และแล้ววันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ตกเป็นของแผ่นดินก็มาถึง
ท่ามกลางกระแสลุ้นระทึกของผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง คาดว่าค่ำๆ วันนี้ (26 ก.พ.) ก็คงได้รู้ผลกันแล้วว่า "ยึด" หรือ "ไม่ยึด" หากศาลสั่งยึด จะ "ยึดทั้งหมด" หรือ "ยึดบางส่วน"
คดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นคดีที่ 2 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเคยมีคำพิพากษายึดทรัพย์ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข มาแล้ว
การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้วิธีเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเป็นรายคดีโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ละคดีจะมีองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน องค์คณะทุกคนจะต้องเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกา
หลายคนอาจอยากทราบว่า องค์คณะในคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ประกอบด้วยผู้พิพากษาท่านใดบ้าง แต่ละท่านมีประวัติและผลงานอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ
1. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากองค์คณะผู้พิพากษาให้เป็นเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้าที่จะรับหน้าที่สำคัญ นายสมศักดิ์เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาแล้ว 2 คดี คือเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา ตกเป็นจำเลย คดีดังกล่าวนายสมศักดิ์เป็นเสียงข้างมาก 1 ใน 5 เสียงที่พิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 และเห็นควรให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนด 2 ปี
อีกคดีหนึ่งที่ นายสมศักดิ์ นั่งเป็นองค์คณะ คือคดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ตกเป็นจำเลยฐานทุจริตออกโฉนดที่ดินที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ (เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน) โดย นายสมศักดิ์ อยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ที่พิพากษาว่า นายวัฒนา กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่ง ข่มขู่ จูงใจเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ออกโฉนดที่ดินให้กับพวกของตนโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ให้จำคุก 10 ปี
นายสมศักดิ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว
นอกจากนั้น นายสมศักดิ์ ยังเคยเป็นประธานคณะกรรมการไต่สวนคำร้องของ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สมัยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญปราบปรามการทุจริตของวุฒิสภา ที่กล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีออกระเบียบและกำหนดค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เป็นรายเดือนให้กับตนเอง (ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง) ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับคดีไว้พิจารณา และพิพากษาว่า กรรมการ .ป.ป.ช. ชุดดังกล่าวทั้ง 9 คนกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยพิพากษาให้จำคุกกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
2. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา
เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 หลังจากมีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยขณะนั้น นายธานิศ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศร่วมพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยด้วย และร่วมลงมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย แต่นายธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการนำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับย้อนหลังเพื่อกำหนดโทษตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี
หลังจากสิ้นสุดหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศได้โอนย้ายกลับมาเป็นข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เมื่อปี 2552 ทั้งยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว
นายธานิศ เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการเป็นอัยการผู้ช่วย ก่อนสอบได้เป็นผู้พิพากษา และมีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่เรื่อยมา เคยเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลภาษีอากรกลาง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เลขานุการศาลฎีกาในยุคที่มี นายศักดา โมกขมรรคกุล เป็นประธานศาลฎีกา เคยเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
นายธานิศมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ถือเป็นปรมาจารย์ด้านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เป็นผู้แต่งตำรา ป.วิอาญา และเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภา
3. นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์แทน นายบุญรอด ตันประเสริฐ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ที่ขอถอนตัวจากองค์คณะ เนื่องจากป้องกันข้อครหาหลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง "คำพิพากษารั่ว" ในคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราที่มี นายบุญรอด เป็นเจ้าของสำนวน
นอกจากเป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ และทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราแล้ว นายพิทักษ์ยังเคยได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณาความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน (ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน) กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งชี้มูลความผิดนายตำรวจให้ออกจากราชการจากการสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551
4. นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เคยเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน โดยนายพงษ์เทพเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ก่อนจะได้รับเลือกให้ร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ
5. นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา
ได้รับเลือกเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์แทน นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โดยนายอดิศักดิ์ยังเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณาความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้มูลความผิดให้นายตำรวจต้องออกจากราชการฐานสั่งการให้สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิตด้วย
6. ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา
เป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นปี พ.ศ. 2511 ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกา
7. นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์ และองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ. 2527) พ.ศ. 2546 แต่คดีดังกล่าวถูกสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก
8. นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลสหภาพพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากกลุ่มบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลย แต่คดีนี้ถูกสั่งจำหน่ายคดีเอาไว้ชั่วคราวเช่นกัน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหลบหนี นอกจากนี้ นายกำพล ยังเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีหวยบนดินด้วย
9. นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา
เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนต.ค. 2552 ที่ผ่านมา โดยนอกจากคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวแล้ว นายไพโรจน์ยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตด้วย นอกจากนั้น นายไพโรจน์ ยังเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งหมด คือ "9 อรหันต์" ที่จะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นคดีที่ร่วมสร้างบรรทัดฐานของ "ระบบนิติรัฐ" ในประเทศไทย และส่งผลสะเทือนถึงแวดวงการเมืองไทยนับจากนี้ไป!
Tags : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร • วันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

ความคิดเห็นที่ 17
ถามคุณฝนอีกที , 9 เมษายน 2553 06:56
ติดใจคำพูดของคุณที่ว่า "ถ้าไม่ผิดจริงใครก้อทำอะไรคุณไม่ได้หรอก " นี่คุณคิดอย่างนี้จริงๆหรือ ถ้าเป็นอย่างคุณว่าแล้วละก้อคำว่ากลั่นแกล้งหรือตัดสินคดีผิดไปก็จะต้องไม่มีในภาษาไทยสิ คุณไร้เดียงสาจริงๆนะ อายุเท่าไรแล้วนี่ ดูเหมือนอายุสมองจะไม่เกิน 7 ปีนะ
ความคิดเห็นที่ 16
ถามคุณฝน , 9 เมษายน 2553 06:42
คุณมีเหตุผลหรือหลักฐานอะไรที่มาบอกว่าทักษิณขายแผ่นดิน ถ้าเป็นเรื่องขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเสก ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกับการขายชาติแต่อย่างไรเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ลงทุนเท่านั้น การดึงต่างชาติมาลงทุนในไทยถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกร.บ.ทำกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดาวเทียมไทยคมเป็นดาวเทียมพาณิชย์ไม่ใช่ดาวเทียมจารกรรมข้อมูลเพราะอยู่ห่างพื้นโลกเกินกว่าจะดักฟังข้อมูล มิฉนั้นหน่วยความมั่นคงของรัฐและทหารจะยังคงใช้ดาวเทียมพวกนี้หรือ คุณควรหาความรู้ให้มากพอก่อนที่จะว่าคนอื่น มิฉนั้นจะเป็นคำวิจารณ์ที่ไร้คุณภาพ
ความคิดเห็นที่ 15
วรรณ , 9 เมษายน 2553 06:28
ประเทศไทยเต็มไปด้วยคนอคติที่ขาดความยุติธรรม ขาดการหาข้อมูลรอบด้านและไตร่ตรองก่อนสรุปและตัดสินใจ บ้านเมืองถึงขัดแย้งวุ่นวายอย่างนี้ คดียึดทรัพย์ทักษิณนั้นตลกมาก ทุกบริษัทในตลาดหุ้นโตได้ยกเว้นของทักษิณที่ส่วนที่โตถือว่ามาจากการโกงทั้งที่เขาโตเท่าเกณฑ์เฉลี่ยของตลาดหุ้น แต่บริษัทที่โตเป็นหลายๆเท่าของตลาดหุ้น (เช่นปูนโตเป็น7เท่า บ.คิงส์พาวเวอร์ของชวรัตน์โตเป็น9เท่า และยังมีอีกหลายๆบริษัทที่เป็นทำนองนี้)ก็ไม่เป็นไร ประเทศไทยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีเป็นพิเศษสำหรับทักษิณคนเดียว จึงมีส่วนทำให้เสื้อแดงเพิ่มจำนวนเรื่อยๆ ขออวยพรให้คนที่เห็นว่าการตัดสินนี้ยุติธรรมให้มีโอกาสได้รับความยุติธรรมทำนองนี้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 14
วรรณ , 9 เมษายน 2553 06:11
มีที่ไหนที่เลขาศาลออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าหลักฐานไม่ชัดเจนจำเลยต้องถูกพิพากษาให้ผิด ในคดีอาญามีแต่ว่าถ้าหลักฐานไม่ชัดเจนต้องยกประโยชน์ให้จำเลย อย่างนี้ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นผิด ตัวอย่างเช่นจะให้ทักษิณหาหลักฐานอะไรมาแสดงว่าไม่เคยมีการตกลงกับพม่าว่าให้เอาเงิน * ้บางส่วนมาซื้อของในบ.เอไอเอส ที่ถูกต้องควรเป็นว่าถ้าโจทก์หาหลักฐานเหล่านี้ไม่ได้ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
ความคิดเห็นที่ 13
ฝน , 29 มีนาคม 2553 22:12
คนเราเนี้ยะก้อแปลกนะผิดแล้วยังหาว่าคนอื่นเค้ากลั่นแกล้งถ้าไม่ผิดจริงใครก้อทำอะไรคุณไม่ได้หรอก แต่ต้องยอมรับอย่างนึงว่าเวรกรรมมันมีจริงจริง
เสียชาติเกิดมาบนแผ่นดินไทย
แผ่นดินที่ตัวเองอยู่ก้อจะขายให้ต่างชาติ
เลวจริง ๆ
ความคิดเห็นที่ 12
http://newpoliticsparty.spaces.live.com , 28 กุมภาพันธ์ 2553 15:24
ต้องขอชื่นชมองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ และยังดีที่องค์คณะ ไม่มีวิถีคิดเฉกเช่นเดียวกันกับ กกต คือคำว่า นอมินี ไม่มีในกฏหมายไทย
ความคิดเห็นที่ 11
ppp , 27 กุมภาพันธ์ 2553 22:27
ต เข้าใจรัยยาก จริงๆ
ความคิดเห็นที่ 10
นพ , 27 กุมภาพันธ์ 2553 14:17
คนเรามีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน มันก็ยังแพ้ความอคติ ในตัวบุคคลอยุ่ดี
ความคิดเห็นที่ 9
เด็กนอกวัด , 27 กุมภาพันธ์ 2553 08:17
ขนาดเหรียญยังมี2 ด้านเลย แต่สมองคนมี frame of reference มากมาย ทำให้เกิดมุงมองที่แตกต่างกัน แต่เราควรเลือกและให้ความสำคัญสิ่งที่ดีและถูกต้อง และให้หาทางป้องกันและแก้ไข สิ่งที่ไม่ดี
ความคิดเห็นที่ 8
atomic , 26 กุมภาพันธ์ 2553 18:23
เราไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เราก็อย่าเพิ่งสรุป เงินก็อาจจะเป็นของเขาหรือไม่ก็ได้ ใครจะไปรู้ คนทุกคนมีเหตุผลทั้งนั้นแหละที่คนอื่นอาจไม่เข้าใจหรือไม่รู้ก็ได้ แระคนบางคนก็สรุปไปอย่างไม่ถูกต้อง แต่ยังไงถ้าเป็นเงินของเราก็เสียดายนะ มากๆด้วย เ
ความคิดเห็นที่ 7
กาดำ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 16:20
คตส กับ อัยการ เล่นตั้งแง่ หาเรื่องผิดกันเป็น 100ๆ เรื่อง ขนาดนี้ แถมกฎหมายของ คมช ก็ช่วยสะเต็มที่
100ๆ เรื่อง ยิงไม่ถูกสักเรื่องให้มันรู้ไป คมช นี่วางยุทธศาสตร์ เกมส์ยาวจริงๆ!
ความคิดเห็นที่ 6
แขม้ว ตักขี้ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 15:37
คุณ คนรู้จริง ครับ
อยู่ที่ว่าคดีพี่ แขม้วนี้ คุณรู้ได้ไงว่าพี่แขม้วไม่ผิด คุณรู้จริง แค่ไหน? ผมเชื่อแน่นอนว่าคุณไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดแน่นอน ถ้าคุณคิดว่าแขม้วไม่ผิด หรือแม้แต่ว่าคุณคิดว่าแขม้วผิด ผมว่าคุณคิดเอาเอง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลจริง
มันจึงอยู่ที่ว่า คุณฟังข้อเท็จจริงที่ศาลท่านอ่าน และพิจารณาแล้ว คุณจะทำใจยอมรับมันได้หรือเปล่า?
แต่ผมเชื่อว่าคนที่รัก หลง หรือ เกลียด ในตัวแขม้ว มากจนปัญญา มืดบอด ทำให้คนนั้นเข้าใจไม่ได้ในคำตัดสินครั้งนี้ได้แน่นอน
สุดท้ายมันก็อยู่ที่ สติ ปัญญา ของคนทุกคน อย่าให้ความไร้ปัญญา หลง งมงาย เหมือนกรณี น้ำแช่ขยะหยอดตา หรือว่า GT-200 หลอกลวงเอา
คนรวยบางคนอาศัยความไร้ สติ ปัญญา ของคน หลอกลวง เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง โดยละทิ้งประเทศชาติ
ความคิดเห็นที่ 5
แขม้ว ตักขี้ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 15:09
คนรู้จริง....
ถ้าเป็นเงินผม ผมทำผิดหรือไม่ผิด ผมก็รู้ดีกว่าใคร ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเอง หรือคิดแบบเห็นแก่ตัว ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย และต้องพิสูจน์ให็ศาลท่านรู้ และศาลท่านก็ไต่สวนตามหลักฐาน
ถ้าไม่ผิดจริงๆ ศาลท่านก็ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานใดที่บอกว่าผมผิด แล้วยึดเงินผม
ผมถึงบอกว่าให้ตั้งใจรับฟัง ด้วยจิตใจสงบนิ่ง ทำความเข้าใจ หลักฐานกับข้อตัดสิน ยอมรับความจริง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไง และต้องยอมรับ
ถ้าผมโดนตัดสินว่าโดนยึด มันก็เงินผม ใครจะต้องมาเดือดร้อนแทนทำไม
ถ้าผมผิดจริง แล้วโดนยึด แต่ไม่ยอมรับ แล้วไปหลอกคนที่หลงรัก หลงไหลในตัวผมให้ก่อความวุ่นวาย ให้กับประเทศชาติ ถ้าคนไหนรักหลงจน ตามืดบอด ยอมเชื่อและทำตามผม โดยที่ผมนอนนตีพุงสบายสั่งการ พวกคุณและประเทศชาติก็เสียหาย เพียงเพราะว่ารัก หลง จนไร้ปัญญาไตร่ตรอง
ความคิดเห็นที่ 4
เรือ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 14:26
ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไง
ถ้าคนมันผิดจิง ยังไงมันก้อผิดอยู่วันยังค่ำแหละ ก้อแร้วจาไปเดือดร้อนอาไรแทนมันเหล่า จะไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวทำไม แร้วจาไปชุมนุมหาอาไร ชุมนุมแระได้อาไร มีแต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย ตัวเองก้อพลอยมะได้ทำอาไร วัน ๆ ก้อเอาแต่ นั่งชุมนุมเบียดเบียนคนอื่นอยู่นั่นแหละ
แต่ถ้าคนมันไมผิดอ่ะนะ ยังไงมันก้อไม่ผิดอยู่วันยังค่ำแหละ ยังไงศาลก้อต้องตัดสิน
ออ แต่ ถ้าไม่ผิดจิงแระจามีมาเป็นถึงคดี ได้ไงอ่า ยังไงศาลชั้นต้นก้อมะปล่อยให้คนถูกกลายเป็นคนผิดหรอกนะ มันก้อเห็น ๆ กันอยู่อ่ะนะ
นี่ก้อยังโง่กันอยู่ได้
รำคาญเว้ย
ความคิดเห็นที่ 3
รู้แค่นี้ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 14:21
ถ้าได้เงินมาโดยไม่สุจริตมันก็ไม่ใช่เงินของเรา ไม่สมควรเก็บไว้ ต้องคืนเจ้าของเขาไปนะ
ความคิดเห็นที่ 2
คนรู้จริง , 26 กุมภาพันธ์ 2553 14:00
ถ้ามันเป็นเงินของคุณละคุณจะทำอย่างไร
ในเมื่อคุณไม่ได้ทำผิดคุณจะอยู่เชยๆหรึ
ความคิดเห็นที่ 1
แขม้ว ตักขี้ , 26 กุมภาพันธ์ 2553 12:38
เงิน ก็ไม่ใช่เงินเรา
ถ้ายึดมาก็ไม่ใช่เงินเรา
จะลุ้นไปทำไม แค่ตั้งใจฟังศาลท่านให้เข้าใจ ยอมรับผลไม่ว่าจะออกหน้าไหน ก็ให้มันยุติ ดีกว่านะ