กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 02:00

ไตรภาคยึดทรัพย์ "ทักษิณ" ภาคสอง (10):ภาษีสรรพสามิต ปกป้อง "เอไอเอส" ขวางเปิดเสรี โทรคมนาคม

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ประเด็นหลักคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทนั้น เริ่มต้นจากการพิสูจน์ ปม "ซุกหุ้น"...จากข้อกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯใช้นอมินี คือ

วินมาร์ค และ แอมเพิลริช ถือครองหุ้นชินคอร์ป รวมไปถึงข้อกล่าวหา "ร่ำรวยผิดปกติและการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่" ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเอื้อประโยชน์ใน 5มาตรการ คือ

1.แปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ให้แก่ บจก.ชินคอร์ป หรือไม่

2.พ.ต.ท. ทักษิณ  ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ที่ต้องจ่ายให้ ทศท จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน หรือ Prepaid Card ให้บริษัท AIS เป็น 20% จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบอัตราก้าวหน้าในอัตรา 25-30% หรือไม่
 3. พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular MOBILE Telephone) เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และ AIS โดยแก้ไขให้ AIS เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นที่มีผลให้ AIS ไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 18,970,579,711 บาท ให้แก่ ทศท และ กสท หรือไม่ และ

4.พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อนุมัติโครงการยิงดาวเทียม IP STAR การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ลงวันที่ 27 ต.ค. 2547 การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ป และ บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด หรือไม่

5. พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงินเอ็กซิมแบงก์ จำนวน 4,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า จาก ชิน แซทฯ หรือไม่

ในส่วนแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต นั้น (หมายเหตุ:การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Roaming ได้รายงานในฉบับวันที่ 17 ก.พ. 2553) ในคำฟ้องของอัยการ

จุดเริ่มต้นของข้อกล่าวหา แปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต มาจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัททีโอที ได้มีหนังสือร้องเรียนต่อ คตส. ว่าการแปลงสัมปทานนั้น ไม่ถูกต้องตามกระบวนการบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการโทรคมนาคมของชาติ และทำให้บริษัทเอกชน ที่เกี่ยวโยงกับครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับประโยชน์อย่างมาก คตส.จึงมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯดังกล่าว ก่อนที่อัยการจะนำไปสู่การฟ้องร้องดังกล่าว

อัยการเห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีนอกจากไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่า สัมปทานหรือสัญญาใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ นั้นยังคงสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิม ตามที่ได้รับอนุญาตสัมปทานหรือสัญญานั้นต่อไป จนกว่าการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุด

โดยระหว่างประกอบกิจการดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวและตามเงื่อนไขที่"กทช."กำหนดบนพื้นฐานของหลักการแข่งขันอย่างเสรีและอย่างเป็นธรรม

พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด เพราะอำนาจในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นอำนาจของ กทช.

ดังนั้น การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค. 2546 และมีมติ ครม.วันที่ 11 ก.พ. 2546 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากกิจการโทรคมนาคมและให้ค่าสัมปทานหักกับภาษีสรรพสามิตนั้น จึงเป็นการดำเนินการนอกเหนืออำนาจของตนเอง

ขณะเดียวกันการออกกฎหมายดังกล่าว เป็นการสร้างกลไกทางกฎหมาย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องและยึดครองตลาดโทรคมนาคม ซึ่งบริษัทเอไอเอส เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุด และชินคอร์ป เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ส่วนมุมมองของสองพยานที่สำคัญนั้น บันทึกไว้เช่นนี้

"สิทธิชัย โภไคยอุดม" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เบิกความว่า ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ และดาวเทียม ไอพี สตาร์ ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเห็นว่า เมื่อ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทศท คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) อ่อนแอลงทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่จะได้รับบริการด้านโทรคมนาคม 

โดยพยานมีข้อสงสัยว่า เมื่อรัฐบาลมีนโยบายในการเรียกเก็บภาษีแสดงว่า รัฐบาลต้องการหารายได้ แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมีมติให้เอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตคืนจากรัฐได้ ซึ่งทำให้รัฐไม่ได้เงิน แม้มีบางคนอ้างว่าไม่ได้ทำให้รัฐเสียหายที่จะต้องจ่ายเงิน แต่พยานเห็นว่าเป็นการทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพราะไม่สามารถนำรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตเข้าสู่รัฐได้ พยานจึงเสนอ ครม.สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ ให้ยกเลิกมติ ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อนุญาตให้เอกชนเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตคืนจากรัฐได้

เมื่อ ครม.พล.อ.สุรยุทธ์ ยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าวแล้ว กรมสรรพสามิต สามารถเรียกเก็บภาษีได้จำนวนกว่า 1 พันล้านบาทเศษภายในระยะเวลา 1 เดือน นอกเหนือจากส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการต้องจ่ายให้แก่รัฐ

นายสิทธิชัย อดีต รมว.ไอซีที เบิกความต่อว่า การเปลี่ยนแปลงการเก็บค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้แบ่งจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตได้นั้น "เป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทางธุรกิจอย่างแยบยล"ไม่ให้นักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศหรือมาเป็นคู่แข่ง  ขณะที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้ผู้ให้บริการรายเดิมจะต้องลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่าน่าจะได้กำไรจากการลงทุนไปนานแล้ว เนื่องจากเริ่มแรกของการให้บริการประชาชนต้องเสียค่าใช้บริการในอัตราที่สูงถึงนาทีละ 8-12 บาท มานานกว่า 10-15 ปี และที่อ้างว่าสถานีเครือข่ายที่ก่อสร้างได้โอนให้รัฐตามสัญญาแล้วเป็นเพียงข้อความในกระดาษ เพราะความจริงแล้วผู้ให้บริการรายเดิมยังคงใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน

“ที่อ้างว่าต่างชาติมาลงทุนไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เสียแค่ค่าธรรมเนียม 6% เสียภาษี 10% แต่ความจริงแล้วผู้ลงทุนต่างชาติต้องใช้เงินลงทุน 1-2 แสนล้านบาทเหมือนกัน ส่วนภาษีสรรพสามิตขึ้นอยู่กับ ครม.จะมีมติให้เรียกเก็บ โดยมีเพดานสูงสุดที่ 50% ซึ่ง ครม. ขณะนั้นจะเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเมื่อใดก็ได้ ซึ่งผู้ให้บริการรายเดิมไม่เสียหายแต่ผู้ลงทุนต่างชาติคงไม่ไหว ดังนั้นจึงไม่มีใครมาลงทุน จึงเห็นว่าเป็นการผูกขาดการลงทุนให้อยู่กับผู้ให้บริการรายเดิม”

ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณซักค้านว่า ผู้ร้องเรียนกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นพนักงานของ กสท. และ ทศท ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียเพราะหากมีการยกเลิกแล้วเงินรายได้จะเข้าสู่ กสท และ ทศท ทำให้ได้รับเงินเดือนและโบนัสเพิ่มขึ้น นายสิทธิชัย อดีต รมว.ไอซีที กล่าวว่า เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วรายได้จะเข้าสู่รัฐ

ขณะที่ "สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์" รองประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หนึ่งในพยาน ได้ตอบข้อซักถาม เกี่ยวกับมติ ครม.สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2541 ที่กำหนดให้มีการเปิดเสรีทางโทรคมนาคม 4 ประเภท ได้แก่โทรศัพท์พื้นฐาน แฟกซ์ เทเลพิมพ์ และเทเลกราฟ จนนำมาสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต นั้นว่า

