ตามแถลงการณ์ปิดคดีของอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติและได้มา
เนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีลักษณะเป็นการกระทำเอื้อประโยชน์จากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวม 5 กรณี
1 ใน 5 กรณี การแก้ไขสัญญาระหว่าง บริษัท ทศท กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการแก้ไขสัญญาหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว คือ ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2544 โดยปรับลดส่วนแบ่งรายได้แบบ Prepaid และ ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนจากค่าใช้เครือข่ายร่วม(Roaming)
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 บริษัททีโอที จำกัด(มหาชน) ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Cellular Mobile Telephon ระบบ NMT 900 และ GSM ทั่วประเทศแบบคู่ขนานกันไปมีกำหนด 20 ปี เริ่มนับวันแรกที่เกิดกิจการตามที่ระบุในหนังสือตอบยืนยันของ ทศท ในการอนุญาตให้เกิดบริการ โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ระบบ Cellular 900 ทั้งหมด และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่บริษัททำขึ้นตกเป็นของ ทศท ทันทีที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ไม่รวมเครื่องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่
การแก้ไขสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2534 จนครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 รวม 7 ครั้ง และการแก้ไขครั้งที่ 6-7 ซึ่งตามสำนวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์
ในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 ได้ปรับลดส่วนแบ่งรายได้แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) โดยบริษัทแอดวานซ์ฯ ตกลงจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า(Prepaid Card) ให้แก่ ทศท ในอัตราร้อยละ 20 ของ (ก) มูลค่าของราคาหน้าบัตร และของ (ข) รายได้ที่บริษัทได้รับจากผู้ใช้บริการที่ต้องชำระครั้งแรกเพื่อขอเปิดบริการ (ถ้ามี)
ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับ 1 มิ.ย. 2544 สำหรับการให้บริการ Prepaid Card ที่ทดลองเปิดบริการไปก่อนวันที่ตกลงนี้มีผลใช้บังคับให้ถือปฏิบัติตามสัญญาหลัก
การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศในรัฐบาลต่อมา ต้องนำปัญหานี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ถูกต้องของการแก้ไขสัญญาเพื่อลดค่าสัมปทานในครั้งนี้ และคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วตามบันทึกเรื่องเสร็จที่ 291/2550 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ว่า เป็นการละเว้นไม่ทำตามขั้นตอนของตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. 2535 ที่เป็นสาระสำคัญ ผู้รับผิดชอบในฝ่ายบริหารย่อมมีอำนาจเพิกถอนได้ กฎหมายต่อไป ซึ่งหากเพิกถอนเมื่อใดก็ย่อมจะมีผลในทางแพ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐอีกชั้นหนึ่งด้วย
ลดค่าสัมปทานให้บริษัทแอดวานซ์ฯ ตามมติของ ทศท ลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินจากส่วนแบ่ง 25% ของรายรับ เหลือ 20% ทำให้ เอไอเอส ได้ลดส่วนแบ่งอันพึงต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ของรัฐที่ควรได้จากบริษัทเอไอเอสหากไม่มีการแก้ไขสัญญาเพื่อลดค่าสัมปทาน
นอกจากนี้ ข้ออ้างเรื่องความเป็นธรรมและให้เกิดการแข่งขันเป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผล เนื่องจาก ดีแทค ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอีกหนึ่งราย ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ กสท และเสียค่าเชื่อมโยงเครือข่ายให้กับ ทศท ซึ่งทำให้ต้นทุนดีแทคสูงกว่าบริษัทแอดวานซ์ฯ ที่เสียส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 20 จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทแอดวานซ์ฯ
