จากกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้หยิบยกกรณีที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แก้ไขสัญญาสัมปทาน
ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส สองกรณีขึ้นมาตรวจสอบ ได้แก่ 1.การแก้ไขสัญญาปรับลดส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน พรีเพด หรือ PREPAID ที่เอไอเอส ต้องจ่ายให้แก่ทีโอทีจาก 25-30% เหลือ 20% เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2544
2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานให้เอไอเอส อนุญาตให้เอไอเอสเข้าไปใช้เครือข่ายร่วมของบริษัท ดิจิตอลโพน จำกัด (ดีพีซี) บริษัทที่ได้รับสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) พร้อมกับยินยอมให้เอไอเอส นำค่าใช้จ่ายด้านโรมมิ่ง ที่เอไอเอสต้องจ่ายให้บริษัทอื่นมาหักออกจากรายรับก่อนจ่ายส่วนแบ่งรายได้สัมปทานให้แก่ทีโอที
ดูเหมือนประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช. จะเข้าไปตรวจสอบ นอกจากจะเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกายังวินิจฉัยว่า ขัดกับ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 อีกด้วย เพราะไม่ได้เสนอให้ ครม.พิจารณา
เมื่อมองย้อนกลับไปพบว่า การแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ครั้งของทีโอทีเกิดขึ้นในยุค นายสุธรรม มลิลา เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ มีนายศุภชัย พิศิษฐวานิช อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการ ทีโอที ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม นายวันชัย ศารทูลทัต พล.อ.ต.บุญฤทธิ์ รัตนะพร นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายสุรินทร์ ดุลย์วัฒนจิต
สำหรับการปรับลดส่วนแบ่งรายได้พรีเพด เกิดขึ้นจากข้อเสนอของเอไอเอส แต่คณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมคณะกรรมการทีโอทีได้พิจารณาแล้ว มีเงื่อนไขว่าการปรับลดครั้งนี้เอไอเอส ต้องลดค่าบริการให้กับประชาชนด้วย จึงมีมติให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปเจรจากับเอไอเอสในวันที่ 4 เม.ย. 2544
จากนั้นเพียงหนึ่งวัน ฝ่ายบริหารผลประโยชน์และฝ่ายการเงินและงบประมาณ ได้ร่วมจัดทำเอกสารผลการเจรจา ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส ในประเด็นต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอการลดอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ จากบริการโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ONE-2-CALL ให้เอไอเอสจาก 25% เหลือ 20% ของมูลค่าหน้าบัตร ก่อนที่คณะกรรมการทีโอที ที่มี นายศุภชัย พิศิษฐวานิช ประธานอนุมัติ โดยเอไอเอสและทีโอที ได้ร่วมกันลงนามข้อตกลงต่อท้ายสัญญา เพื่อแก้ไขส่วนแบ่งรายได้ที่เอไอเอส ต้องจ่ายให้แก่ทีโอที จาก 25% เหลือ 20% ในวันที่ 15 พ.ค. 2544
ในขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เจ้าหน้าที่ ทีโอที ทุกคน ยืนยันตรงกันว่าฝ่ายปฏิบัติการได้นำเสนอแผนการจัดเก็บรายได้จาก เอไอเอส ในหลายรูปแบบ โดยคำนวณจากข้อมูลที่ปรึกษาทางการเงินจากหลายบริษัท และได้เสนอรายงานให้กับคณะกรรมการ ทีโอที พิจารณาให้เก็บรายได้จากบริการระบบ พรีเพด ในอัตรา 22% แต่คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เรียกเก็บอัตรา 20% ตามข้อเสนอของ เอไอเอส
นอกจากนี้ยังพบว่านายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทีโอทีที่มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาทั้ง 2 ครั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระหว่างพิพากษาคดียึดทรัพย์ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่า
การที่คณะกรรมการ ทีโอที พิจารณาแล้ว มีมติให้ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ เป็นแบบคงที่ ในอัตรา 20% แล้วแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา โดยไม่มีกำหนดให้เพิ่มอัตราส่วนแบ่งรายได้ตามระยะเวลาของสัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาในสาระสำคัญ ทำให้ ทีโอที จะต้องขาดผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับตามสัญญาหลักอยู่แล้ว แต่กลับเป็นผลให้บริษัท เอไอเอส ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2544 อันเป็นวันที่มีการแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมสัญญาหลักในครั้งที่ 6
ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า “ผลของการดำเนินการทำให้ภาระต้นทุนของบริษัท เอไอเอส ลดน้อยลงก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส ในด้านจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด ทำให้รายได้จากค่าใช้บริการที่ได้รับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2544-2549 บริษัท เอไอเอส มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จากที่มีจำนวน 297,000 ราย ในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,288,500 รายในปีถัดมา และทวีจำนวนขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปี 2549 มีผู้ใช้บริการถึง 17,279,100 ราย กับมีรายได้จริงสำหรับค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยจากที่มีรายได้ในปีสัมปทานที่ 11 ในช่วงเดือนตุลาคม 2543 ถึงกันยายน 2544 จำนวน 2,225,560,000 บาท เพิ่มเป็น 17,098,890,000 บาท ในปีสัมปทานที่ 12 ในช่วงเดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545 และทวีจำนวนขึ้นในแต่ละปีสัมปทาน
กระทั่งในปีสัมปทานที่ 16 ช่วงเดือนตุลาคม 2548 ถึงกันยายน 2549 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 57,375,880,000 บาท แต่รายได้ในส่วนที่ให้บริการแบบโพสต์เพดกลับลดลงจากที่เคยได้รับในปีสัมปทานที่ 11 จำนวน 34,752,080,000 บาท เป็น 37,767,710,000 บาท ในปีสัมปทานที่ 12 แล้วลดลงเป็นลำดับในแต่ละปีสัมปทาน จนกระทั่งลดลงเหลือ 21,171,390,000 บาท ในปีสัมปทานที่ 16
แม้รายได้ในภาพรวมที่เพิ่มขึ้นจะเป็นผลให้ ทีโอทีได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่หากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบบัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ให้เป็นจำนวนที่เหมาะสม และเป็นแบบอัตราก้าวหน้าแล้ว ผลประโยชน์ตอบแทนที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้แก่ โทโอทีย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ไปด้วย
ส่วนการแก้ไขสัญญาโรมมิ่ง ศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ว่า “การไม่ปฏิบัติตามสัญญาหลัก ด้วยการนำค่าใช้จ่าย ค่าเครือข่ายร่วม ซึ่งบริษัท เอไอเอส จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ย่อมเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทีโอที ที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าเท่าจำนวนครั้งต่อนาทีที่มีการใช้บริการเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายอื่น
นับจากวันที่สัญญาแก้ไขมีผลบังคับ เดือนตุลาคม 2545 ถึงเดือนเมษายน 2551 ปรากฏจากรายงานการตรวจสอบว่า บริษัท เอไอเอส ใช้เครือข่ายร่วม 13,283,420,483 นาที คิดเป็นเงิน 6,960,359,401 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับจากการแก้ไขสัญญาที่ไม่ชอบด้วยสัญญาหลัก”
สำหรับ นายสุธรรม มลิลา หลังจากที่พ้นตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทีโอทีแล้ว ได้เข้าไปเป็นกรรมการบริษัท สร้างสิน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทที่รับก่อสร้างหมู่บ้านชินณิชา วิลล์ ที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ
นายอลงกรณ์ กล่าวหาว่า นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 66 ของกฎหมาย ป.ป.ช. จากการถือครองหุ้นในหมู่บ้านชินณิชา วิลล์ ที่มีการใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนางเยาวภา และกรณีที่บุตรทั้งสามคนของนางเยาวภา ซื้อหุ้นจาก 4 บริษัทเอกชน เป็นเงินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
Tags : แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส • ทีโอที • สัญญาพรีเพด • โรมมิ่ง • สุธรรม มลิลา • ศุภชัย พิศิษฐวานิช
