วถึงนั้น ไม่เป็นการทำผิดสัญญาอนุญาตให้บริษัทเอไอเอส ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ข้อ 4 ข้อ 9 ข้อ 16 และข้อ 30 แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการลดต้นทุนการสร้างเครือข่ายของตนเอง แต่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง และความถี่ 7.5 MHz ที่ทีโอที จัดสรรให้แก่เอไอเอส

“เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ใช้บริการของเอไอเอสนั้นถือว่าน้อยมาก ซึ่งความถี่เป็นตัวบังคับว่าจะสามารถสร้างสถานีฐานได้จำนวนเท่าใด เอไอเอสจึงจำเป็นต้องใช้เครือข่ายร่วมของผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งมิใช่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอไอเอสแต่อย่างใด หากเอไอเอสไม่สามารถขยายสถานีฐานได้และทีโอทีไม่อนุญาตให้เอไอเอส ทำการโรมมิ่งกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ จะทำให้มีผู้ใช้บริการน้อยลงและทีโอทีจะไม่ได้รับรายได้ในส่วนนี้" คำพูดของนายสุธรรมที่ให้ปากคำไว้กับ คตส.

อย่างไรก็ตาม นายสุธรรมปฏิเสธว่า ไม่ทราบว่าบริษัทเอไอเอสถือหุ้นในบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) เป็นจำนวนเท่าใด และไม่ทราบว่าดีพีซีทำสัญญาเช่าสถานีฐานของบริษัทเอไอเอส เพื่อให้บริการลูกค้าของตน แทนการสร้างสถานีฐาน กรณีดังกล่าวฝ่ายบริหารผลประโยชน์มีหน้าที่ต้องดูแลและตรวจสอบให้คู่สัญญาของทีโอทีปฏิบัติตามสัญญา

รวมทั้งไม่ทราบว่าดีพีซีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการเข้าไปใช้เครือข่ายของเอไอเอสมาหักออกจากรายได้ที่ดีพีซีได้รับจากการให้บริการก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้แก่ กสท หรือไม่

นอกจากนี้ เขายังมีความเห็นว่า ทีโอที ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. 2535 และรัฐก็ไม่เสียหายจากการที่คณะกรรมการทีโอทีอนุมัติให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการใช้เครือข่ายร่วม รวมทั้งปฏิเสธด้วยว่า เขาและบุคคลในครอบครัว ไม่รู้จักหรือสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว หรือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด
 นายสุธรรม บอกด้วยว่า หลังจากเกษียณจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีแล้ว ในปี 2546 เข้าได้ทำงานเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ในบริษัทสร้างสิน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ถือหุ้นจำนวน 10% เป็นบริษัทเดียวกันกับที่รับก่อสร้างหมู่บ้านชินณิชา วิลล์

ที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ โดยกล่าวหา นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 66 ของกฎหมาย ป.ป.ช. จากการถือครองหุ้นในหมู่บ้านชินณิชา วิลล์ ที่มีการใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนางเยาวภา และกรณีที่บุตรทั้งสามคนของนางเยาวภา ซื้อหุ้นจาก 4 บริษัทเอกชน เป็นเงินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

 

Tags : สุธรรม มลิลา ทีโอที เอไอเอส โรมมิ่ง

advertisement

advertisement

advertisement