ตั้งแต่มีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 จนถึงเดือนกันยายน 2549 บริษัทแอดวานซ์ฯ ได้ประโยชน์ เป็นจำนวนเงิน 14,213.75 ล้านบาท และได้ประโยชน์ในอนาคตถึงวันสิ้นสัญญาสัมปทาน อีก 56,658.28 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 70,872.03 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ ทศท ต้องสูญเสียรายได้ตามที่ประมาณการไว้
ต่อมาอีก 1 ปี หลังจากผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และบริษัทแอดวานซ์ฯ ต้องขยายบริการลูกค้า แต่เลี่ยงการลงทุนในการสร้างสถานีเครือข่าย เพราะต้องออกค่าใช้จ่ายลงทุนทั้งหมด ซึ่งในตอนแรกเริ่มทำลองใช้เครือข่ายของบริษัทดิจิตอลโพน จำกัด (ดีพีซี) ซึ่งได้รับสัมปทานจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท) และบริษัทแอดวานซ์ฯ ถือหุ้นกว่าร้อยละ 90 ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเดียวกัน
จากนั้นจึงเป็นที่มาของการแก้สัญญาครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 ในการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนจากค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ข้อ 2 บมจ.ทศท อนุญาตให้บริษัทนำโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญาหลักไปให้ผู้ให้บริการรายอื่นมาใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) ได้ และอนุญาตให้บริษัทเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ของผู้ให้บริการรายอื่นได้เช่นเดียวกัน
ข้อ 3 การใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ตามข้อ 2 บริษัทมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ และบริษัทมีสิทธิจ่ายค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ
ข้อ 6 บริษัทตกลงจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ให้ บมจ.ทศท ดังนี้
6.1 กรณีที่ผู้ให้บริการรายอื่นเข้ามาใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในเครือข่ายของบริษัท บริษัทตกลงจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้บมจ.ทศท ในอัตราตามสัญญาหลัก ข้อ 30 และข้อตกลงต่อท้ายครั้งที่ 4 ข้อ 7 ของรายได้ค่าใช้เครือข่ายร่วมที่เรียกเก็บจากผู้ให้บริการรายอื่น
6.2 กรณีบริษัทเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ของผู้ใช้บริการรายอื่น บริษัทตกลงจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้บมจ.ทศท ในอัตราร้อยละตามสัญญาหลัก ข้อ 30 และข้อตกลงต่อท้ายครั้งที่ 4 ข้อ 7 ของรายได้ค่าบริการและเงินอื่นใดที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ หักด้วยค่าใช้เครือข่ายร่วมที่บริษัทต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการรายอื่น
ทั้งนี้ บริษัทตกลงจ่ายค่าเครือข่ายร่วมให้กับผู้ให้บริการรายอื่นได้ไม่เกินอัตราค่าบริการต่อนาทีที่บริษัทเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ
6.3 ตามข้อ 6.1 และ 6.2 บริษัทไม่ดำเนินการใดๆ ในการให้บริการในลักษณะที่ทำให้ไม่เกิดรายได้จากการใช้เครือข่ายร่วม ไม่ว่าจะเป็นการให้ใช้หรือการเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม และ/หรือ ในการให้บริการในลักษณะที่ทำให้เกิดภาระกับบมจ.ทศท เช่น ส่วนแบ่งรายได้มีผลติดลบ เป็นต้น
หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทแอดวานซ์ฯ เข้าไปใช้เครือข่ายของดีพีซี 13,283,420,483 นาที ในขณะที่ดีพีซีเข้าไปใช้เครือข่ายของบริษัทแอดวานซ์ฯ 384,323,146 นาที ซึ่งต่างกันมาก จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทแอดวานซ์ฯ ที่ไม่ต้องลงทุนในการสร้างเครือข่าย
ต่อมาบริษัทแอดวานซ์ฯ ตกลงกับ ดีพีซี ลดค่าโรมมิ่ง จากเดิมที่ กสท กำหนดไว้นาทีละ 2.10 บาท เหลือ นาทีละ 1.00-1.10 บาท ทำให้บริษัทแอดวานซ์ฯ มีรายได้เพิ่มนาทีละ 1.00-1.10 บาท และเป็นรายได้ที่ กสท ต้องขาดหายไปจากส่วนแบ่งร้อยละ 25
