กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 07:13

ไตรภาคคดียึดทรัพย์ทักษิณ ภาค 2 เอื้อประโยชน์ (9) : เลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯแก้สัมปทาน รัฐเสียหาย 9.9 หมื่นล้าน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตามแถลงการณ์ปิดคดีของอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติและได้มา

เนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีลักษณะเป็นการกระทำเอื้อประโยชน์จากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวม 5 กรณี

1 ใน 5 กรณี การแก้ไขสัญญาระหว่าง บริษัท ทศท กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการแก้ไขสัญญาหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว คือ ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2544 โดยปรับลดส่วนแบ่งรายได้แบบ Prepaid และ ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนจากค่าใช้เครือข่ายร่วม(Roaming)

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 บริษัททีโอที จำกัด(มหาชน) ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Cellular Mobile Telephon ระบบ NMT 900 และ GSM ทั่วประเทศแบบคู่ขนานกันไปมีกำหนด 20 ปี เริ่มนับวันแรกที่เกิดกิจการตามที่ระบุในหนังสือตอบยืนยันของ ทศท ในการอนุญาตให้เกิดบริการ โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ระบบ Cellular 900 ทั้งหมด และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่บริษัททำขึ้นตกเป็นของ ทศท ทันทีที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ไม่รวมเครื่องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่

การแก้ไขสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2534 จนครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 รวม 7 ครั้ง และการแก้ไขครั้งที่ 6-7 ซึ่งตามสำนวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์

ในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 ได้ปรับลดส่วนแบ่งรายได้แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) โดยบริษัทแอดวานซ์ฯ ตกลงจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า(Prepaid Card) ให้แก่ ทศท ในอัตราร้อยละ 20 ของ (ก) มูลค่าของราคาหน้าบัตร และของ (ข) รายได้ที่บริษัทได้รับจากผู้ใช้บริการที่ต้องชำระครั้งแรกเพื่อขอเปิดบริการ (ถ้ามี)

ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับ 1 มิ.ย. 2544 สำหรับการให้บริการ Prepaid Card ที่ทดลองเปิดบริการไปก่อนวันที่ตกลงนี้มีผลใช้บังคับให้ถือปฏิบัติตามสัญญาหลัก

การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศในรัฐบาลต่อมา ต้องนำปัญหานี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ถูกต้องของการแก้ไขสัญญาเพื่อลดค่าสัมปทานในครั้งนี้ และคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วตามบันทึกเรื่องเสร็จที่ 291/2550 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ว่า เป็นการละเว้นไม่ทำตามขั้นตอนของตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. 2535 ที่เป็นสาระสำคัญ ผู้รับผิดชอบในฝ่ายบริหารย่อมมีอำนาจเพิกถอนได้ กฎหมายต่อไป ซึ่งหากเพิกถอนเมื่อใดก็ย่อมจะมีผลในทางแพ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐอีกชั้นหนึ่งด้วย

ลดค่าสัมปทานให้บริษัทแอดวานซ์ฯ ตามมติของ ทศท ลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินจากส่วนแบ่ง 25% ของรายรับ เหลือ 20% ทำให้ เอไอเอส ได้ลดส่วนแบ่งอันพึงต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ของรัฐที่ควรได้จากบริษัทเอไอเอสหากไม่มีการแก้ไขสัญญาเพื่อลดค่าสัมปทาน

นอกจากนี้ ข้ออ้างเรื่องความเป็นธรรมและให้เกิดการแข่งขันเป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผล เนื่องจาก ดีแทค ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอีกหนึ่งราย ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ กสท และเสียค่าเชื่อมโยงเครือข่ายให้กับ ทศท ซึ่งทำให้ต้นทุนดีแทคสูงกว่าบริษัทแอดวานซ์ฯ ที่เสียส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 20 จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทแอดวานซ์ฯ

ตั้งแต่มีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 จนถึงเดือนกันยายน 2549 บริษัทแอดวานซ์ฯ ได้ประโยชน์ เป็นจำนวนเงิน 14,213.75 ล้านบาท และได้ประโยชน์ในอนาคตถึงวันสิ้นสัญญาสัมปทาน อีก 56,658.28 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 70,872.03 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ ทศท ต้องสูญเสียรายได้ตามที่ประมาณการไว้

ต่อมาอีก 1 ปี หลังจากผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และบริษัทแอดวานซ์ฯ ต้องขยายบริการลูกค้า แต่เลี่ยงการลงทุนในการสร้างสถานีเครือข่าย เพราะต้องออกค่าใช้จ่ายลงทุนทั้งหมด ซึ่งในตอนแรกเริ่มทำลองใช้เครือข่ายของบริษัทดิจิตอลโพน จำกัด (ดีพีซี) ซึ่งได้รับสัมปทานจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท) และบริษัทแอดวานซ์ฯ ถือหุ้นกว่าร้อยละ 90 ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเดียวกัน

จากนั้นจึงเป็นที่มาของการแก้สัญญาครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2545 ในการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนจากค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 2 บมจ.ทศท อนุญาตให้บริษัทนำโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญาหลักไปให้ผู้ให้บริการรายอื่นมาใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) ได้ และอนุญาตให้บริษัทเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ของผู้ให้บริการรายอื่นได้เช่นเดียวกัน

ข้อ 3 การใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ตามข้อ 2 บริษัทมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ และบริษัทมีสิทธิจ่ายค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ

ข้อ 6 บริษัทตกลงจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ให้ บมจ.ทศท ดังนี้

6.1 กรณีที่ผู้ให้บริการรายอื่นเข้ามาใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ในเครือข่ายของบริษัท บริษัทตกลงจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้บมจ.ทศท ในอัตราตามสัญญาหลัก ข้อ 30 และข้อตกลงต่อท้ายครั้งที่ 4 ข้อ 7 ของรายได้ค่าใช้เครือข่ายร่วมที่เรียกเก็บจากผู้ให้บริการรายอื่น

6.2 กรณีบริษัทเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ของผู้ใช้บริการรายอื่น บริษัทตกลงจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้บมจ.ทศท ในอัตราร้อยละตามสัญญาหลัก ข้อ 30 และข้อตกลงต่อท้ายครั้งที่ 4 ข้อ 7 ของรายได้ค่าบริการและเงินอื่นใดที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ หักด้วยค่าใช้เครือข่ายร่วมที่บริษัทต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการรายอื่น

ทั้งนี้ บริษัทตกลงจ่ายค่าเครือข่ายร่วมให้กับผู้ให้บริการรายอื่นได้ไม่เกินอัตราค่าบริการต่อนาทีที่บริษัทเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ

6.3 ตามข้อ 6.1 และ 6.2 บริษัทไม่ดำเนินการใดๆ ในการให้บริการในลักษณะที่ทำให้ไม่เกิดรายได้จากการใช้เครือข่ายร่วม ไม่ว่าจะเป็นการให้ใช้หรือการเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม และ/หรือ ในการให้บริการในลักษณะที่ทำให้เกิดภาระกับบมจ.ทศท เช่น ส่วนแบ่งรายได้มีผลติดลบ เป็นต้น

หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทแอดวานซ์ฯ เข้าไปใช้เครือข่ายของดีพีซี 13,283,420,483 นาที ในขณะที่ดีพีซีเข้าไปใช้เครือข่ายของบริษัทแอดวานซ์ฯ 384,323,146 นาที ซึ่งต่างกันมาก จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทแอดวานซ์ฯ ที่ไม่ต้องลงทุนในการสร้างเครือข่าย

ต่อมาบริษัทแอดวานซ์ฯ ตกลงกับ ดีพีซี ลดค่าโรมมิ่ง จากเดิมที่ กสท กำหนดไว้นาทีละ 2.10 บาท เหลือ นาทีละ 1.00-1.10 บาท ทำให้บริษัทแอดวานซ์ฯ มีรายได้เพิ่มนาทีละ 1.00-1.10 บาท และเป็นรายได้ที่ กสท ต้องขาดหายไปจากส่วนแบ่งร้อยละ 25

กรณีโรมมิ่ง กสท ขาดรายได้จากดีพีซี ที่เกิดขึ้นจริง(1 ก.ค.2549-31 มี.ค. 2550) เป็นจำนวน 796.22 ล้านบาท ซึ่งดีพีซีไม่อาจนำไปหักเป็นรายจ่ายจากรายได้ก่อนนำส่ง กสท ในขณะที่ ทศท ขาดรายได้ค่าส่วนแบ่งจากบริษัทแอดวานซ์ฯ แบ่งเป็นที่เสียหายจริง 6,960.35 พันล้านบาท (1 ต.ค.2545-30 เม.ย.2551) และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่น้อยกว่า 11,214 หมื่นล้านบาท (1 พ.ค.2551-ก.ย.2558) เนื่องจากสามารถนำรายจ่ายจากค่าโรมมิ่งไปหาจากรายได้ก่อนนำส่ง ทศท ได้ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 18,870.57 หมื่นล้านบาท

นั่นหมายความว่า ทศท รับผิดชอบร่วมกับเอไอเอสในต้นทุนค่าใช้โครงข่ายร่วมกัน (Roaming) ที่บริษัทแอดวานซ์ฯ อ้างว่าจ่ายให้แก่ ดีพีซี

รัฐบาลต่อมา ส่งให้กฤษฎีกาตีความการแก้ไขสัญญาครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งรัฐย่อมมีอำนาจเพิกถอน และเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องต้องชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐได้

การแก้ไขสัญญาสัมปทานนี้เอง ทำให้รายได้ของบริษัทแอดวานซ์ฯ เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อมูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งมีการขายให้เทมาเส็ก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่อัยการแถลงว่า "มิสมควร"

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้แก้ข้อกล่าวหา คงมุ่งไปที่ประเด็นข้อกล่าวหา "ปิดบังอำพรางหุ้น" แต่โดยรวมแล้วในกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน หน่วยงานรัฐเสียหาย 99,742.60 ล้านบาท

Tags : ทศท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ทีโอที คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17

ผมถึงบอกว่า คนบางคนตายังดี หูยังได้ยิน แต่เพราะรัก เพราะหลง ปากอาจจะไม่ยอมรับ แต่ในใจรักและหลง และทำให้เกิดอคติ มันก็ทำให้หูหนวก ตาบอด เพราะรักและหลงมันทำให้หลักยึดของคน อยู่คนละจุด ทำให้คิดคนละมุม อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงให้ทุกคนยึดหลักเดียวกัน คือหลักเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติ (เพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่อ้าง) แทนที่จะยึดคนที่ใครรัก ใครหลง
กฎหมายมันมีช่องให้หมาลอดได้ทุกกฎ ถ้าเราจะยึดผิดหลัก ตีความเข้าข้างตัวเองได้ทั้งนั้นแหละครับ ซุกหุ้น 1 ยังเกิดขึ้นได้เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 16

ผมว่าทางสิงคโปร์คงกลัวๆรีบให้advancปันผลมากมายshinก็คงปันผลน่าจะ3บาท
คงรีบเอาเงินกลับก่อนคงกลัวลูกหลงมังครับ

ความคิดเห็นที่ 15

ตอบ คห14 ก็เพราะคิดด้วยปัญญาไงครับ
จึงอธิบายเป็นข้อๆไงครับ คุณทักษิณไม่ได้มีอะไรกับผม ไม่อยากให้ใครถูกคุณทักษิณชักจูงหรือคุณสนธิชักจูง และอย่ามองว่าคนที่ไม่คิดเหมือนตนเองเป็นอีกข้างครับ
แต่ละข้อที่ผมเขียนถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องอธิบายมาว่าผิดอย่างไรครับ มากกว่าว่ากล่าวลอยๆเป็นพวกนั้นเป็นพวกนี้
ไม่เกิดปัญญามีแต่การกล่าวหาครับ

ความคิดเห็นที่ 14

ผมสังเกตุว่า คุณ dtm แกขยันโพสต์แก้ตัวให้ทักษิณ อันนั้นไม่ว่ากัน แต่เวลาแกอ่านบทความแกอ่านด้วยอคติ ไม่ใช้ความคิอเชิงวิพากษ์เท่าไหร่ แกจะตีความเข้าความคิดตนเองเหมือนนิสัยทักษิณ ความติดเห็นที่7 9และ10 ถูกต้องแล้ว ไปคำนวณและคิดใหม่ไป อ่านด้วยปัญญา อย่าอคติแล้วจะห็นความจริิง อีกอย่างถ้าจะฟ้องใครสักคน ข้อมูลนั้นมักกลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 13

เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ว่าไปก็เท่านั้น
ต้องให้เข้าไปอยู่ในคุกกับ นช.ทักษัณ และครอบครัว ไม่รู้ว่าจะสำนึกได้รึไม่ ?

โกงชาติ ขายชาติ เผ่าบ้านเมือง ยังจะมาเรียกร้องอีก ขาดจิตสำนึก จริง.

ความคิดเห็นที่ 12

นี่คือบทเรียนราคาแพง สำหรับความคิดที่ว่า นักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเข้ามาทำงานการเมือง ก็จะใช้สติปัญญานำพาประเทศให้รุ่งโรจน์ แต่นักธุรกิจก็คือคนที่มีความละโมภนั่นเอง มิหนำซ้ำ ทักษิณยังมองว่าประเทศไทยคือบรรษัทใหญ่เสียอีกด้วย รูปแบบการปกครองมันจึงโน้มเอียงไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจขนานใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจในเครือของทักษิณนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 11

อยากให้เปรียบเทียบหุ้นของ ทรูมูบ ดีเทค กับ เอไอเอส ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าเหมือนกันก็เป็นไปตามตลาด

ความคิดเห็นที่ 10

ตอบความเห็นที่ 8 ข้อ 3

ต้องแยกให้ออกระหว่างผู้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ กับผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐเสียประโยชน์

ผู้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ก็คือทักษิณและผู้เกี่ยวข้อง

ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐเสียประโยชน์ (ในที่นี้คือผู้ถือหุ้น Shin) พวกนี้ที่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนในการ Corruption หรือออกนโยบายทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์ ก็ไม่ผิดครับ

อย่าหลงกลทักษิณที่ชอบอ้างว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรมมาบังหน้า ทั้งๆที่ตัวเองเอาเปรียบคนอื่นจากการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ความคิดเห็นที่ 9

สรุป รัฐเสียประโยชน์ใช่มั้ยครับ คห.8

โดยผู้กระทำการให้รัฐเสียประโยชน์คือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

และผู้ที่ได้รับประโยชน์คือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและครอบครัว

เข้าใจถูกต้องมั้ยครับ

ความคิดเห็นที่ 8

ตอบ คห7 ครับ เอาเป็นข้อๆนะครับ
1 ไม่ได้บอกว่าหยุดจ่ายหรือจ่ายเพียงครั้งเดียวแต่ลด%ลงจาก25%เหลือ20%ครับ
ด้วยเหตผลที่แล้วแต่ท่านจะตีความว่าถูกหรือผิดครับ
2 ที่ยกตัวอย่างมาแสดงว่าจ่าย4ล้านใน8ปีที่เหลือซึ่งผ่านมา2ปีรัฐสูญเสียไป16ล้านใช่ไหมครับ(ควรจะได้20ล้านแต่จ่ายมา4ล้าน)แต่นสพลงข้อมูลว่ารัฐสูญเสียไป 76ล้าน(8ปีที่เหลือปีละ10ล้านแต่จ่ายมา4ล้าน)
ผมจึงบอกว่าไม่คิดอีก20ปีข้างหน้าเข้ามาด้วย
ที่จะต้องต่อสัญญาไงครับ
3 นี่นายAสัญญากับรัฐใช่ไหมครับ ก็คือ
advancสัญญากับรัฐเมื่อรัฐเสียประโยชน์ก็ต้องฟ้องกับadvancครับซึ่งผู้ถือหุ้นทุกคนต้องโดนครับไม่ใช่คุณทักษิณคนเดียว
(จริงแล้วถือshinเป็นคนถือหุ้นใหญ่)
มันจึงแปลกไงครับ