เป็นการตีความที่ผิดพลาด เนื่องจากการแก้ไขเป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเสรี และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ต่อมากระทรวงคมนาคม ได้จ้างบริษัท ธนสาร และบริษัทที่ปรึกษาอื่นรวม 3 บริษัทเกี่ยวกับการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ขณะเดียวกันคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองส่วนมีความเห็นด้วยและเห็นแตกต่างกันแต่ล้วนทำให้รัฐเสียหายโดยเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน เช่น บริษัท ธนสาร เสนอให้ยุติการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐตามที่เคยทำสัญญาสัมปทานไว้ ส่วนคณะอนุฯ ของรัฐวิสาหกิจ เสนอให้โอนโครงข่ายโทรศัพท์เป็นของรัฐตามเปอร์เซ็นต์ หรือแปลงค่าสัมปทานเป็นหุ้น หากดูผิวเผินเหมือนเป็นข้อเสนอที่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วค่าสัมปทานนั้นเป็นรายได้ที่ต้องจ่ายให้รัฐก่อนที่จะหักรายจ่ายอื่นๆ แต่ถ้าเป็นหุ้นต้องถูกหักรายจ่ายก่อนปันผล จึงเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

นายสมเกียรติ  เบิกความอีกว่า ต่อมากระทรวงคมนาคมได้จ้างให้พยานร่วมกับนักวิชาการประมาณ 10 คน พิจารณาความเห็นของทั้งสองฝ่ายซึ่งสรุปว่า การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่มีความจำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์ และตามหลักการการแก้ไขสัญญาก็ไม่ควรไปเพิ่มประโยชน์ให้กับคู่สัญญามากกว่าสัญญาที่ทำไว้เดิมโดยเฉพาะการโอนสิทธิต่างๆ ที่รัฐควรได้รับ แบ่งไปให้กับเอกชน

ส่วนหลักการเก็บภาษีสรรพสามิตเนื่องจากรัฐต้องการหารายได้และจะเก็บภาษีในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จะก่อให้ความเดือดร้อนกับผู้บริโภคหรือสังคมในภายหลังทั้งทางด้านสุขภาพ และมลภาวะ เช่น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ แต่ในส่วนของการให้บริการกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวม โดยหลักการรัฐควรอุดหนุนด้วยการจัดสรรเงินให้ผู้ประกอบการเพื่อดำเนินกิจการได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กทช. ได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงเพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ดังนั้น การเก็บภาษีกิจการโทรคมนาคมจึงไม่ใช่การสนับสนุน ส่วนการแก้ไข พ.ร.ก.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคม ที่สูงถึงอัตรา 50% นั้น ไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งเนื่องจากต้องขอความเห็นชอบของสภาแล้วจึงออกเป็นมติ ครม.ในการปรับลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ตามปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวเลขอัตราการเก็บภาษี แต่อยู่ที่เหตุใดจึงต้องมีการเรียกเก็บภาษีโทรคมนาคมตั้งแต่แรก

ต่อมา ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมติ ครม. ลดหย่อนการเก็บภาษีสรรพสามิตและให้นำมาหักค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐได้ซึ่งทำให้เงินไม่เข้ารัฐ ดังนั้นการอ้างว่าจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพราะความจำเป็นด้านเศรษฐกิจที่ต้องหารายได้ จึงขัดแย้งกับเหตุผลของตัวเองที่ยกเว้นการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการบางราย และการดำเนินการดังกล่าวยังเสมือนกับผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมไม่ต้องเสียภาษี แต่เอาค่าสัมปทานที่จะต้องจ่ายรัฐ มาจ่ายเป็นค่าภาษีแทน  ขณะที่หาก ครม.มีมติเก็บภาษีในอัตรา 25% เท่ากับรัฐไม่มีรายได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดก็กลายเป็นว่าต้องเสียภาษีนอกเหนือค่าธรรมเนียมให้ กทช. อีก 6% ซึ่งไม่สามารถนำรายได้แบ่งหักอะไรได้ ส่งผลทำให้การเข้าสู่ตลาดยากขึ้น โดยยังไม่นับปัจจัยทางการเมืองที่ขณะนั้นที่นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ อีกทั้งการเรียกเก็บภาษีโดยกระทรวงการคลังก็เชื่อมโยงกับการเมืองที่จะกำหนดการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่

ดังนั้น มติ ครม.ที่ให้แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และให้นำไปหักลดการจ่ายเงินให้กับรัฐจึงไม่สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคมซึ่งไม่มีข้อใดระบุว่าให้เก็บภาษีสรรพสามิต

“ตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 เลขหมาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการที่สูง ทำให้เอกชนได้ผลกำไรตลอดไป แม้ค่าบริการจะลดลงจากเมื่อก่อนมากก็ตาม แต่หากมีการแข่งขันที่เป็นธรรมกว่านี้จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการน้อยกว่านี้มาก เห็นว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกีดกันการแข่งขันกิจการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง”

 

Tags : เอ ไอ เอส ซุกหุ้น

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12

เสริมคุณ คห.10 หน่อย
หมาขี้เรื้อน อยู่กลางแจ้งอยู่กลางแดด มันก็แสบก็คัน อยู่ในร่ม อยู่ที่หนาวมันก็เจ็บก็คัน อยู่ในน้ำมันก็แสบก็เปื่อย คนมันเลวอยู่ที่ไหนมันก็เลว จะมองมุมไหนมันก็เลว หรือถ้าไม่มีใครเห็น เวรกรรมมันก็จะจัดการมันเอง

ความคิดเห็นที่ 11

คุณ dtm

ทักษิณน่าจะจ้างคุณเป็นทนายนะ เห็นแก้ได้ทุกปมเลย พวกเราตบมือให้หน่อย ไม่ต้องบ่นว่าเมื่อยมือหรอก ผมว่าคุณได้มาคุ้มค่ากว่าค่าเหนื่อยนะ ผมชอบที่คุณเขียนว่า "ไม่อยากให้ความเกลียดมาบดบังปัญญา" ผมเองก็ไม่อยากให้ความหลงไหลในตัวทักษิณมาบดบังคนเก่งๆอย่างคุณเหมือนกัน ผมอยากให้คุณมองทั้งในแง่กฎหมาย แรงจูงใจ ศีลธรรม ประวัติความเป็นมาของเรื่องราว คำพูดของทักษิณและข้อเท็จจริงที่มันออกมา เอาง่ายๆ ณ เวลานี้ทักษิณใช้เงินมากมายมาป่วนประเทศชาติตั้งแต่เมษาปีที่แล้วมาจนปัจจุบัน มีการลงทุนในต่างประเทศมากมาย ซื้อเครื่องบินส่วนตัว ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ซื้ออสังหามากมาย คุณบอกหน่อยซิว่าเอาเงินมาจากไหน ไหนบอกว่ามีแค่สามหมื่นล้านก่อนเข้าการเมือง เมื่อโดนยึดเงินที่หว่านใช้ในปัจจุบันมาจากไหน คุณอาจคิดว่าทักษิณโดนรังแกจึงสู้เหมือนที่คุณกำลังทำ แต่มันบ่งบอกว่าคนๆนี้เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ประเทศเจ๊งไม่เป็นไร ขอให้ได้ป่วนได้ทำลายเป็นพอ คนๆนี้ในอดีตคิดถึงแต่ตนเอง ผูกขาดความคิด คบ รสช เพื่อผูกขาด เป็นนายกก็เป็นเผด็จการในการตัดสินใจทุกอย่าง ตอนเกิดสึนามิ เคยได้ยินคนนี้ใช้เงินตัวเองบริจาคหรือไม่ ผมเห็นแต่ให้คนส่ง SMS แล้วแบ่งส่วนกำไรไปช่วยแต่ตัวเองก็รวยด้วยช่างเป็นการทำกุศลที่น่าลงทุนมาก คุณดูวีรบุรุษทักษิณของคุณซิ มีเงินขนาดนี้ยังไม่รู้จักคำว่า พอ ยังดิ้นรนเพื่ออำนาจและเงินตราไม่มีวันหยุด นี่แหละชีวิตของคนจนที่แท้จริง

ความคิดเห็นที่ 10

คุณ คคห.1
ผมว่าคนเลวอยู่ที่ไหนก็ก็เลว เป็นนักธุรกิจ ก็เป็นนักธุรกิจที่เลว ไปเป็นนักการเมือง ก็เป็นนักการเมื่องที่เลว
ยิ่งถ้าได้เป็นนักธุรกิจ+นักการเมื่องด้วย ก็ยิ่งเลวทั้งคู่
ลองไปอ่านนิทานเรื่องหมาขี้เรื้อนดูครับ หมาขี้เรื้อนอยู่ที่ไหนก็คัน แต่ชอบไปโทษสถานที่ที่ตัวเองไปอยู่ว่าเป็นเหตุให้ตัวเองต้องคัน ไม่ดูตัวเองว่าอาการคันมันเกิดจากตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 9

แก้กฎแล้วตัวเองได้ประโยชน์

ยังไงก็ผิดครับ มองได้มุมเดียวครับ

ไม้ต้องมองมุมอื่นเลย

ความคิดเห็นที่ 8

จริงแล้วผมเคยชอบ (ไม่ได้รัก จนหลง) พี่แขม้วตอนแรก และตอนนี้ก็ไม่ได้เกลียด
ผมเชื่อว่าคนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด เขาไม่ได้ใช้ความรู้ทำลายใครที่เขาเกลียด ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้เกลียดคุณแขม้ว จึงทำเช่นนี้ ความเกลียดมันไม่มีผลต่อกระบวนการยุติธรรม ไม่มีผลต่อการตัดสินของศาล
การกล่าวว่าคนนั้นคนนี้ใช้ความรู้ทำลายใครด้วยความเกลียดชัง นอกจากมันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว มันเป็นการบิดเบือนอย่างหนึ่ง ให้คนรู้สึกว่าแขม้วโดนกลั่นแกล้ง อย่างที่แขม้วกล่าวอยู่เรื่อยมา

ความคิดเห็นที่ 7

ตอบ คห5
ถ้ามองบางจุดไม่เห็นด้วยบอกได้นะครับ
ผมอยากจะรู้ว่ามีใครอ่านข้อความข้างบนอย่างละเอียดแล้วทำความเข้าใจจริงๆ
อาจจะบางส่วนก็ได้ครับ มากกว่าการกล่าว
หรือพูดลอยๆครับว่าคนโน้นเป็นอย่างนี้
คนนั้นเป็นอย่างนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6

นช.ทักษิณ เคยพูดไว้ว่า คนไทยจะมีแต่คนรวย ถ้าทำให้คนไทยทุกคนรวยได้จริง โดยการโกงกิน ขายชาติ เผาบ้านเมือง ค้าขายเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านตลอด เหมือนที่ นช.ทักษิณ และครอบครัว และพรรคพวกร่วมกันทำ และตอนนี้ นช.ทักษิณ ไม่มีแผ่นดินเหยียบ ไม่มีประเทศอยู่ แล้วจะไปช่วยใครได้ ล่ะครับ แปลกมั๊ย ? ครับ ที่คนทำเพื่อประเทศชาติ ไม่แผ่นดินเหยียบ ไม่มีประเทศอยู่ ต้องคดีเป็นหางว่า แล้วบอกว่า ตัวเองทำเพื่อประเทศชาติ

เป็นคนดีถึงยากจน ก็ยังมีแผ่นดินเหยียบมีประเทศให้อยู่ ไม่ได้ไปทำผิดกฎหมายใด ใครก็ทำอะไรไม่ได้ ดอก ครับ.

ความคิดเห็นที่ 5

คนบางคน ตายังมองเห็น หูยังได้ยินดี แต่ความจริงเขาเป็นคนหูหนวก ตาบอดไปแล้ว ยิ่งปัญญาก็บอด แต่บอกให้คนอื่นใช้ปัญญา ระวังคนพวกนี้ให้ดีครับพี่น้อง