กรณีโรมมิ่ง กสท ขาดรายได้จากดีพีซี ที่เกิดขึ้นจริง(1 ก.ค.2549-31 มี.ค. 2550) เป็นจำนวน 796.22 ล้านบาท ซึ่งดีพีซีไม่อาจนำไปหักเป็นรายจ่ายจากรายได้ก่อนนำส่ง กสท ในขณะที่ ทศท ขาดรายได้ค่าส่วนแบ่งจากบริษัทแอดวานซ์ฯ แบ่งเป็นที่เสียหายจริง 6,960.35 พันล้านบาท (1 ต.ค.2545-30 เม.ย.2551) และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่น้อยกว่า 11,214 หมื่นล้านบาท (1 พ.ค.2551-ก.ย.2558) เนื่องจากสามารถนำรายจ่ายจากค่าโรมมิ่งไปหาจากรายได้ก่อนนำส่ง ทศท ได้ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 18,870.57 หมื่นล้านบาท
นั่นหมายความว่า ทศท รับผิดชอบร่วมกับเอไอเอสในต้นทุนค่าใช้โครงข่ายร่วมกัน (Roaming) ที่บริษัทแอดวานซ์ฯ อ้างว่าจ่ายให้แก่ ดีพีซี
รัฐบาลต่อมา ส่งให้กฤษฎีกาตีความการแก้ไขสัญญาครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งรัฐย่อมมีอำนาจเพิกถอน และเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องต้องชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐได้
การแก้ไขสัญญาสัมปทานนี้เอง ทำให้รายได้ของบริษัทแอดวานซ์ฯ เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อมูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งมีการขายให้เทมาเส็ก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่อัยการแถลงว่า "มิสมควร"
อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้แก้ข้อกล่าวหา คงมุ่งไปที่ประเด็นข้อกล่าวหา "ปิดบังอำพรางหุ้น" แต่โดยรวมแล้วในกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน หน่วยงานรัฐเสียหาย 99,742.60 ล้านบาท
Tags : ทศท • แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส • ทีโอที • คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

ความคิดเห็นที่ 17
แขม้ว ตักขี้ , 19 กุมภาพันธ์ 2553 10:38
ผมถึงบอกว่า คนบางคนตายังดี หูยังได้ยิน แต่เพราะรัก เพราะหลง ปากอาจจะไม่ยอมรับ แต่ในใจรักและหลง และทำให้เกิดอคติ มันก็ทำให้หูหนวก ตาบอด เพราะรักและหลงมันทำให้หลักยึดของคน อยู่คนละจุด ทำให้คิดคนละมุม อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงให้ทุกคนยึดหลักเดียวกัน คือหลักเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติ (เพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่อ้าง) แทนที่จะยึดคนที่ใครรัก ใครหลง
กฎหมายมันมีช่องให้หมาลอดได้ทุกกฎ ถ้าเราจะยึดผิดหลัก ตีความเข้าข้างตัวเองได้ทั้งนั้นแหละครับ ซุกหุ้น 1 ยังเกิดขึ้นได้เลยครับ
ความคิดเห็นที่ 16
dtm@gmail.com , 18 กุมภาพันธ์ 2553 23:11
ผมว่าทางสิงคโปร์คงกลัวๆรีบให้advancปันผลมากมายshinก็คงปันผลน่าจะ3บาท
คงรีบเอาเงินกลับก่อนคงกลัวลูกหลงมังครับ
ความคิดเห็นที่ 15
dtm@gmail.com , 18 กุมภาพันธ์ 2553 22:53
ตอบ คห14 ก็เพราะคิดด้วยปัญญาไงครับ
จึงอธิบายเป็นข้อๆไงครับ คุณทักษิณไม่ได้มีอะไรกับผม ไม่อยากให้ใครถูกคุณทักษิณชักจูงหรือคุณสนธิชักจูง และอย่ามองว่าคนที่ไม่คิดเหมือนตนเองเป็นอีกข้างครับ
แต่ละข้อที่ผมเขียนถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องอธิบายมาว่าผิดอย่างไรครับ มากกว่าว่ากล่าวลอยๆเป็นพวกนั้นเป็นพวกนี้
ไม่เกิดปัญญามีแต่การกล่าวหาครับ
ความคิดเห็นที่ 14
ธรรม , 18 กุมภาพันธ์ 2553 18:06
ผมสังเกตุว่า คุณ dtm แกขยันโพสต์แก้ตัวให้ทักษิณ อันนั้นไม่ว่ากัน แต่เวลาแกอ่านบทความแกอ่านด้วยอคติ ไม่ใช้ความคิอเชิงวิพากษ์เท่าไหร่ แกจะตีความเข้าความคิดตนเองเหมือนนิสัยทักษิณ ความติดเห็นที่7 9และ10 ถูกต้องแล้ว ไปคำนวณและคิดใหม่ไป อ่านด้วยปัญญา อย่าอคติแล้วจะห็นความจริิง อีกอย่างถ้าจะฟ้องใครสักคน ข้อมูลนั้นมักกลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 13
Jonathan , 18 กุมภาพันธ์ 2553 11:19
เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ว่าไปก็เท่านั้น
ต้องให้เข้าไปอยู่ในคุกกับ นช.ทักษัณ และครอบครัว ไม่รู้ว่าจะสำนึกได้รึไม่ ?
โกงชาติ ขายชาติ เผ่าบ้านเมือง ยังจะมาเรียกร้องอีก ขาดจิตสำนึก จริง.
ความคิดเห็นที่ 12
นายยั้งคิด , 18 กุมภาพันธ์ 2553 09:44
นี่คือบทเรียนราคาแพง สำหรับความคิดที่ว่า นักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเข้ามาทำงานการเมือง ก็จะใช้สติปัญญานำพาประเทศให้รุ่งโรจน์ แต่นักธุรกิจก็คือคนที่มีความละโมภนั่นเอง มิหนำซ้ำ ทักษิณยังมองว่าประเทศไทยคือบรรษัทใหญ่เสียอีกด้วย รูปแบบการปกครองมันจึงโน้มเอียงไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจขนานใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจในเครือของทักษิณนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 11
บอย , 18 กุมภาพันธ์ 2553 09:25
อยากให้เปรียบเทียบหุ้นของ ทรูมูบ ดีเทค กับ เอไอเอส ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าเหมือนกันก็เป็นไปตามตลาด
ความคิดเห็นที่ 10
Kim , 18 กุมภาพันธ์ 2553 01:43
ตอบความเห็นที่ 8 ข้อ 3
ต้องแยกให้ออกระหว่างผู้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ กับผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐเสียประโยชน์
ผู้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ก็คือทักษิณและผู้เกี่ยวข้อง
ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐเสียประโยชน์ (ในที่นี้คือผู้ถือหุ้น Shin) พวกนี้ที่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนในการ Corruption หรือออกนโยบายทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์ ก็ไม่ผิดครับ
อย่าหลงกลทักษิณที่ชอบอ้างว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรมมาบังหน้า ทั้งๆที่ตัวเองเอาเปรียบคนอื่นจากการใช้อำนาจในทางที่ผิด
ความคิดเห็นที่ 9
สรุป คือมีการโกงโดยนายกทักษิณ ใช่มั้ย? , 18 กุมภาพันธ์ 2553 00:33
สรุป รัฐเสียประโยชน์ใช่มั้ยครับ คห.8
โดยผู้กระทำการให้รัฐเสียประโยชน์คือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
และผู้ที่ได้รับประโยชน์คือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและครอบครัว
เข้าใจถูกต้องมั้ยครับ
ความคิดเห็นที่ 8
dtm@gmail.com , 17 กุมภาพันธ์ 2553 22:22
ตอบ คห7 ครับ เอาเป็นข้อๆนะครับ
1 ไม่ได้บอกว่าหยุดจ่ายหรือจ่ายเพียงครั้งเดียวแต่ลด%ลงจาก25%เหลือ20%ครับ
ด้วยเหตผลที่แล้วแต่ท่านจะตีความว่าถูกหรือผิดครับ
2 ที่ยกตัวอย่างมาแสดงว่าจ่าย4ล้านใน8ปีที่เหลือซึ่งผ่านมา2ปีรัฐสูญเสียไป16ล้านใช่ไหมครับ(ควรจะได้20ล้านแต่จ่ายมา4ล้าน)แต่นสพลงข้อมูลว่ารัฐสูญเสียไป 76ล้าน(8ปีที่เหลือปีละ10ล้านแต่จ่ายมา4ล้าน)
ผมจึงบอกว่าไม่คิดอีก20ปีข้างหน้าเข้ามาด้วย
ที่จะต้องต่อสัญญาไงครับ
3 นี่นายAสัญญากับรัฐใช่ไหมครับ ก็คือ
advancสัญญากับรัฐเมื่อรัฐเสียประโยชน์ก็ต้องฟ้องกับadvancครับซึ่งผู้ถือหุ้นทุกคนต้องโดนครับไม่ใช่คุณทักษิณคนเดียว
(จริงแล้วถือshinเป็นคนถือหุ้นใหญ่)
มันจึงแปลกไงครับ
ความคิดเห็นที่ 7
q , 17 กุมภาพันธ์ 2553 19:35
ถึง ความคิดเห็นที่ 5
ก็สัญญามัน 20 ปี ก็ต้องคิดที่ 20 ปีซิ
จะไปคิดร้อยปีได้อย่างไร
สมมุติ นาย A เป็นหนี้คุณและสัญญาว่าจะจ่ายคุณ ปี 10ล้าน 10 ปี แต่พอจ่ายไปได้ 2 ปีได้เป็น นาย A ได้เป็น นายก ออกกฏหมายว่าคนเป็นหนี้ให้ใช้คืนครึ่งเดียว นาย A ก็บอกว่าจะจ่ายคุณแค่ 4 ล้าน ในอีก 8 ปีข้างหน้า เวลาคุณฟ้องคุณก็ต้องบอกว่า คุณต้องได้อีก 4ล้าน ในอีก 8ปีข้างหน้าใช่ไหม
ความคิดเห็นที่ 6
dtm@gmail.com , 17 กุมภาพันธ์ 2553 17:27
และจะให้ดีนะครับทั้งเหลืองทั้งแดงกรุณาหยุดใช้คำที่ดุหมิ่นผู้อื่นด้วยครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เขียนด้วยเหตผล ไม่ใช่อารมณ์
ตามที่ อ ประเวศกล่าวด้วย ก็ดีนะครับ
ความคิดเห็นที่ 5
dtm@gmail.com , 17 กุมภาพันธ์ 2553 17:22
อ่านแล้วคนไม่เข้าใจรายละเอียดก็จะเออออ
กับข้อมูลไปหมด
การคิดว่ารัฐสูญเสียแบบนี้โดยที่มองเวลาใน
อนาคตทั้งหมดแล้วคำนวณค่าเสียหายทั้งหมดมาให้ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งรับผิดชอบ
ไม่รู้ว่าจะว่าอะไร ยิ่งกว่าเพี้ยนอีก
จะดีกว่านี้ไม่มองว่าถ้าต่อสัญญาออกไปอีกสามสิบปีรัฐสูญเสียไปอีกแสนล้าน
เอาชักร้อยปีไหมครับ
ก็ดีดึงผลกำไรของadvancมาคืนรัฐซิครับ
กำลังจะปันผลด้วยรีบไปหยุดก่อน
การให้ข้อมูลแบบนี้เป็นการให้ข้อมูลแบบเอียงและให้คนนึกไปทางนั้น
หลักการก็หยุดการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ให้ใช้แบบเก่าตามที่กฤษฎีกาตีความตีมา
แล้วฟ้องร้องadvanc เพื่อดึงเงินกลับครับ
เหนื่อยกับการให้ข้อมูลแบบนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 4
DNA- , 17 กุมภาพันธ์ 2553 16:15
เริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง จากการขุดคุ้ย มูลเหตุแห่งการฟ้องเพื่อยึดทรัพย์ ในฐานะ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
^_^
ต้องรอดูแนวทางโต้แย้งคดีที่อัยการยื่นเรื่องส่งฟ้อง
มหากาพแห่งคดีเลย
ความคิดเห็นที่ 3
สาระสำหรับผู้ต้องการปัญญา , 17 กุมภาพันธ์ 2553 13:28
อยากให้พวกค วายแดงได้อ่าน แต่พวกนี้คงไม่อ่านหรอก เพราะเป็นพวกชอบแดกด่วน ชอบอะไรสำเร็จรูปไม่ต้องการเนื้อหากากใย เคี้ยวๆแล้วคายให้กลืนได้อร่อยจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 2
เสือหนุ่ม , 17 กุมภาพันธ์ 2553 12:51
นช ทักษิณ เป็นพ่อค้า นักการเมือง .... ย่อมเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเอง .... อย่างนี้เขาเรียกว่า "โกงมหาโกง" .... ประชาชนส่วนหนึ่งจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน .... เชื่อว่า กรณีนี้ประชาชนจะหูตาสว่าง ขึ้น จริง ๆ .....
ความคิดเห็นที่ 1
wee , 17 กุมภาพันธ์ 2553 07:40
ตอนแรก ๆ ไม่แฉออกมาเพราะหลักฐานสำนวนการฟ้องยังไม่ชัดเจน เพิ่งมาได้บทสรุปตอนเข้าด้ายเข้าเข็มจริง ๆ
ถ้าออกหนังสือชี้แจงความเหลวแหลกของเครือข่าย นช.ทักษิณ ให้ประชาชนทราบก่อนหน้านี้สัก 2 ปี คงไม่มีคนหลงผิดไปอยู่กับกลุ่มเสื้อแดงมากถึงขนาดนี้
อาจจะเป็นการกำหนดของกรรมสำหรับชาติไทยก็ได้ เพื่อช่วยให้สังคมไทยได้ขจัดปัดเป่าเศษสวะของสังคมให้หมดไป ประชาธิปไตยจะได้เบ่งบานสักที ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับกฏหมู่ แซ่ลื้อ แซ่อั๊ว