มติเอกฉันท์"ทักษิณ"ปกปิด-อำพรางหุ้น หลังคำตัดสินของศาล มีประเด็นตามข้อกฎหมายดังนี้
ประเด็นข้อกฎหมาย
1. วินิจฉัย ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี
วินิจฉัยในประเด็นแรก คือ ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่า การตรวจสอบของ คตส.เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตามมาตรา 9 (1) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นมติเอกฉันท์
มติเอกฉันท์
2. วินิจฉัย คตส.มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ
ประเด็นวินิจฉัยต่อมา คตส.มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ส่วนที่ คตส. แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค. สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้าน ทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งประเด็นที่ คตส.บางคน เช่นนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็นประธานอนุฯ คตส.นั้น ชอบแล้วด้วยกฎหมาย และ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจดำเนินการแทน คตส.ได้ก็ชอบแล้วด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คดีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามา ศาลมีมติเอกฉันท์ ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้
มติเอกฉันท์
3. วินิจฉัย คำร้องของอัยการไม่เคลือบคลุม
วินิจฉัย คำร้องที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้อง แจ้งชัดและไม่เคลือบคลุม
มติเอกฉันท์
ประเด็นข้อเท็จจริง
1. ปกปิดอำพรางหุ้น โดยผ่านนอมินี
ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ยังถือหุ้นไว้ แต่ปี 2549 รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้กับผู้คัดค้านหลายคนจริง ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรมการในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทางคณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 มีหุ้นในเทมาเส็กจริง
การขายหุ้นให้พี่น้องมีพิรุธ ไม่มีใครจ่ายเป็นเงิน ทั้งที่จริงๆ มีเงินจ่ายได้ แต่กลับจ่ายเป็นตั๋วสัญญา อีกทั้งยังเป็นผู้รับเงินปันผลตามบัญชีบริษัทแอมเพิลริช ที่มีเงินปันผลเข้าบัญชีระหว่างปี 2546-2548 จำนวน 1,000 ล้านบาท ศาลจึงมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นใหญ่กว่า 1,400 ล้านหุ้น ของบริษัทชินคอร์ป ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย
มติเอกฉันท์
2. การแปลงสัญญาสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป
วินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป 6 หมื่นล้านเศษ มีมติด้วยเสียงข้างมาก ผู้ถูกกล่าวหา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ตราพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้ชาติเสียหาย
มติเสียงข้างมาก
3. กรณีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ กรณีบัตรเติมเงิน และ โรมมิ่ง
การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบบัตรเติมเงิน (PREPAID CARD) ส่งผลให้เอไอเอส จ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ให้แก่ บริษัท ทศท ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คงที่ตลอดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 จากเดิมที่ต้องจ่ายตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นแบบก้าวหน้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543-30 กันยายน 2548 และในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548-30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ ชินคอร์ป และเอไอเอส การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท และบริษัท กสท ไม่น้อยกว่า 18,970,579,711 บาท กลายเป็น เอไอเอส จะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นใน ดังนั้นผลประโยชน์ที่ เอไอเอส ได้รับดังกล่าวจึงตกกับหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั่งได้มีการขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์
วินิจฉัยว่า ภาระเอไอเอสลดน้อยลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 44-49 โดยลำดับ ตั้งแต่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหามีหุ้นในชินคอร์ป ผลประโยชน์จึงตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เงินที่ขายหุ้นให้เทมาเส็ก จึงได้มาโดยไม่สมควร
มติเสียงข้างมาก
4. กรณีการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง)
วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่ออนุญาตให้ใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง) และปรับลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมระหว่าง กสท กับ DPC เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป และเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นให้เทมาเส็กไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นเทมาเส็ก
5. กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ
กรณีการละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพี สตาร์, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 รวมถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป
ในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ ล้วนเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ป และ ชินแซทฯ
วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทั้งนี้ ดาวเทียม IP STAR ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลัก แทนไทยคม 3 เป็นดาวเทียมใช้สื่อสารต่างประเทศ ผิดสัญญาตามที่ระบุว่า ใช้สื่อสารในประเทศ จึงอยู่นอกกรอบสัญญา เป็นการอนุมัติให้บริษัทผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท องค์คณะจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป และบริษัทไทยคม
มติเสียงข้างมาก
6. กรณีอนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่า
การขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้แก่ประเทศพม่า เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากประชุมร่วมกับพม่า-กัมพูชา และในการประชุมครั้งนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ของไทยคมและไอเอเอส ไปสาธิตระบบให้บริการมือถือผ่านดาวเทียมในการประชุมด้วย จึงย่อมแสดงให้เห็นว่าการขอวงเงินเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากไทยคมนั่นเอง
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้อนุมัติเงินไปซื้อสินค้าอื่นนั้น ก็ไม่อาจรับฟังหักล้างข้อที่ว่าไทยคมจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ และที่อ้างว่าการอนุมัติวงเงินสินเชื่อนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารนั้น เห็นว่าธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.เอ็กซิมแบงก์ ปี 2536 และอยู่ในการกำกับของ รมว.คลัง จัดเป็นหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในการอนุมัติวงเงินให้รัฐบาลพม่าในครั้งนี้ ก็ได้ความจากพยานซึ่งเป็นอดีตกรรมการเอ็กซิมแบงก์ ว่าเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และโดยการให้สินเชื่อดังกล่าวได้ผลตอบแทนเป็น
ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ จึงต้องขอให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินของคลังมาชดเชย กรณีนี้จึงส่งผลเสียต่องบประมาณของประเทศโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอ็กซิมแบงก์ก็ไม่ได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนี้อีกด้วย
ส่วนที่อ้างว่าการดำเนินการในครั้งนี้พิจารณาผลประโยชน์ของประเทศ โดยทำให้ปตท.สผ.ได้รับสัมปทานบ่อแก๊สที่พม่านั้น เห็นว่าบริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของไทยคม จึงได้ประโยชน์จากการถือหุ้น ย่อมเป็นการไม่สมควรที่จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับพม่า องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่าการดำเนินการกรณีนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่ไทยคมและชินคอร์ป
มติเสียงข้างมาก
7. การดำเนินการทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ใน 5 กรณีพบว่ามีการสั่งการอยู่ 2 กรณีคือการแปลงภาษีสรรพสามิตฯ โดยเป็นการสั่งการและมอบนโยบายให้ปฏิบัติเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่รมว.คลัง รมว.ไอซีที ขรก.และกรรมการในชุดต่างๆ อีกกรณีคือการอนุมัติของเอ็กซิมแบงก์ในการให้วงเงินสินเชื่อแก่พม่า โดยผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการและมอบนโยบายผ่าน รมว.ต่างประเทศ
ส่วนอีก 3 กรณีคือบัตรเติมเงิน การใช้โรมมิ่ง และละเว้นอนุมัติส่งเสริมธุรกิจดาวเทียมในประเทศ ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาล้วนเป็นผู้กำกับดูแลในฐานะนายกฯ มีการไล่เป็นลำดับชั้นได้แก่ รมว.คลัง รมว.คมนาคม รมว.ไอซีที และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ และเป็นประธานบีโอไอ สำหรับคณะกรรมการประสานงานดาวเทียมสื่อสารของประเทศ ข้อ 39 กำหนดให้ปลัดคมนาคม และจนท. ซึ่งเป็นผู้แทนรวม 4 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าว ส่วน กสท และ ทศท แม้จะแปลงเป็นบริษัทแล้วแต่ทั้งสองหน่วยงานแต่ก็ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในกำกับของกระทรวงไอซีที
อีกทั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ก็เป็นสมาชิกพรรค ทรท. โดยที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ในขณะนั้น ประกอบกับทั้งสามกรณีเป็นการเริ่มต้นร้องขอมาจากชินคอร์ป และบริษัทเกี่ยวข้องทั้ง 3 กรณี ฟังจากคำเบิกความจากผู้จัดการผลประโยชน์ ทศท ฯลฯ ได้ความว่าคณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาหลักการตามที่เอไอเอสเสนอต่อ ทศท ในวันที่ 21 และ 28 สิงหาคม และเป็นวาระจรทั้งสองครั้ง ไม่ได้เสนอโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดังที่ได้ปฏิบัติมา
ส่วนกรณีการใช้เครือข่ายร่วมนั้นก็ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ปฏิบัติ และมีการตอบสนองเอไอเอสอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับกรณีดาวเทียมสื่อสารในประเทศ ก็มีวิธีการทำนองเดียวกัน คือให้ รมว.คมนาคมอนุมัติไปก่อนที่คณะกรรมการจะรับรายงานการประชุม ปรากฏจากบันทึกของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากสัญญาสัมปทาน มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ จึงให้ถอนเรื่องออกไป ขณะที่ผู้อำนวยการส่วนวางแผนการเงินก็เบิกความประกอบว่า การดำเนินการเรื่องนี้ค่อนข้างรวดเร็ว และพยายามเสนอให้ทัน 12 เมษายน 2544 ที่มีการประชุมคณะกรรมการ ทศท เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจรัฐเอื้อธุรกิจชินคอร์ป
มติเสียงข้างมาก
8. กรณีให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่
เมื่อผลเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อชินคอร์ป และเป็นการแสดงให้ปรากฏแกคนทั่วไปของกิจการ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มูลค่าหุ้นในชินคอร์ปเพิ่มขึ้น ดังนั้นเงินปันผลค่าหุ้น และเงินขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร ในฐานะนายกฯ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ประกอบพ.ร.บ.รธน.ว่า ป.ป.ช. แต่โดยที่ผู้กล่าวหา และผู้คัดค้าน 1 จึงเห็นวินิจฉัยเสียก่อนว่าศาลจะให้เงินในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่

ความคิดเห็นที่ 33
ไม่ได้ติดตามโดยละเอียด แต่อยากเข้าใจ , 8 มีนาคม 2553 10:31
รบกวนสอบถามค่ะ เพื่อให้อ่านสรุปข้างบนอย่างเข้าใจ
ผู้ถูกกล่าวหา คือ ทักษิณ
ผู้คัดค้านที่ 1 คือใคร และ อันดับอื่นๆ ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 32
ฟังหน่อย , 7 มีนาคม 2553 11:27
คุณว่าศาลไม่ยุติธรรมเพราะตัดสินว่าคุณผิด คนที่สนับสนุนคุณทักษิณฟังหน่อยนะ ถ้าในทางกลับกันสมมุติว่าคุณทักษิณมีโอกาสกลับมาคุมอำนาจ หรือเป็นฝ่ายบริหารแล้วนักโทษในคุกทั้งหมดเห็นคดีนี้ว่าใช้กฎหมู่แล้วต้องยอมให้คุณทักษัณพ้นผิด ถ้าคุณทักษิณเป็นนายกอยู่ แล้วนักโทษเหล่านั้นลุกขึ้นมาบอกว่าศาลไม่ยุติธรรมเพราะไปตัดสินว่าพวกเค้าผิดเราต้องปล่อยนักโทษพวกนั้นใช่มั้ย คุณคิดว่าคุณทักษิณแกจะยอมมั้ย..ฝากให้คิดด้วยนะ
ความคิดเห็นที่ 31
zzzz , 6 มีนาคม 2553 16:28
แผ่นดินไทยยังศักดิ์สิทธิ์อยู่นะ ใครโกงชาติโกงแผ่นดินต้องรับกรรม สมควรแล้ว
ความคิดเห็นที่ 30
ศาลเอียง , 5 มีนาคม 2553 11:19
เทพเทือกเอื้อประโยชน์ยึดป่าสปก.ภูเก็ตนับหมื่นล้านทำไม คตส. ปปช. คมช. ไม่ยึดทรัพย์มั่ง หลักฐานจะแจ้ง
ความคิดเห็นที่ 29
สื่อโจร , 5 มีนาคม 2553 11:15
เมื่อไหร่จะยึดทรัพย์โจรยึดสนามบิน สองแสนล้านเป็นของแผ่นดิน ใช้หนี้แผ่นดิน
ความคิดเห็นที่ 28
เหลืองกินขี้ , 5 มีนาคม 2553 11:12
หาเรื่องไร้สาระ ตั้งธง ศาลสนธิบัง
ความคิดเห็นที่ 27
คณะปฎิวืด!! , 4 มีนาคม 2553 00:45
จาก คห.22 คุณบอยพูดถูกแล้ว ตามหลักปกติก็ต้องเป็นอย่างนั้น รู้สึกว่าคนตรวจสอบเราไม่ชอบหน้าเราก็ขอเปลี่ยนตัวได้ เพราะหากปล่อยให้ทำเรื่องเสร็จเราก็จะติดใจ สงสัย
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย กฎหมายต้องการหลักฐานที่ชัดเจนว่าโกรธเคืองกันอย่างไร ไม่ได้คำนึงว่าผู้กล่าวหายอมรับผู้ตรวจสอบหรือไม่ และ "ไม่ได้คำนึงว่ากลุ่มผู้ตรวจสอบมาจากคณะยึดอำนาจ"
**เรื่องของเรื่อง ถ้า คปค ไม่แต่งตั้ง คตส และ ปปช ชุดคนของตัวเองขึ้นไป มันก็คงดูดีกว่านี้
มันวืด!!
