นับเป็นคดีประวัติศาสตร์คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
"ทักษิณ"แถลงการณ์โวย ถูกข่มเหงรังแก-ยากจะทานทน
"ผมไม่เคยคิดว่าการเข่นฆ่ากันทางการเมือง จะมีผลรุนแรงตามมามากมายขนาดนี้ ผมรู้สึกเจ็บปวด"
หลังจากที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 46,373 ล้านบาท พร้อมดอกผลของเงินจำนวนดังกล่าว ที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ตกเป็นของแผ่นดิน จากทั้งหมดกว่า 76,000 ล้านบาท ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เปิดใจแสดงปฏิกิริยาไม่ยอมรับคำตัดสิน พร้อมประกาศจะต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมต่อไป เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นั้น
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลง ณ ที่พรรคเพื่อไทย วานนี้ (27 ก.พ.) ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาดังนี้
"ผมรู้สึกเสียใจและผิดหวังที่ศาลฎีกาได้ตัดสินและสั่งยึดทรัพย์ครอบครัวของผมกว่าสี่หมื่นล้านบาทเมื่อวานนี้ ผมและครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม และไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน เพราะเป็นคำตัดสินที่มิชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริง ทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้น ผมและครอบครัวได้ทำมาหากินด้วยน้ำพัก น้ำแรง และร่ำรวยมาก่อนเป็นนักการเมือง
ยิ่งกว่านั้นทรัพย์สินที่ถูกยึดก็เป็นของลูกและครอบครัวที่ผมได้โอนไปให้ก่อนผมมาเป็นนักการเมือง และตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทุ่มเททำงานเพื่อชาติ ผมไม่เคยทำสิ่งใดที่เอื้อประโยชน์ให้ครอบครัว ผมไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ ราคาหุ้นนั้นสูงขึ้นเป็นปกติตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ และตามการขยายตัวของตลาดหุ้นเกือบทุกวันในตลาดหลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้นทั้งสิ้น ผมรู้สึกคล้ายกับว่าครอบครัวของผมถูกปล้นทรัพย์ และถูกข่มเหงรังแกจนยากที่จะทานทนต่อไปได้
เมื่อวานนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่พี่น้องชาวไทย และชาวโลกจะต้องจดจำไปอีกนาน การอายัดทรัพย์ของคตส.เป็นความพยายามทำลายล้างผมอย่างไม่ลดละของฝ่ายอำมาตย์ เริ่มตั้งแต่ลอบสังหาร ยึดอำนาจ ทำลายครอบครัว และอายัดทรัพย์ ผมไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมไม่ท้อถอยและผมไม่ยอมแพ้ ผมจะแสวงหาความเป็นธรรมในทุกช่องทาง และทุกโอกาสที่ผมสามารถกระทำได้
ผมไม่เคยคิดว่าการเข่นฆ่ากันทางการเมืองจะมีผลรุนแรงตามมามากมายขนาดนี้ ผมรู้สึกเจ็บปวด เพราะผมสงสารครอบครัว และลูกที่ถูกรังแก เจ็บปวดที่ต้องมารับกรรมที่ผม และพวกเราไม่ได้ก่อไว้ ผมรักครอบครัวของผมเหมือนคนไทยทั่วไป
การยึดทรัพย์และสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม และครอบครัว คือความอยุติธรรมอย่างยิ่ง พี่น้องที่รักและเห็นใจผม และผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายย่อมรู้สึกสะเทือนใจ ไม่พอใจ หรือแม้แต่โกรธแค้นแทนผมและครอบครัว ผมขอวิงวอนให้พี่น้องประชาชนใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ที่อาจนำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติ หรือเป็นเหตุให้รัฐบาลใช้มาทำลายการต่อสู้ของประชาชน
ผมขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรมทั้งหลายว่า แม้จะเกิดความอยุติธรรมอย่างร้ายแรงกับผมและครอบครัวก็ตาม ขอให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรให้แก่ผมและครอบครัว หรือต่อสู้เพื่อผมและครอบครัว แต่ขอให้ช่วยกันคิดว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศอันเป็นที่รักของเรา จึงขอให้ช่วยกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย และเกิดความยุติธรรมให้ได้ และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ผมขอกราบขอบคุณกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากในขณะนี้ เมื่อวานนี้อาจจะไม่ใช่วันของผม แต่ผมจะต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรมตามแนวทางสันติ เพื่อคนไทยและประเทศไทยของเรา วันนั้นจะมาถึงในไม่ช้าและจะเป็นวันของพวกเราทุกคน"
นักกฎหมายฟันธงสองคดีอาญา "ทักษิณ"รอดยาก"
นักกฎหมาย ชี้ สองคดีอาญา "ทักษิณ" รอดยาก เหตุเพราะศาลชี้ชัดเจนพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ส่อขัดมาตรา 157 ส่วน "ทักษิณ" ถ้าอุทธรณ์อดเป็นนายกฯ ตลอดชีวิต
นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่สั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นการชี้ในเรื่องความร่ำรวยผิดปกติ แต่พฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถถูกใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยของสองคดีที่ค้างอยู่ในศาลอาญา ทั้งกรณีการปล่อยเงินกู้ให้พม่าและการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
"จากการฟังคำพิพากษาของศาลครั้งนี้แล้วเห็นว่าสองคดีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้ได้ยากมากขึ้น เพราะแนวโน้มจะเป็นไปตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้ชี้ไว้แล้ว พฤติกรรมของคนเมื่อถูกชี้แล้วจะสามารถเอาผิดได้ทั้งอาญาและแพ่ง ดังนั้นเมื่อศาลชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ ก็เป็นไปได้ที่จะมีความผิดทางอาญาด้วย"
นายคมสัน กล่าวด้วยว่า สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น หากอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาฯ ไม่สำเร็จ กลายเป็นบุคคลที่ถูกยึดทรัพย์จะไม่สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นส.ส. แต่การถูกยึดทรัพย์เป็นคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะลง ส.ส. ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต นอกจากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้จนพวกตัวเองได้เป็นรัฐบาล แล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดมาตรานี้ทิ้งไปก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
อภิสิทธิ์ : รัฐบาลไม่เคยปล้นใคร
"รัฐบาลไม่เคยปล้นใคร เงินที่ยึดมาตามคำตัดสินของศาลก็ยึดมาเป็นของแผ่นดิน และรัฐบาลไม่ใช่คู่กรณีของคดี"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างบันทึกเทปรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งจะออกอากาศทั่วประเทศวันนี้ (28 ก.พ.) ว่า หลังจากมีการพิพากษาคดียึดทรัพย์แล้วคงต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ โดยคำพิพากษาที่ออกมามีทั้งผู้ที่พอใจและไม่พอใจ
"เราต้องให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม อยากให้ทุกฝ่ายเคารพคำพิพากษา การเคลื่อนไหวนอกกฎหมาย เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องประเมินและทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านความมั่นคงและด้านการข่าว สถานการณ์ขณะนี้คงไม่แตกต่างจากก่อนการพิพากษา เป้าหมายของผู้ชุมนุมมีหลายเรื่อง เช่น การยุบสภา และสถานการณ์จะรุนแรงหรือเบาขึ้นกับความเข้าใจของประชาชน ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจไม่ใช่หน้าที่ศาลที่ต้องออกมาชี้แจง ถ้ามีการชุมนุมปกติก็ไม่เป็นไรแต่มีบางกลุ่มที่พูดเรื่องความรุนแรง รัฐบาลไม่ต้องการปราบแต่ต้องการบริหารบ้านเมืองให้ดี และตั้งใจที่จะทำงานให้เป็นปกติ ถ้าทุกคนปล่อยให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองทุกอย่างจะเป็นปกติ"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อะไรที่เป็นผลสืบเนื่องจากคำพิพากษา และกระทบกับแผ่นดินทั้งแพ่งและอาญา ถ้าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหน่วยใดก็ต้องเข้าไปดู โดยอัยการจะเป็นฝ่ายกฎหมายที่เข้าไปให้คำแนะนำ ซึ่งต้องการให้อัยการเป็นผู้สรุปมากว่ารัฐบาลจะเป็นผู้สรุปเอง ถ้าตนเป็นผู้สรุปก็อาจตีความเป็นประเด็นการเมือง
โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นสิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน แต่ถ้าหน่วยงานรัฐไม่ทำก็เป็นหน้าที่นายกรัฐมนตรีต้องเข้าไปดู การจะปล่อยให้คดีอื่นหมดอายุความไปคงไม่เกิดขึ้น ขณะนี้มีหลายคดีที่ดำเนินการอยู่ เช่น การหลีกเลี่ยงภาษี การปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) รวมทั้งการปล่อยดาวเทียมไอพีสตาร์โดยยังไม่มีการประมูลก็เป็นเรื่องทางกฎหมายที่คู่สัญญาต้องไปดู
สำหรับการแก้สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าไปดูภายใน 1 เดือน ซึ่งได้มอบหมายไปพร้อมกับการประมูลโทรศัพท์ 3 จี ที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดให้แข่งขันกันอย่างเสรีเพื่อไม่ให้เกิดมรดกความยุ่งยากเหมือนที่รัฐบาลปัจจุบันรับมา โดยการที่รัฐมนตรีว่าการไอซีทีอยู่คนละพรรคไม่เป็นปัญหา และภายใน 1-2 สัปดาห์จะเชิญ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีมาหารือเรื่องดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ชอบ ซึ่งยึดส่วนต่างที่เพิ่มและของเดิมก็คืนให้ เป็นคนละเรื่องกับความเสียหายของประเทศ โดยหน่วยงานรัฐใดที่ได้รับความเสียหายก็ต้องนำคำพิพากษามาดูแล้วหาทางลดความเสียหาย ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะมองเรื่องการอายัดเงินที่ศาลให้คืน โดยภาษีที่ค้างอยู่หมื่นกว่าล้านบาท เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังหาทางป้องกัน จึงได้ขอส่วนนี้ไว้ ซึ่งผลจะมีการคัดค้านหรือไม่ ก็ต้องรอดูเพราะเป็นคนละคดี
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีช่องทางอุทธรณ์หากไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ผู้ที่เสียหายอาจไม่พอใจและหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหลักฐานการรับสินบนของศาลก็ควรยอมรับคำตัดสิน แต่ถ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มก็ขออุทธรณ์ได้ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเราต้องเคารพอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายและหากมีทรัพย์มาก่อนก็คืนให้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และถ้าอดีตนายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีสิทธิฟ้องศาลโลกได้ก็เป็นสิทธิของอดีตนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลไม่เคยปล้นใคร เงินที่ยึดมาตามคำตัดสินของศาลก็ยึดมาเป็นของแผ่นดิน และรัฐบาลไม่ใช่คู่กรณีของคดี ซึ่งคู่กรณี คือ อดีตนายกรัฐมนตรีและแผ่นดิน ไม่ว่าศาลจะยึดหมดหรือคืนหมดก็คงมีการชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. 2553 และรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้เกิดขึ้น ซึ่งผู้มาชุมนุมล้วนมีเหตุผลและมีไม่น้อยที่มาด้วยสุจริตใจ โดยขึ้นกับข้อมูลที่แต่ละคนได้รับแต่ยอมรับว่าบางคนมีวาระส่วนตัวที่ต้องการเห็นความวุ่นวายหรือรัฐประหารก็จะสมประโยชน์
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เห็นด้วยกับผู้เสนอให้มีการแปลคำพิพากษาเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งควรมีการนำไปชี้แจงกับต่างประเทศให้เข้าใจด้วย และคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ถ้าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองเชื่อว่าเศรษฐกิจและสังคมก็จะไปได้ โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็สามารถใช้ช่องทางตรวจสอบ เช่น รัฐสภา และขณะนี้ฝ่ายค้านก็เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง ส.ส.จะได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาและวิธีการนี้น่าจะช่วยทำให้ประเทศเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาได้
Tags : คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน • ทักษิณ ชินวัตร

ความคิดเห็นที่ 2
คนไทยในลอนดอน , 1 มีนาคม 2553 05:52
คุณทักษิณ พูดออกมาได้เหมือนลอกนิยายมาเลย น่าเวทนาที่กรรมตามสนองทันตา
ความคิดเห็นที่ 1
Somchai , 28 กุมภาพันธ์ 2553 15:12
เหมือนที่ผ่านมาหลายๆครั้ง ไม่ทำอะไรให้เด็ดขาด ปล่อยให้มีเชื้ออยู่ตลอดเวลา ฉนั้น ก็แก้กันไปเรื่อยๆเดี๋ยวไม่มีงานทำ