ความคิดเห็นที่ 7

ถึง ความคิดเห็นที่ 5
ก็สัญญามัน 20 ปี ก็ต้องคิดที่ 20 ปีซิ
จะไปคิดร้อยปีได้อย่างไร
สมมุติ นาย A เป็นหนี้คุณและสัญญาว่าจะจ่ายคุณ ปี 10ล้าน 10 ปี แต่พอจ่ายไปได้ 2 ปีได้เป็น นาย A ได้เป็น นายก ออกกฏหมายว่าคนเป็นหนี้ให้ใช้คืนครึ่งเดียว นาย A ก็บอกว่าจะจ่ายคุณแค่ 4 ล้าน ในอีก 8 ปีข้างหน้า เวลาคุณฟ้องคุณก็ต้องบอกว่า คุณต้องได้อีก 4ล้าน ในอีก 8ปีข้างหน้าใช่ไหม

ความคิดเห็นที่ 6

และจะให้ดีนะครับทั้งเหลืองทั้งแดงกรุณาหยุดใช้คำที่ดุหมิ่นผู้อื่นด้วยครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เขียนด้วยเหตผล ไม่ใช่อารมณ์
ตามที่ อ ประเวศกล่าวด้วย ก็ดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 5

อ่านแล้วคนไม่เข้าใจรายละเอียดก็จะเออออ
กับข้อมูลไปหมด
การคิดว่ารัฐสูญเสียแบบนี้โดยที่มองเวลาใน
อนาคตทั้งหมดแล้วคำนวณค่าเสียหายทั้งหมดมาให้ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งรับผิดชอบ
ไม่รู้ว่าจะว่าอะไร ยิ่งกว่าเพี้ยนอีก
จะดีกว่านี้ไม่มองว่าถ้าต่อสัญญาออกไปอีกสามสิบปีรัฐสูญเสียไปอีกแสนล้าน
เอาชักร้อยปีไหมครับ
ก็ดีดึงผลกำไรของadvancมาคืนรัฐซิครับ
กำลังจะปันผลด้วยรีบไปหยุดก่อน
การให้ข้อมูลแบบนี้เป็นการให้ข้อมูลแบบเอียงและให้คนนึกไปทางนั้น
หลักการก็หยุดการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ให้ใช้แบบเก่าตามที่กฤษฎีกาตีความตีมา
แล้วฟ้องร้องadvanc เพื่อดึงเงินกลับครับ
เหนื่อยกับการให้ข้อมูลแบบนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 4

เริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง จากการขุดคุ้ย มูลเหตุแห่งการฟ้องเพื่อยึดทรัพย์ ในฐานะ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

^_^

ต้องรอดูแนวทางโต้แย้งคดีที่อัยการยื่นเรื่องส่งฟ้อง

มหากาพแห่งคดีเลย

ความคิดเห็นที่ 3

อยากให้พวกค วายแดงได้อ่าน แต่พวกนี้คงไม่อ่านหรอก เพราะเป็นพวกชอบแดกด่วน ชอบอะไรสำเร็จรูปไม่ต้องการเนื้อหากากใย เคี้ยวๆแล้วคายให้กลืนได้อร่อยจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2

นช ทักษิณ เป็นพ่อค้า นักการเมือง .... ย่อมเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเอง .... อย่างนี้เขาเรียกว่า "โกงมหาโกง" .... ประชาชนส่วนหนึ่งจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน .... เชื่อว่า กรณีนี้ประชาชนจะหูตาสว่าง ขึ้น จริง ๆ .....

ความคิดเห็นที่ 1

ตอนแรก ๆ ไม่แฉออกมาเพราะหลักฐานสำนวนการฟ้องยังไม่ชัดเจน เพิ่งมาได้บทสรุปตอนเข้าด้ายเข้าเข็มจริง ๆ

ถ้าออกหนังสือชี้แจงความเหลวแหลกของเครือข่าย นช.ทักษิณ ให้ประชาชนทราบก่อนหน้านี้สัก 2 ปี คงไม่มีคนหลงผิดไปอยู่กับกลุ่มเสื้อแดงมากถึงขนาดนี้

อาจจะเป็นการกำหนดของกรรมสำหรับชาติไทยก็ได้ เพื่อช่วยให้สังคมไทยได้ขจัดปัดเป่าเศษสวะของสังคมให้หมดไป ประชาธิปไตยจะได้เบ่งบานสักที ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับกฏหมู่ แซ่ลื้อ แซ่อั๊ว

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement