3 พยานปากสำคัญที่ให้การต่อศาลในการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของทักษิณ ชินวัตร
สุรเกียรติ์ : ไม่ได้ปกป้อง ไม่ได้ปรักปรำใคร
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องคำพิพากษาที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกรณีปล่อยกู้ให้กับประเทศพม่า 4,000 ล้านบาท ว่า "ผมได้พูดทุกอย่าง ตามเนื้อผ้า ตามความจริง ตามเอกสารหลักฐาน อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ปกป้องใคร และไม่ได้ปรักปรำใคร ผมคิดว่า ผมได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ตามพยานที่มีอยู่ และอยู่ในเหตุการณ์จริงในบางส่วน"
ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า การดำเนินการในกรณีนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคม และบริษัทชินคอร์ป
รัฐบาลไทยให้วงเงินกู้สินเชื่อแก่รัฐบาลสภาพพม่า 3,000 ล้านบาท เป็นการให้วงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศ แต่การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้เพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท เป็นการขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อการพัฒนาระบบโทรคมนาคม
แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะต่อสู้ประเด็นเรื่องบริษัทไทยคมขายสินค้าให้แก่รัฐบาลสภาพพม่าตามพันธสัญญาเดิม และเป็นการซื้อขายกันตามปกติ ไม่ว่าจะได้รับเงินสินเชื่อหรือไม่ รัฐบาลสภาพพม่าก็จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นประจำอยู่แล้วนั้น
ทั้งนี้ ในการประชุมระดับผู้นำระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2546 พ.ต.ท.ทักษิณได้อนุมัติให้นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ร่วมเดินทางเป็นคณะอย่างเป็นทางการไปด้วย ระหว่างการประชุมยังมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยคมจำนวน 8 คน และบริษัทเอไอเอสจำนวน 2 คน เข้าร่วมทำการสาธิตระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จีเอสเอ็มผ่านดาวเทียม ต่อมาทางการสภาพพม่าได้มีหนังสือลงวันที่ 8 มกราคม 2547 ถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย เสนอโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกลของกระทรวงสื่อสารไปรษณีย์ และโทรเลขแห่งสภาพพม่า และขอรับความช่วยเหลือจากไทย มูลค่า 24.05 ล้านดอลลาร์
ทั้งสหภาพพม่ายังได้มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 ขอเพิ่มวงเงินกู้สินเชื่อจาก 3 พันล้าน เป็น 5 พันล้านบาท และมีหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ติดตามผลรวมทั้งการขอลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งการต่อนายสุรเกียรติ์ แจ้งไปว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการว่าให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพิ่มเป็น 4 พันล้านบาท
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นคนสั่งให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ ให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่าในวงเงิน 4 พันล้านบาท หากได้รับความเสียหายก็ให้กระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ชดเชยแก่ธนาคารตามจำนวนที่เสียหาย และให้ชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยที่ได้รับจากรัฐบาลสหภาพพม่ากับต้นทุนดอกเบี้ยของธนาคาร และกระทรวงการคลังต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชดเชยความเสียหายแก่เอ็กซิมแบงก์
สมเกียรติ : พรก.ภาษีมือถือ นโยบายขัดประโยชน์ส่วนรวม
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) คือ อีกหนึ่ง "พยาน" สำคัญ ในประเด็นการแปลงสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ให้การต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2540 คณะรัฐมนตรีสมัยนั้น มีมติเห็นชอบกับแผนแม่บท ของการพัฒนากิจการโทรคมนาคมรวมทั้งการแปรรูป ทศท. และ กสท โดยจัดตั้งองค์กรขึ้นกำกับดูแล ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2541 คณะรัฐมนตรี จึงมีมติให้กระทรวงคมนาคม เสนอแผนในการแปรรูป ทศท. และ กสท โดยกำหนดโครงสร้าง การแปรรูปสัญญาร่วมการงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเสรี
คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ จึงมีมติให้ว่างจ้าง ทีดีอาร์ไอ ศึกษาและเสนอความเห็นต่อกระทรวงการคลัง พยานกับนายฉลองภพ สุสังกรณ์กาญจน์ และนักวิชาการ อีก 10 กว่าคน ได้ร่วมกันศึกษา อยู่หลายเดือน
มีความเห็นว่าการตราพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว รวมทั้งออกประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต มีมติเห็นชอบให้ภาคเอกชนประกอบธุรกิจในด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิตให้แก่กรมสรรพสามิตนำภาษีดังกล่าวไป หักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐ
สมเกียรติ เบิกความอีกว่า การที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้น ยอมให้ภาคเอกชน ที่ประกอบธุรกิจในด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิต สามารถนำภาษี ที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ ในการตราพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวอย่างชัดเจน
"กิจการโทรคมนาคม ถือเป็นกิจการที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก นอกจากไม่ควรเก็บภาษีสรรพสามิตแล้ว ยังควรสนับสนุนให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น"
สิทธิชัย : ภาษีเอื้อประโยชน์กลุ่มชินคอร์ป
นายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นหนึ่งในพยานปากสำคัญในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นผู้หนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจโทรคมนาคม
เขามีส่วนสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ส่งให้กฤษฎีกาตีความการแก้สัญญาของกลุ่มชินคอร์ป และภาษีสรรพสามิต โดยเป็นคนส่งให้กฤษฎีกาตีความ และเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า "เอื้อประโยชน์" กลุ่มชินคอร์ป
นายสิทธิชัย ยังเบิกความด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงการเก็บค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้แบ่งจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตได้ เป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทางธุรกิจอย่างแยบยล ไม่ให้นักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศหรือมาเป็นคู่แข่ง ขณะที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้ผู้ให้บริการรายเดิมจะต้องลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่าน่าจะได้กำไรจากการลงทุนไปนานแล้ว เนื่องจากเริ่มแรกของการให้บริการประชาชนต้องเสียค่าใช้บริการในอัตราที่สูงถึงนาทีละ 8-12 บาท มานานกว่า 10-15 ปี และที่อ้างว่าสถานีเครือข่ายที่ก่อสร้างได้โอนให้รัฐตามสัญญาแล้ว เป็นเพียงข้อความในกระดาษ เพราะความจริงแล้ว ผู้ให้บริการรายเดิม ยังคงใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน
เขาบอกว่า ไม่มีใครมาลงทุน เพราะเอื้อประโยชน์การผูกขาดผู้ให้บริการรายเดิม
จากคำให้การดังกล่าว องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า ผู้ถูกกล่าวหา หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการตราพระราชกำหนด 2 ฉบับ รวมทั้งมีมติคณะรัฐมนตรีหักภาษีสรรพสามิตออกจากค่าสัมปทาน ซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการ
Tags : สุรเกียรติ์ เสถียรไทย • คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท • ทักษิณ ชินวัตร • สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ • สิทธิชัย โภไคยอุดม