ความคิดเห็นที่ 26
amon , 2 มีนาคม 2553 19:51
จะมีเอกสารเผยแพร่ออกมาให้อ่านหรือป่าวครับ
ความคิดเห็นที่ 25
ขอรับฉันเชิงนโยบาย , 2 มีนาคม 2553 16:43
ยินดีกับทักษิณและญาติพี่น้องด้วยนะขอรับ ที่ได้เงินคืนตั้งสามหมื่นล้าน ที่โดนยึดสี่หมื่นล้านนั่นก็สมตามคำพิพากษาของศาลท่านแล้วนะขอรับ ตอนที่ท่านจะทำชั่ว คนรอบข้างท่านก็ เตือนท่านแล้ว แต่ท่านก็มิได้นำพา กรรมตามสนองท่านแล้ว
ความคิดเห็นที่ 24
หกดหก , 2 มีนาคม 2553 16:13
ต่อจาก คห.22 ผิดถนัด เพราะศาลใช้ระบบไต่สวน.....คตส.แทบจะไม่มีผลเลย....เพราะศาลถามผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง....อิอิอิ
ความคิดเห็นที่ 23
แขม้ว ตักขี้ , 2 มีนาคม 2553 16:12
"การตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ตำรวจผู้กระทำผิดวินัย หากผู้ถูกสอบวินัยเห็นว่ากรรมการผู้สอบมีเหตุโกรถเคืองกับตนสามารถร้องให้ เปลี่ยนตัวกรรมการได้"
คุณ บอยครับ เรื่องที่คุณว่ามา ใครเป็นคนลงดาบ พิพากษา ตำรวจครับ ใช่คณะกรรมการที่ว่านั่นหรือเปล่า ถ้าใช่ แล้วถ้ามีหลักฐานว่ามีเหตุโกรธเคือง ขัดแย้งกันจริง มันก็เปลี่ยนได้
แต่เรื่องยึดทรัพย์นี้ คนตัดสิน คือ ศาล และศาลท่านใช้วิธีไต่สวนครับพี่ แล้วศาลท่านก็เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาร้องแย้ง ไต่สวนเรื่องปฏิปักษ์ ให้เอาหลักฐานมา ว่า คตส. มีเรื่องโกรธแค้น ขัดผลประโยชน์หรือไม่ และคตส.ไม่ใช่คน ลงดาบพิพากษาด้วย
ศาลท่านอ่านคำพิพากษาละเอียด ทุกประเด็น ชัดเจน ท่านอ่านหรือฟังหรือเปล่า?
ความโกรธแค้น ขัดผลประโยชน์ กับการแสดงความคิดเห็น การวิจารณ์ในด้านข้อกฎหมาย มันต่างกันนะพี่
พี่จะเอาเรื่องนี้ ไปเทียบกับเรื่องตำรวจไม่ได้ครับ หรือว่าพี่มีเหตุผลอื่นแย้ง ก็ว่ามา
ความคิดเห็นที่ 22
บอย , 2 มีนาคม 2553 15:55
ต่อจากความคิดที่21 ไม่ได้ว่าศาลไม่ดี...แต่คนทำสำนวนฟ้อง...ไม่สะอาดเพราะเป็นบุคคลที่แสดงตนเป็นฝ่ายตรงข้ามทักษิณอย่างชัดเจน..ผลการสอบย่อมไม่เป็นกลาง
ความคิดเห็นที่ 21
บอย , 2 มีนาคม 2553 15:48
การตั้งคณะกรรมการสอบวินัยตำรวจผู้กระทำผิดวินัย หากผู้ถูกสอบวินัยเห็นว่ากรรมการผู้สอบมีเหตุโกรถเคืองกับตนสามารถร้องให้เปลี่ยนตัวกรรมการได้...แล้วนี้เรื่องใหญ่กว่าตั้งเยอะไปตั้งผู้มีเหตุโกรถเคืองทักษิณมาสอบสวนทักษิณมันมองไม่ดีแต่แรกครับ...แล้วผลก็ไม่น่าจะสะอาด
ความคิดเห็นที่ 20
กาดำ , 2 มีนาคม 2553 11:52
"ก่อนคิดสอนคนอื่น ต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อน"
หลัก
พื้นฐานง่ายๆ ของชาวพุทธ จงใช้ธรรมในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของอารมณ์อคติ
เคารพสิทธิของคนอื่น หลักพื้นฐานประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองสัมผัส
โปรดอย่าด่า ว่า ดูถูกใคร เพราะว่ามันสะท้อนวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้แสดงอย่างแท้จริง
ปล.สังคมชนบทกับสังคมเมือง มันต่างกันมาก เราไม่มันวันเข้าใจหากไม่ได้ไปมีโอกาสสัมผัส "จงอย่าตัดสิน แล้วท่านก็จะไม่ได้รับการตัดสิน" อับราฮัม ลินคอร์น
ความคิดเห็นที่ 19
แขม้ว ตักขี้ , 2 มีนาคม 2553 09:53
ใครปล้นใครครับ "คนเสียภาษี"
ทีตอนมันปล้นชาติ บ้านเมือง ทำไมพี่ไม่เดือดร้อน พี่เสียภาษีให้บ้านเมือง แต่แขม้วเข้ามาปล้น พี่ไม่เดือดร้อนเลย
แต่พอเขาจับได้ เขายึดกลับแผ่นดินคืน จากคนขี้โกง หลอกลวง พี่เดือดร้อน เดือดร้อนมากด้วย มันเป็นพ่อของพี่ เป็นญาติฝ่ายไหนของพี่ครับ ผมอยากรู้
อย่าอ้างไม่เขาไม่เป็นธรรม ตอนมันโกง ปล้น ชาติอยู่ มันเป็นธรรม เหรออ..... พี่ "คนเสียภาษี"
หยุดนิ่งสักนิด อยู่ในความสงบ ตั้งสติ อ่านคำพิพากษาให้เข้าใจ คิดด้วยปัญญา ถ้าทำอย่างนี้แล้ว มันยังลด ละ เลิก รัก หลง ในตัวแขม้วไม่ได้ คงอยู่ที่เวรกรรมแล้วหละ
ความคิดเห็นที่ 18
คนต้องเสียภาษี , 2 มีนาคม 2553 08:29
แบบนี้เขาเรียกว่า....ปล้นกลางแดด...ครับ
ความคิดเห็นที่ 17
แขม้ว ตักขี้ , 2 มีนาคม 2553 07:28
หน้าที ของประชาชน ที่คอยตรวจสอบนักการเมืองทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
แต่ท่านทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลาย อย่าเอาตัวเองไปเป็นเครื่องมือ หรืออย่าตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองขี้ โกง ตัวอย่างเช่น แขม้ว อย่าเอาตัวเองไปสนับสนุนนักการเมืองขี้ฉ้อ ขี้โกง
ถ้าท่านเสื้อแดงต่อสู้อย่างนี้ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของแขม้ว นักการเมืองขี้โกง ไม่ใช่เพียงเพื่อทำไปเพราะรัก หลงใหลแขม้ว เพราะแขม้วสั่ง ถึงจะทำ
ผมว่าทุกคนจะชื่นชม และเป็นการทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
สุดท้ายถ้าท่านจะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เลิกสนับสนุนคนขี้โกงอย่างแขม้วเถอะครับ แล้วท่านเห็นว่าอะไรไม่เป็นธรรม ท่านก็ดำเนินการไป ถ้าไม่เช่นนั้น พวกเสื้อแดง ไม่ใช่แค่ สองมาตรฐาน อย่างที่อ้าง แต่พวกเสื้อแดงจะเป็นพวกไร้มาตรฐาน
ส่วนพวกที่ทำเพื่อเงิน เศษเงินของแขม้ว ก็ปล่อยมันทำไป เดี๋ยวมันก็แพ้ภัยตัวเอง เวรกรรมก็จะตามมันไปเป็นทอดๆไป
เสื้อแดงทุกท่าน โปรดหยุดคิดนิดหนึ่ง นิ่งสงบสติอารมณ์ เมื่อมีสติ ก็ใช้ปัญญาที่ท่านมี คิดถึง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ท่านทรงครองราชย์มานานกว่า 60 ปี ทรงตรากตรำงาน ทรงงาน ทรงสอนเพื่อให้คนไทยเป็นคนดี มีคุณธรรม
อย่าตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว หลอกลวง เป็นนายกไม่กี่ปี สร้างภาพหลอกพวกท่านเสื้อแดง จนงมงาย
หยุดคิดหน่อยเถอะครับ
ความคิดเห็นที่ 16
wee , 2 มีนาคม 2553 05:25
อำนาจตุลาการ เป็นหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราไม่เชื่อ ก็แปลว่าเราไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย แล้วพวกที่ออกมาเรียกร้องหรือกำลังจะก่อตัวก่อม้อบนะ เป็นเพราะไม่เชื่อในการตัดสินหรือมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่พวกคุณเรียกร้องอยู่
สรุปก็คือ กลุ่มเสื้อแดงมากกว่า 90% เรียกร้องเพื่อทักษิณต่างหาก ไม่ได้เรียกร้องเพื่อประชาธปไตยแต่อย่างใด
พวกเขาพยายามบิดเบือนว่า "ทักษิณถูกกลั่นแกล้งโดยอำมาตย์" โดยไม่คิดว่าทักษิณถูกตัดสินโดยระบอบตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสามอำนาจ คือ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ
สรุปก็คือ กลุ่มเสื้อแดงในขณะนี้ คือ "กลุ่มม้อบที่ก่อตัวขึ้นเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตย" ต่างหาก
แล้วเขารวมตัวกันเพื่อเป้าหมายระบอบการปกครองอะไรมาปกครองประเทศไทย?
ความคิดเห็นที่ 15
แชบ๊วย , 1 มีนาคม 2553 20:38
ผู้สมรู้ร่วมคิดต้องถูกดำเนินคดี รัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีแบล็กลิสต์เพราะเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายอยู่แล้ว มีแต่พวกสมรู้ร่วมคิดเท่านั้นต้องหาทางปกป้องตัวเอง วิธีที่ทุกคนจะต้องทำก็คือโยนขี้ให้คนที่อยู่ดูไบแบบตัวใครตัวมัน ในที่สุดลูกไล่ทรยศหมด ความเห็นนี้แปะข้างฝาไว้เลย
ความคิดเห็นที่ 14
เสือหนุ่ม , 1 มีนาคม 2553 14:31
นช ทักษิณ เจ๊ง เพราะ โลภมาก และลุแก่อำนาจรัฐ .... เรื่องหุ้น ทำง่าย ๆ ก็แค่โอนไปศูนย์บริหารหลักทรัพย์ฯ ตลท ก็จบ .... ผ่าไปซุกหุ้นไว้ที่ครอบครัว และญาติ
ความคิดเห็นที่ 13
แขม้ว ตักขี้ , 1 มีนาคม 2553 09:38
ว่าแต่ที่พี่ แขม้ว สาบานแช่งชักหักกระดูกตัวเอง ว่าถ้าโกงให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน
ผมสงสัยว่า ถ้าพี่แขม้ว แกตายไปตอนนี้จริง มันจะเป็นอย่างไรต่อไป เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร คิดไม่ออก
ความคิดเห็นที่ 12
รามโรม , 1 มีนาคม 2553 09:35
ถาม สตช. เรื่องถอดยศ เรื่องหายไปไหน หรือต้องพึ่ง ม.157 จัดการ สตช.
ความคิดเห็นที่ 11
แขม้ว ตักขี้ , 1 มีนาคม 2553 07:48
เราเป็นคนฟังคำพิพากษา ทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งเดิน ใช่เวลายาวนาน อ่านอย่างละเอียด ชัดเจน
ผมเชื่อว่าไม่ว่าฝ่ายไหน ถ้าฟังด้วยจิตใจบริสุทธิ์ หรือสัมมาฐิทิแล้ว ย่อมเข้าใจ ยอมรับได้กับคำพิพากษาแน่นอน
ส่วนคนที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้วแต่ไม่ยอมรับ คงหมดทางเยียวยาแล้วสำหรับคนกลุ่มนั้น
กรรมมุนาวัตตตีโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำชั่ว ได้ชั่ว ทำดี ได้ดี
ความคิดเห็นที่ 10
11 , 1 มีนาคม 2553 04:04
คนมันรัก (ไม่รู้รักเงินหรือรักจริงหรือทั้งสองอย่าง) เหมือนพ่อแม่รู้อยู่เต็มอกว่าลูกมันชั่วก็ยังเข้าข้าง
ความคิดเห็นที่ 9
เฮ้อไม่รู้จะทำยังไง , 28 กุมภาพันธ์ 2553 21:53
คนเสื้อแดงนี่เชื่อจริงๆแล้วว่า เป็นพวกไม่ยอมรับความจริง จริงๆเลย เหมือนบัวใต้น้ำ อย่างนี้ทักษิณถึงรักนัก ชักจูงง่าย
ความคิดเห็นที่ 8
กาดำ , 28 กุมภาพันธ์ 2553 16:09
ตรงเอกฉันท์ แต่ก็เป็นช่วงตัวบทกฎหมาย ของ คปค ซึ่งมันต้องแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเขียนขึ้นมาเองตั้งขึ้นมาเอง ศาลก็มีเพียงหน้าที่ยึดหลักกฎหมายที่ คปค เขียน
แต่เป็นที่น่าสังเกตในส่วนของ ข้อกล่าวหาการใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่ควร นั้น ทั้งหมดเป็น ลงมติเพียงเสียงข้างมาก คล้ายกลับตอนสั่งยุบพรรคเลย
"ปกปิด-อำพรางการครอบครองหุ้นเอกฉันท์"
"การใช้อำนาจเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อชินคอร์ป ไม่มีเอกฉันท์เลยสักข้อ"
ความคิดเห็นที่ 7
lek , 28 กุมภาพันธ์ 2553 13:16
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
แถมกรรมชั่วมาเร็วซะด้วย
ฟังศาลพิจารณาแล้วกระจ่างเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 6
แสงรวี , 27 กุมภาพันธ์ 2553 23:38
ศรัทธาในองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง ๙ ท่าน ที่มีความอดทนได้เยี่ยมถึง ๗ ชั่วโมงกว่า โดยที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลยแม้แต่น้อย แสดงถึงความมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เกินคนธรรมดาจะทำได้
ความคิดเห็นที่ 5
jo. , 27 กุมภาพันธ์ 2553 17:20
คห.1 ระวังคำสาปแช่งของคุณมันจะทำให้ตัวคุณและคนที่คุณเทิดทูลนั้นประสบกับสิ่งที่คุณพูดนะครับ ปล่อยวางบ้างเถอะครับ ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตนเองทั้งสิ้น ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุทั้งนั้น อย่าเที่ยวได้โทษคนอื่นอยู่เลย
ความคิดเห็นที่ 4
ers , 27 กุมภาพันธ์ 2553 16:28
บิ๊กจิ๋วคือคนที่ลดค่าเงินบาทแล้วเอาข้อมูลให้ทักษินสมัยเป็น รมต.ร่วมรัฐบาลจิ๋วเป็นนายก ทำให้ทักษินมีเงินซึ่งรวยจากอัตราแลกเปลี่ยน มีเงินมาซื้อพวก ส.ส. แล้วก็ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง จนนำมาสู่ความวุ่นวายทุกวันนี้
ความคิดเห็นที่ 3
คนไทย , 27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม การใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์เข้าตัวก็เท่ากับลักทรัพย์ของแผ่นดินเป็นของตนเอง ผิดศีลข้อ 2 เงินทองที่ได้ไปจากการนี้จึงตกวิบัติไม่สามารถรักษาไว้ได้
ความคิดเห็นที่ 2
ปอม ปอม , 27 กุมภาพันธ์ 2553 12:01
มองโลกในแง่ดีหน่อย เหลืออีกตั้งครึ่ง