ความคิดเห็นที่ 4

อ่านแล้วสนุกจังเรื่องนี้น่าจะเปิดห้องซักห้องมาdiscussกันให้มันน่าจะดีนะครับ เอาเป็นข้อๆนะครับ
1 สัมปทานที่ต้องจ่ายเวลาจ่ายต้องจ่ายให้กสท หรือ ทศท ไม่ได้รัฐโดยตรง ก็ต้องดูว่า
กสท หรือ ทศท โอนเงินให้รัฐ มากแค่ไหนต่อปี เพราะภาษีสรรพสามิตนั้นเข้ารัฐโดยตรง
2 การอ้างว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตรทำให้คู่แข่งจากต่างประเทศไม่เข้ามาเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงหรือปล่าวครับแสดงว่าถ้าไม่เก็บภาษีสรรพสามิตร จะมีต่างประเทศมาลงทุนมากมาย จริงแล้วการมีผู้ลงทุนใหม่ในกิจการโทรคมนาคมเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
แม้แต่orangeยังต้องหนีกลับ
หรือเราไปลงทุนในยุโรปแข่งกับvodafonก็คงไม่ง่ายเพราะผู้อยู่เดิมได้เปรียบอยู่แล้ว
ครับ
3 การอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตทำให้ค่าโทรแพง
แต่ความเป็นจริงค่าโทรในเมืองไทยเทียบในเอเชียไม่ได้แพงและก็สะดวกด้วย(ไปเมืองจีนทั้งโทรยากและแพง)
4 การเปลี่ยนแปลงสัมปทานนั้นเปลี่ยนแปลงได้เช่นตอนนี้ubcก็โฆษณาได้ ขึ้นกับว่าwin-win
5 การกระทำสิ่งใดในแง่สัมปทานหรือภาษีที่มีผลในวงกว้าง จะขึ้นมุมมองหลากหลายมาก
และซับซ้อน ยากที่ใครจะเข้าใจเพราะไม่มีใครศึกษาละเอียด และมีงานที่ต้องทำ
คุณทักษิณถือหุ้นshinแล้วโอนให้ลูกไปแล้ว
เมื่อถึงจุดหนึ่งคนก็ไม่ยอมเชื่อ เพราะการกระหลายอย่างนั้นก้ำกึงเกินไป มีโอกาสเกิด
conflict of interest สูง ทำให้มีปัญหา
6 การเปลี่ยนแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตรคงไม่มีปัญหาถ้าคุณทักษิณไม่เล่นการเมือง เมื่อคุณทักษิณเล่นการเมืองก็ต้องยอมรับปัญหาที่จะตามมา แต่ก็ไม่มีเหตผลพอเพียงที่จะให้คุณทักษิณรับความสูญเสียทั้งหมดเพียงเพราะมุมมองที่แตกต่างครับ
7 ไม่อยากให้เรามีความรู้อยากทำลายใครมองใครด้วยความเกียดชัง จนบดบังปัญญา
เหนื่อยกับการพิมพ์ครับ แฮๆ

ความคิดเห็นที่ 3

ไปโทษจำลองคนเดียวได้ยังไง ถึงจำลองไม่พาเข้า คนอื่นมันก็พาเข้าได้ ไม่มันก็เข้าเองได้ อีกอย่างคน กทม ก็เลือกกันเข้าไปเองเพราะหลงภาพไปว่าจะมาเป็นอัศวินม้าขาว...แต่ที่แท้ ดันเป็นแค่ * ตะกละลวงโลกจอมโลภ

ความคิดเห็นที่ 2

ดีใจไหมครับกลุ่มเสื้อแดงทั้งหลาย ที่บิดาบังเกิดเกล้ามุมมามโกงกินภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ ช่วยกรุณาโพสข้อความความเห็นมาให้ชื่นใจสักหน่อย

ความคิดเห็นที่ 1

ผมโทษพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ที่ชักนำทักษิณเข้าสู่การเมือง เปลี่ยนสภาพจากนายทุนมาเป็นคนการเมืองเสียเอง แล้วทักษิณก็เหมือนจรเข้ตัวโตที่คับคลองมาก่อน แล้วเริงร่าฮุบเหยื่อในแม่น้ำกว้างขวางอย่างอิ่มหนำสำราญ ว่าไปแล้ว จำลองนี่แหล่ะต้นตอของความล่มจมของชาติ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement