การใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
บริษัทที่มีบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป ถือหุ้น 49% คือ หนึ่งในข้อกล่าวหาการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจในเครือชินคอร์ป ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งการอนุมัติโครงการยิงดาวเทียม ไอพี สตาร์ แทนดาวเทียมไทยคม 4 ซึ่งตามสัญญาสัมปทานกำหนดให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเดียวไทยคม 3 และ การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ รวมถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นของชินคอร์ปในชินแซท ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุไว้ในสำนวนคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเอื้อประโยชน์ทั้งสิ้น
แม้ว่าในสำนวนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้กับชินแซท จะไม่มีข้อมูลที่บอกได้ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนสั่งการในเรื่องต่างๆ แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หรือลงนามในการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ทั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ล้วนเป็นรัฐมนตรีที่มาจากพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสิ้น
เริ่มจากการแก้ไขสัญญาอนุมัติให้บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนแปลงรูปแบบการก่อสร้างดาวเทียมไทยคม 4 ซึ่งตาwมสัญญาสัมปทานกำหนดให้เป็นดามเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ลงนามโดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2545
มีจุดเริ่มต้นจากข้อเสนอของชินแซท เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2545 ทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม ขออนุมัติจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) พร้อมกับขอแก้ไขข้อกำหนดทางเทคนิคของดาวเทียมไทยคม 4 เดิม ด้วยเหตุผลในเรื่องความทันสมัยและความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
กระทรวงคมนาคมใช้เวลาพิจารณาเพียง 2 เดือนก็มีหนังสืออนุมัติการขอแก้ไขทางเทคนิค และอนุมัติให้บริษัทสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ในวันที่ 24 ก.ย. 2545 จากนั้นอีก 4 ปี ในปี 2548 ดาวเทียมไอพี สตาร์ ก็ถูกส่งขึ้นวงโคจร
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของ คตส.พบว่า การอนุมัติให้ชินแซท ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น ขัดกับเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน เพราะคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่เหมือนกับดาวเทียมไทยคม 3 จึงเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ไม่ได้ เนื่องจากการอนุมัติให้มีการแก้ไขคุณสมบัติโดยตัดคลื่นความถี่ CU-Band ที่มีในดาวเทียมไทยคม 3 ออกไป
นอกจากนี้ คตส.ยังมีความว่าการอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ เป็นการอนุมัติโครงการใหม่ที่อยู่นอกกรอบสัญญาสัมปทาน เพราะดาวเทียมไอพี สตาร์ มีวัตถุประสงค์ทางการค้าและรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้งานในต่างประเทศ เพราะชินแซทได้ลงทุนสร้างอุปกรณ์ 18 แห่ง ใน 14 ประเทศ
แสดงว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก จึงไม่อยู่ในกรอบสัญญาที่ต้องการให้ใช้สำหรับการสื่อสารในประเทศ หากเหลือให้ต่างประเทศใช้บริการ คตส.จึงมีความเห็นว่า การอนุมัติดังกล่าวถือเป็นเอื้อประโยชน์แก่ชินแซท ไม่ต้องมีการแข่งขันเพื่อยื่นข้อเสนอรับสัมปทานโครงการใหม่
ส่วนกรณีกระทรวงไอซีที อนุมัติค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของตามเทียมไทยคม 3 จำนวน 33,082,960 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้แก่ชินแซท เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากดาวเทียมไทยคม 3 เกิดเหตุขัดข้องเกี่ยวกับระบบพลังงาน จนทำให้ช่องสัญญาณดาวเทียมบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อปลายปี 2546 และบริษัทประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวน 33,082,960 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเก็บไว้ที่บัญชี เอสโครว์ ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ ลงวันที่ 11 ต.ค. 2547
จากนั้นในวันที่ 14 พ.ย. 2546 ไอซีที ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทก 0204/230 ถึงกรรมการผู้อำนวยการ ชินแซท เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ไอซีที ได้อนุมัติเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้บริษัท นำไปดำเนินการตามสัญญาสัมปทานดาวเทียม ข้อ 37 ใน 2 ประเด็น คือ
1. อนุมัติเงินจำนวน 6,765,299 ดอลลาร์สหรัฐ ให้บริษัทเพื่อจัดหาช่องสัญญาณดาวเทียม Intelsat จำนวน 3 ทรานสพอนเดอร์
2. อนุมัติเงินจำนวน 26,236,661 ดอลลาร์สหรัฐ ให้บริษัทสร้างดาวเทียมใหม่ (ไทยคม -3R) โดยมีเงื่อนไขว่า หากมูลค่าการก่อสร้างดาวเทียมดวงดังกล่าวสูงกว่าเงินค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทได้รับ บริษัทต้องรับผิดชอบเงินที่เพิ่มขึ้นเองทั้งหมด
ต่อมาในวันที่ 30 มิ.ย. 2548 ชินแซท ได้ลงนามก่อสร้างดาวเทียมดวงใหม่ พร้อมกับนำเงินค่าสินไหมจำนวน 26.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,083 ล้านบาท ที่ไอซีที อนุมัติให้บริษัทนำไปสร้างดาวเทียมมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีตามมาตรา 67 ทวิ ของประมวลรัษฎากร
จากนั้นวันที่ 14 พ.ย. 2548 นายดำรง เกษมเศรษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร ชินแซท ได้มีหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากร ใน 3 ประเด็น คือ
1. ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทได้รับจากไอซีที จำนวน 26.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ถือเป็นเงินได้ของบริษัทใช่หรือไม่
2. หากเงินค่าสินไหมที่บริษัทได้รับจำนวน 26.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ถือเป็นเงินได้ของบริษัท บริษัทมีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกรมสรรพากรได้ใช่หรือไม่
3. กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวน 400 ล้านบาท จากดาวเทียมไทยคม 3 สามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ใช่หรือไม่
วันที่ 20 ม.ค. 2549 กรมสรรพากร ที่ กค 0708/497 สรุปใจความสำคัญว่า ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทได้รับจากไอซีที ทั้งกรณีค่าสินไหมที่นำไปเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม และค่าสินไหมที่ใช้ในการก่อสร้างดาวเทียมดวงใหม่ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ส่วนความเสียหายของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 400 ล้านบาท ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
อย่างไรก็ตามคตส.ได้มีมติส่งหนังสือให้กรมสรรพากรทบทวนการคืนภาษี พร้อมกับเรียกเก็บภาษีเงินได้ จากบริษัท ชินแซท ประมาณ 377 ล้านบาทแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเงินค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย ของดาวเทียมไทยคม 3 จากกระทรวงไอซีทีจำนวน 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ส่วนการลดสัดส่วนการถือหุ้นของชินคอร์ปในชินแซท จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 51% เป็นไม่ต่ำกว่า 40% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า แก้ไขสัญญาเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 51% เป็นไม่ต่ำกว่า 40% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งฝ่าฝืน พระราชบัญญัติร่วมทุน ปี 2535
เรื่องนี้ ชินแซท ได้เสนอว่า ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัททำไว้กับรัฐบาลเมื่อปี 2534 ได้กำหนดให้ชินคอร์ปจะต้องถือหุ้นในชินแซทไม่ต่ำกว่า 51% โดยไม่ระบุเหตุผลในสัญญา แต่จากการสอบถามทราบว่า เหตุที่ต้องกำหนดสัดส่วนการถือหุ้น เป็นเพราะต้องการให้ผู้รับสัญญาสัมปทานมีความรับผิดชอบในการผลักดันโครงการดาวเทียมให้เกิดขึ้น
หลังจากชินแซทแจ้งความจำนงที่จะขอลดสัดส่วนการถือหุ้นชินคอร์ปแล้ว กระทรวงไอซีที ได้เสนอเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา แต่สำนักงานอัยการ บอกว่าควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา หรือเห็นชอบ กระทรวงไอซีทีจึงส่งเรื่องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น แจ้งกลับมาว่า ไม่ใช่เรื่องที่ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา ทางไอซีทีจึงส่งเรื่องไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง และอัยการก็แจ้งกลับมาว่า เมื่อเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี เห็นว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณา จึงเป็นอำนาจของไอซีทีที่จะพิจารณาอนุมัติ จนกระทั่งมีการลงนามแก้ไขสัญญาในเวลาต่อมา
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาของ คตส.ในกรณีต่างๆ ไม่ได้ทำให้หุ้น ชินคอร์ป มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ แต่ราคาหุ้นขึ้นลงไปทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอัตราที่ใกล้เคียงกันตลอดเวลา
ดังนั้น เงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือได้ทรัพย์มาโดยไม่สมควรตามข้อกล่าว อีกทั้งมาตรการ 5 เอื้อประโยชน์ทั้ง 5 ของที่ คตส.และอัยการกล่าวหานั้น เจ้าหน้าที่รัฐจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเบิกความสอดคล้องกันว่าเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่มีความเสียหายตามข้อกล่าวหาของ คตส. เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังบอกด้วยว่า ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เคยทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย และไม่เคยแม้แต่จะคิดทำการใดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ยิ่งไปกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การที่ถูกปฏิวัติรัฐประหารและตั้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ เป็นเรื่องทางการเมืองทั้งสิ้น
Tags : ชิน แซทเทลไลท์ • ชิน คอร์ปอเรชั่น

ความคิดเห็นที่ 17
Email@email.com , 23 กุมภาพันธ์ 2553 14:03
Red Baffalo....หัวดอ
ความคิดเห็นที่ 16
m , 22 กุมภาพันธ์ 2553 14:17
ซินแสมาศ อย่าไปหลงเชื่อพวกนักต้มตุ๊นอย่าง * มาศมันโม้โกหกทั้งที่ตัวเองไม่มีวิชาอะไรได้แต่มั่วมาก ทำนายไม่ถูกวัดแล้วมีแต่แย่ลง หลอกเงินระวังไว้จะดีกว่า คนพวกนี้มันเป็นนักการตลาด
ความคิดเห็นที่ 15
Jonathan , 22 กุมภาพันธ์ 2553 08:50
ในข้อกล่าวหาการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจในเครือชินคอร์ป ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
หากท่านใดดู TV รายการทางช่อง ไทยทีวีเมื่อคืนนี้ คืนวันอาทิตย์ที่ 21 FEB 2010 ที่ อาจารย์เจิมศักดิ์กับอาจารย์เสรี จะเข้าใจมากขึ้นกว่านี้ ครับ โดยถามตอบกันสั้น ๆ ง่าย ๆ ชาวบ้านเข้าใจ.
ส่วนการตัดสินว่า ผิดถูก อย่างไร ? มากน้อยแค่ไหน ? เป็น ศาล ตัดสินในวันศุกร์ที่ 26 FEB 10 นี้ครับ.
หวังว่า ทุกท่านเคารพกฎหมาย ตามที่ศาล ได้พิจารณาตัดสินแล้ว.
ความคิดเห็นที่ 14
dtm@gmail.com , 22 กุมภาพันธ์ 2553 01:53
อยากได้ความคิดที่อ่านข้อมูลข้างบนแล้วคิดว่าผิดถูกอย่างไรมากกว่าครับ ส่วนคำหยาบๆ หรือดูถูกผู้อื่นเก็บไว้ทั้ง สอง ฝ่ายนะครับ
ความคิดเห็นที่ 13
he is sick , 22 กุมภาพันธ์ 2553 00:17
ทักษิณ เนี่ยนะคนดี ขำว่ะ
คนอกตัญญูจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่พอเข้ามาเป็นนายกก็ต้องขึ้นศาลคดีซุกหุ้นภาค1 จะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่เห็นชีวิตคนอื่นไม่มีค่าจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่สอนให้ลูกโกงจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่ทำคุณกับคนเพื่อหวังผลตอบแทนจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่ทวงบุญคุญคนจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่แบล็คเมล์คนอื่นจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่โกหกปลิ้นปล้อนจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่หลอกคนมาทำความผิดเพื่อตัวเองจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่ทำประเทศชาติแตกแยกจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
คนที่หลอกทุกคนแม้กระทั่งตัวเองจะเป็นคนดีไปได้ยังไง
ความคิดเห็นที่ 12
Liam buster , 21 กุมภาพันธ์ 2553 21:10
ฟายแดง คห10 เป็นเอามาก หมดมุขกระบือแล้วสินะ ไม่ต้องรัวขนาดนั้น ไม่ต้องกลัวอดได้ตังส์ แค่ 7 หมื่นล้านจิ๊บจ๊อยสำหรับไ..อ้หน้าเหลี่ยมบิดาคุณ หัวขวดมันคงไม่กล้าเบี้ยวหรอก
ความคิดเห็นที่ 11
wee , 21 กุมภาพันธ์ 2553 21:03
คห.10 นี่ ยอดจริง ๆ คุณเป็นคนที่มีอุดมการมั่นคงจริง ๆ ยอมรับครับ
ขนาดเขาหาหลักฐานเพื่อมัดตัวบิดาของคุณถึงดิ้นไม่หลุด คุณยังเชลียร์เขาอีก ขอนับถือครับ
คตส. นะ เขามีหน้าที่รวบรวมหลักฐานส่งให้ศาลตัดสินครับ เหมือนอัยการ แต่ถ้าผ่านขบวนการทางอัยการมันจะล่าช้า นี่ขนาดเร่ง ๆ แล้วนะ ยังต้องใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อรวบรวมหลักฐานและให้บิดาของคุณเข้ามาแก้ข้อกล่าวหาตลอดเวลา
คุณรู้ไหมครับ บิดาของคุณเขาตะแบงว่า ทรัพย์ที่จะถูกยึดมิใช่ของเขา เป็นของลูกเมียเขา
ถ้าคุณจะสู้เพื่อบิดาคุณ คุณคิดใหม่ได้นะครับ เพราะบิดาคุณเขาบอกว่าไม่ใช่เงินของเขาแล้ว
เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ได้แล้วครับ คือ สู้เพื่อลูกเมียทักษิณ
ความคิดเห็นที่ 10
เดรัจฉานสนธิ , 21 กุมภาพันธ์ 2553 18:19
ถามหน่อยครับ คุณที่ยึดติดกับการเป็นขี้ข้าอำมาตย์ อ่านภาษาไทย ความเห็นคนเสื้อแดงเข้าใจกันมั้ยครับ ไม่น่าโง่ถามเลยจิงๆ
บอกไม่ทันขาดคำปลวกเหลืองขี้ข้าอำมาตย์รีบออกมารับจ้างโพสต์ทันที ต้องเร่งทำงาน ช่วยโจรปล้นทรัพย์ให้ทันวันที่ 26 จะได้อ้างขอส่วนแบ่งสินบน คอยดูหลังยึดทรัพย์ โจรจะแย่งกันขอส่วนแบ่งฆ่ากันเลือดนองแบบหนังคาวบอย เพราะพวกนี้ทำชั่วด้วยความโลภอยากรวยทางลัด ทำสื่อก็เจ๊ง ทำมาหากินสุจริตไม่เป็นต้องอาศัยการโกหกปลิ้นปล้อนปล้นอำนาจปล้นทรัพย์
ความคิดเห็นที่ 9
kiddee , 21 กุมภาพันธ์ 2553 17:29
ถามหน่อยครับ คุณที่ยึดติดกับสีแดง อ่านบทวิเคราะห์ข่าวด้านบนแล้วเข้าใจกันมั้ยครับ ถึงได้ร้อนตัวมาใช้คำพูดแย่ๆกันแบบนี้ เฮ้อ..
ความคิดเห็นที่ 8
โง่ไม่โง่ก..รูโชว์ดะ , 21 กุมภาพันธ์ 2553 15:54
บอกไม่ทันขาดคำแดงปลวกรับจ้างโพสต์มาทันที ต้องเร่งทำงาน เดี๋ยววางบิลไม่ทันวันที่ 26
ความคิดเห็นที่ 7
dtm@gmail.com , 21 กุมภาพันธ์ 2553 12:04
อ่านแล้วได้ความรู้ดีนะครับเอาเป็นข้อดีกว่า
1 การที่คตสบอกว่าไทยคม4มีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนไทยคม3จึงเป็นดาวเทียมสำรองไม่ได้ ข้อนี้ดูแล้วคงไม่เข้าใจธุรกิจด้านนี้ครับซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
การเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมไม่มีผลอะไรต่อรัฐเลยครับ ข้อนี้ทำให้คตสหมดความสง่าเหมือนจงใจจับผิดทุกเรื่องครับ
2 ส่วนเงินที่ทำประกันไว้เมื่อเสียหายประกันจ่ายมา เงินนั้นต้องเสียภาษีด้วยหรือครับ คนทั่วไปที่ไม่สบายได้เงินมาจากบริษัทประกันต้องเป็นภาษีส่วนบุคคลไหมครับ
pttep ที่แท่นระเบิดที่ออสเตเรีย
เงินที่ทำประกันไว้3000ล้านที่เอาไว้ซ่อมฐานต้องเสียภาษีด้วยไช่ไหมครับ ข้อนี้งงเต็กครับ
3 การลดถือหุ้นจาก51%เหลือไม่ต่ำกว่า40%ปัญหาคืออะไรครับ
shinจะได้ประโยชน์อะไร และรัฐเสียประโยชน์อะไรครับ ข้อนี้ก็งงครับ
ขอขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 6
อำมาตย์ตะกายฟ้า , 21 กุมภาพันธ์ 2553 09:44
#4 เด็กน้อยขี้ข้าอำมาตย์โจรปล้นชาติ ปากดีกลับไปดูดหัวแม่ตรีนสนธิเถอะ
แดงไม่สนใจอ่านเรื่องไร้สาระเพระรู้ว่ามีการตั้งธงยึดทรัพย์จากขี้ข้า คมช. สื่อก็ไม่เป็นกลางตกเป็นขี้ข้าพวกโจรปล้นทรัพย์ เสียเวลาอ่านเรื่องโกหกใส่ร้ายป้ายสี..เพราะมันเป็นขบวนการเผด็จการขี้ข้าอำมาตย์ ใครอยากโง่ก็ดูสื่อเอียงข้างสื่อหลักที่รัฐบาลโจรปลุกปั่นหัวประชาชนเพื่อปล้นทรัพย์
ความคิดเห็นที่ 5
บาป , 21 กุมภาพันธ์ 2553 09:36
ฮา ฮา จะยึดทรัพย์ข้อหาอะไร ขบวนการโจรปล้นอำนาจ ปล้นทรัพย์ ขี้ข้าอำมาตย์หยุดทำชั่วเถอะครับ พวกโจรยึดสนามบินสำนึกบาปพากันไปมอบตัวติดคุกเถอะ อย่าทำลายประเทศให้เสียหายมากไปกว่านี้เลย ใส่ร้ายป้ายสีคนดีทำประโยชน์ให้ประเทศ...มันบาป
ความคิดเห็นที่ 4
wee , 20 กุมภาพันธ์ 2553 19:50
ทุกท่านแปลกใจไหมครับ ทำไมพวกหางแดงถึงไม่มาเพ่นพ่านในข้อความไตรภาคนี้ เพราะมรันรู้ว่าไม่สามารถหลอกชนชั้นกลางที่มีความรู้ได้
มรันไปหลอกตาสีตาสาด้วยวิทยุชุมชนดีกว่า บิดเบือนข่าวได้มรันปากกว่า หลอกพวกโง่ ๆ ได้มากกว่า
ผมวิเคราะห์แล้วว่ารัฐจะไม่ปราบปรามจนกว่าพวกหางแดงจะเพลี่ยงพล้ำ ก่อการจลาจลหรือความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อมีการปราบปรามจะเกิดความชอบธรรมและจะล้างได้ทั้งโคตร โดยจะมีประชาชนคนชั้นกลางขึ้นไป จะเข้าสู่ขบวนการปราบปรามด้วย แต่การรอให้ถึงวันนั้น เราจะต้องเสียมวลชนไปอีกเท่าไร ที่หลงผิดไปอยู่กับพวกหางแดง
มรันน่าสงสารจริง ๆ สำหรับพวกที่บริโภคสื่อผิด ๆ และพวกนี้จะตกเป็นเหยื่อไปตายแทน นช.ทักษิณและกลุ่มผู้นำหางแดงทั้งหลาย
ความคิดเห็นที่ 3
http://newpoliticsparty.spaces.live.com , 20 กุมภาพันธ์ 2553 15:54
ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้แหละนะ รับกรรมเถิด กรรมดี ก็รับกรรมดี กรรมชั่ว ก็รับกรรมชั่วเถิด ใครที่เคยบอกว่า ทำชั่วได้ดีมีถมไปนั้น สงสัยจะไม่ขลังคงประพันแน่แท้ การเพิ่มความสุขอย่างหนึ่ง คือปล่อยใจเพื่อสาธารณะบ้าง ก็ช่วยเพิ่มความสุขอย่างหนึ่ง แม้เดินไปสวนสาธารณะ จะเก็บขยะที่เกลื่อนลงถังขยะบ้าง ก็จะช่วยให้สุขใจได้
ความคิดเห็นที่ 2
bowsaint , 20 กุมภาพันธ์ 2553 15:10
*กราบขออภัยหากข้อความนี้รบกวนท่าน*
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับว่า ผมเองเป็นวิศวกรทำงานมาร่วม 10 ปี ทำยังไงก็ไม่รวยซักที
ผมก็หางานทางเนตมาเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถูกใจ จนมาเจอธุรกิจนี้ ผมก็ค่อนข้างมีทัศนคติที่ดี กับธุรกิจนี้
เพราะ ไม่ต้องอบรม ไม่ต้องคลิกโฆษณา ไม่ต้องขาย ไม่ต้องนั่งอ่านเมล์ ไม่ต้องเปิดคอมฯทิ้งไว้เก็บคะแนน
แต่ที่มันยังติดอยู่นิดนึงตอนเริ่มแรก ก็คือ มันต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละ 10 ดอลล่า (ประมาณ350บาท)
นี่หละปัญหา แต่ที่ผมตัดสินใจลองทำ ก็เพราะว่า เค้าให้ทดลองทำ"ฟรี" 7 วัน
ไม่พอใจก็ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องเสียเงินซักบาท ผมก็ต้องลองซิ
"ของฟรีใครก็ชอบ" ใช่ใหมครับ มันไม่เสียหายหนิ
ถ้าผมจะลองหารายได้แบบฟรีๆ ลองตามไปดูรายละเอียดกันครับ ไปที่
http://www.21millionaire.ws
ความคิดเห็นที่ 1
อืด... , 20 กุมภาพันธ์ 2553 08:15
คตส.ได้มีมติส่งหนังสือให้กรมสรรพากรทบทวนการคืนภาษี พร้อมกับเรียกเก็บภาษีเงินได้ จากบริษัท ชินแซท ประมาณ 377 ล้านบาท...แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ
กรมสรรพากรมันทำอะไรอยู่วะ...