กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 06:59

ไตรภาคคดียึดทรัพย์ทักษิณ (3): "พจมาน" ชี้ 693 ล้านหุ้นมีก่อน"ทักษิณ"ดำรงตำแหน่ง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คำแถลงปิดคดีของคุณหญิงพจมาน มีความยาว 25 หน้า สรุปประเด็นได้ดังนี้

1. ผู้คัดค้านที่ 1 (คุณหญิงพจมาน) ได้นำพยานเข้าไต่สวน คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ยืนยันชัดเจนว่าหุ้นบริษัทของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาโดยสุจริตและมีอยู่ก่อนตั้งแต่ปี 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการซื้อจากการเพิ่มทุนของบริษัทชินคอร์ปทุกครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป อยู่จำนวน 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท จึงได้โอนให้นายพานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยได้จัดทำการโอนขายตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป จึงขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 กันยายน 2543 จึงไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท

ชินคอร์ปตามที่ถูกกล่าวหา

2. ประเด็นข้อกล่าวหาว่าการโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับนายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ไม่ได้เป็นการโอนหุ้นโดยมีเจตนาการซื้อขาย กันจริง

จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล ยืนยันชัดเจนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้นายพานทองแท้และนาย

บรรณพจน์ไปทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 หากจะวินิจฉัยไม่เชื่อว่าการโอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปดังกล่าวกันจริง ย่อมเป็นการวินิจฉัยที่เป็นการคาดเดาหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงขัดแย้งต่อข้อมูลเอกสารมหาชนและพยานบุคคล รวมถึงข้อกฎหมายอย่างชัดเจน

3. ในประเด็นกล่าวหาที่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับการชำระเงินจากนายพานทองแท้ เกินกว่ามูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่นายพานทองแท้ ได้ชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และนายพานทองแท้ ได้คืนเงินปันผลที่นายพานทองแท้ได้รับจากบริษัทชินคอร์ป

นายพานทองแท้เป็นหนี้ผู้คัดค้านที่ 1 มีจำนวน 5,056,348,840 บาท ซึ่งเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 4 ฉบับ ตามหลักฐาน แต่คตส.สรุปว่าเป็นการส่งคืนเงินปันผลให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 กรณีนี้จึงเห็นได้ชัดว่าสำนวนการไต่สวนของคตส.ขัดกับข้อเท็จจริง การสรุปของคตส.จึงเป็นการคาดเดา

4. ในประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าราคาหุ้นที่ผู้คัดค้านที่ 1 ขายให้แก่นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ถึงราคาหุ้นละ 15 เท่านั้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ขอชี้แจงว่า การขายหุ้นระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับนายพานทองแท้ เป็นการซื้อขายกันในฐานะทายาท ซึ่งเป็นบุตรคนโตที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ให้สืบทอดธุรกิจที่ได้สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของครอบครัว เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มที่ จึงได้ขายหุ้นให้นายพานทองแท้ในราคาทุน และสอนให้ลูกรู้คุณค่าของทรัพย์สินว่าการทำธุรกิจไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยการซื้อขายระหว่างแม่กับลูก ไม่ได้พิจารณาว่าหุ้นจะมีราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาด

โดยการซื้อขายระหว่างแม่กับลูก ที่ได้ตกลงซื้อขายในราคาทุนหรือราคาพาร์ของหุ้นแต่ละตัวโดยไม่ได้พิจารณาว่าหุ้นแต่ละตัวจะมีราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดและโดยสรุปนายพานทองแท้จะได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นก็เป็นเรื่องปกติของความเป็นแม่กับลูก ที่บุคคลในสังคมไทยมีความเอื้ออาทรมากกว่าบุคคลทั่วไป

5. ประเด็นที่กล่าวหาว่าผู้มีชื่อทั้งปวงยกเว้นนายบรรณพจน์ ไม่เคยรู้เห็นร่วมประชุมเจรจาขายหุ้นให้กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก

ในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาฯ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำพยาน เข้าเบิกความยืนยันอย่างชัดเจนว่า การประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป นายพานทองแท้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ชินวัตร น.ส.พินทองทา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปรับรู้และมอบหมายให้ผู้รับมอบเข้าร่วมประชุมแทนทุกครั้ง และเป็นแนวทางปฏิบัติมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ถือหุ้นชินคอร์ป มาตั้งแต่ปี 2526-2543 เพราะบริษัทชินคอร์ป มีผู้บริหารมืออาชีพและผู้ชำนาญการพิเศษบริหารอยู่แล้ว

6. ประเด็นกล่าวหาที่ว่าหุ้นในชื่อ น.ส. พินทองทา ซื้อจากนายพานทองแท้ กลับนำเช็คของผู้คัดค้านที่ 1 ไปชำระให้นายพานทองแท้ และโอนเงินดังกล่าวกลับเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1

ยืนยันว่า เงินที่ น.ส.พินทองทา นำไปซื้อหุ้น เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้ น.ส.พินทองทา เนื่องในวันเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 จำนวน 370,000,000 ล้านบาท ซึ่ง น.ส.พินทองทา เบิกความต่อศาลยืนยันว่าประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนใน บริษัทชินคอร์ป นายพานทองแท้ จึงตกลงแบ่งขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 367,000,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 367,000,000 บาท เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545 และได้จดแจ้งการโอนหุ้นต่อบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้แจ้งการได้มาซึ่งหุ้น และการจำหน่ายไปต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

กรณีจึงรับฟังได้อย่างชัดเจนว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของ น.ส.พินทองทา และนายพานทองแท้ นำไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับผู้คัดค้านที่ 1 มิใช่เป็นการคืนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่มีมูลหนี้ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด และหากจะถือหุ้นแทนบิดามารดาจริง นายพานทองแท้ ถือเพียงคนเดียวก็ได้ไม่ต้องยุ่งยาก

7. ประเด็นข้อกล่าวหาที่ว่าเงินปันผลที่ น.ส.พินทองทา ได้รับจาก บริษัทชินคอร์ป แล้วส่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 485,829,800 โดยทำเป็นจ่ายค่าซื้อหุ้น บริษัท อสังหาริมทรัพย์ 5 บริษัท จาก บริษัท วินมาร์ค จำกัด โดยใช้ชื่อ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้คัดค้านที่ 1 นั้น มีพยานเอกสารของนายมาห์มูด โมฮัมหมัด อัล อันซารี ซึ่งเป็นคำชี้แจงโดยรับรองจากศาลดูไบ ยืนยันว่า นายมาห์มูด เป็นเจ้าของบริษัท วินมาร์คที่แท้จริงเพียงผู้เดียว และได้ซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทของครอบครัวชินวัตรที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ในปี 2543 และได้รับการโอนหุ้นมาจากธนาคาร UBS AG สาขาสิงคโปร์ในปี 2544 บริษัทวินมาร์คจึงไม่ได้เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และ น.ส.พินทองทา ไม่เคยส่งเงินปันผลคืนให้กับผู้คัดค้านที่ 1 โดย น.ส.พินทองทา เบิกความว่า นำไปฝากในบัญชีและนำไปใช้สอย

8. ประเด็นที่ว่าผู้มีชื่อทั้งปวงไม่ได้รับเช็คค่าเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปด้วยตัวเอง แต่กลับนำเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 มาโดยตลอด นั้น บุตรชาย บุตรสาว น้องสะใภ้ และพี่ชายบุญธรรม ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้น ได้เบิกความประกอบเอกสารยืนยันว่าเป็นผู้รับเงินปันผลทุกครั้ง ไม่เคยส่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการคาดเดาลอยๆ

9. ประเด็นที่ว่าพฤติการณ์ถือหุ้นชินคอร์ป โดยใช้ชื่อนายบรรณพจน์ จำนวน 38,090,050 หุ้น ถือแทน ได้จากการใช้สิทธิเพิ่มทุนเมื่อปี 2542 โดยใช้เงินผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าหุ้นโดยนายบรรณพจน์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แต่ไม่เคยมีการชำระเงิน นั้น นายบรรณพจน์ ให้การว่า นายบรรณพจน์ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนเอง แต่ไม่มีเงินเพียงพอจึงได้ขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 และได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 จำนวน 102,135,225 บาท ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตั๋วสัญญาใช้เงินที่นายบรรณพจน์ ออกเพื่อชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จากหนี้รวม 450,385,225 บาท

10. ประเด็นที่กล่าวหาว่าหุ้นในชื่อนายบรรณพจน์ ได้รับเงินปันผล 1,746,831258 บาท และส่งคืนผู้คัดค้านที่ 1 จนครบ 450,385,225 บาท เก็บเงินปันผลที่เหลือ 1,296,446,033 บาท ไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ตลอดมานั้น ขอชี้แจงว่า หุ้นชินคอร์ป เป็นของนายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือให้ถือแทน ส่วนเงิน 450,385,225 บาท นั้น นายบรรณพจน์ชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้ค่าซื้อหุ้น ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริง

11. ประเด็นที่กล่าวหาว่า ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ได้รวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็กในนามของนายบรรณพจน์ได้เงิน 17,709,802,575 แล้วนำเงินปันผลที่เหลือทั้งหมดกับเงินค่าหุ้นมาฝากไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ ก่อนทยอยโอนไปยังผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากความเป็นจริง ไม่อาจรับฟังได้

12. ประเด็นกล่าวหาของนายแก้วสรรที่ว่าเดิม คตส.ไม่คิดเรื่องยึดทรัพย์ แต่เมื่อตรวจสอบเรื่องหุ้นชินคอร์ป ได้พยานหลักฐานจากนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เป็นเอกสารใบรับฝากหุ้นชินคอร์ปของแอมเพิลริช เอาไปให้ธนาคารยูเอสบี ดูแลออกใบรับฝากหุ้น ปรากฏว่าผู้มีอำนาจลงนามคือ ที-ชินวัตร นั้น คำให้การของนายแก้วสรร แสดงให้เห็นทัศนคติความเป็นปฏิปักษ์คตส.ที่ไม่ใช้หลักยุติธรรมแต่ใช้การคาดเดา เพราะเอกสารดังกล่าวนางกาญจนาภา เจตนาส่งให้คตส.เพื่อชี้ให้เห็นว่า บริษัท

แอมเพิลริช ที่ผู้ถูกกล่าวหาตั้งขึ้นและมีอำนาจลงนามต่อธนาคารยูบีเอส ในปี 2542 ซึ่งปรากฏจากการไต่สวนของศาลฎีกาแล้วว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้โอนขายหุ้นแอมเพิล

ริชให้แก่บุตรชาย 1 หุ้น ราคา 1 เหรียญ ซึ่งเป็นหุ้นทั้งหมดในวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่มีสิทธิในบริษัทแอมเพิลริช เป็นการใช้ทฤษฎีวัวของนายแก้วสรรที่ก่อตั้งขึ้นมาเอง

13. ประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ท้ายคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกตินั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ขอเรียนว่า เป็นทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อปี 2544-2550 ในฐานะคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหา ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ และเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนที่

ผู้ถูกกล่าวหาจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่

14. ประเด็นกล่าวหาว่าแม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ได้รู้เห็นโดยตลอดจึงเป็นทรัพย์เกี่ยวข้อง ขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นจำนวน 70,864,879,416 บาท และเงินปันผลจำนวน 7,011,716,983 บาท นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 กราบเรียนว่า หุ้น

ชินคอร์ปนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาและถือครองมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2543 จึงได้โอนขายให้แก่นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ จำนวน 69,300,000 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 10 บาทไม่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้การไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา

การที่ผู้ร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับหุ้นดังกล่าวไม่ใช่หุ้นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 กรณีนี้จึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สิน

ทั้งหมดของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไป

Tags : พจมาน ชินวัตร คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28

คห 4 ครับ
เงินที่โดนยักยบยอกโยกโอนไปมา ทำให้เค้าก็ไม่ต้องนำมาเสียเป็นภาษี.... ไม่เหมือนที่คุณ ผม และคนอื่นๆ โดนหักไปทุกเดือนๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อที่จะเอามาทำถนน พัฒนาบ้านเมือง การศึกษา และดูแลคนแก่ พ่อแม่ ปู่ ทวด ของเราๆ ท่านๆ มันน่าเสียดายออกนะครับ
พวกเราทำงานแบบสุจริต ถามว่าเสียดายที่โดนหักไปทุกเดือนไม๊ ผมก็เสียดาย แต่ผมไม่ได้โกงใครครับ แต่พวกเรานั้นแหละที่กลับถูกคนวิสัยทัศน์ดี มันเอาเปรียบไป


เป็นผู้นำประเทศ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีต่อ
คณะรัฐมนตรีและข้าราชการ แสดงความ
ซื่อสัตย์และจงรักภัคดี คนอื่นจะได้ลด
ปริมาณการโกงลงไปได้บ้าง
นี่เล่นตุกติกไม่ซื่อตรงกันหมด
ถึงแม้"ธักศิณ"จะมีวิสัยทัศน์ดี
ก็ลบล้างความคตกันไม่ได้หรอก
อย่ายกประชาธิปไตยมาอ้างเลย เวรกรรม

ความคิดเห็นที่ 27

สรุปเงินส่วนใหญ่เป็นของลูก น้อง กับพี่ชาย แล้วทำไม แม้ว กับอ้อถึงเดือดร้อนมากกว่าเจ้าของเงินล่ะ ส่วนที่ขายไปก็ได้เงินครบแล้วนี่ กลัวจะขายไม่จริงจริงไม่กลัวเธอจ๋า !!

ความคิดเห็นที่ 26

เอาไว้รอดูวันที่ 26 กพ.น่าจะดีกว่า เพราะมันเป็นของจริง

ความคิดเห็นที่ 25

แถลงปิดคดีของฝ่ายหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ข้อยุติ ผู้ต้องหาก็มีสิทธิในการมองประเด็นในแบบของเขา รอฟังทั้งสองด้าน และยึดหลักกฎหมายไว้ รับฟังด้วยสติ อารมณ์สงวนไว้เถอะครับ..พี่น้อง ใจร่มๆเน่อ

ความคิดเห็นที่ 24

คห23 เข้าใจง่ายครับว่าต้องยึด3ล้าน ใครก็เข้าใจ แต่กรณีที่ถือหุ้นอยู่ก่อนนานแล้ว มาทำงานการเมืองแล้วอนุมัติกฎเกินที่เอื้อประโยชน์ แล้วมันจะเป็นทุนได้อย่างไรครับ
ขอบเขตการยึดถึงแค่ไหนครับ

ความคิดเห็นที่ 23

ถ้านายท.มีเงินห้าแสนบาท นำไปซื้อยาบ้าจากกระเหรี่ยงมาขายในราคาสามล้าน บังเอิญซวยถูกจับ ถามว่าศาลจะยึดแค่สองล้านห้า(เหลือคืนนายท.ห้าแสนที่เป็นต้นทุน)หรือจะยึดทั้งหมดสามล้าน ใครรู้บอกด้วย

ความคิดเห็นที่ 22

คห 19 คิดผิดเสียแล้ว ลองไปอ่านกฏหมายดี ๆ + มองภาพใหญ่ขึ้น

มองภาพรวมแบบตั้งแต่แรก

ตามหลักกฎหมายไทย เริ่มแรก เราต้องเริ่มจากการมองผู้ต้องหาว่าบริสุทธิ์ แล้วหาข้อมูลมาหักล้าง หากเพียงพอน่าเชื่อถือ จึงค่อยเชื่อ ใช่หรือไม่

เริ่มต้นจากการยึดอำนาจ ทั้งประเทศไปเป็นของตน แม้แต่กฎหมายสูงสุดยังฉีกได้ เขียนกฎหมายสะเอง จากนั้นก็ตั้งธงจัดการทักษิณและพวกอย่างชัดเจน ชูธงว่าทักษิณชั่ว ทักษิณผิดโน่น ผิดนี่ แล้วก็ยึดทรัพย์ ตอนแรกก็อ้างขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี ไร้จริยธรรม แล้วมาตอนนี้ ก็เปลี่ยนประเด็นเป็นโน่น เป็นนี้ มาใช้


จริงอยู่ว่าหลักกฎหมายในส่วนที่ท่านว่านั้นถูกต้อง แต่หากมองกันแบบภาพรวมดังเสนอข้างต้น ก็เปรียบเสมือนการติดกระดุมผิดเม็ดมาตั้งแต่ต้น ติดกระดุ้มถูกต้องเพียงตอนนี้ มันถูกต้องจริงหรือ

#ค ม ช..วได้ใจ

ความคิดเห็นที่ 21

โกงยังไง? โกงใคร หว่า ? อย่ามามั่ว เป็นหุ้นของแป๊ะโกเต็ก และขี้ข้าพันธมารเหรอเดือดร้อนกันจัง...เห็นใครรวยไม่ได้ ตาโต ต่อมอิจฉาแตกเหมือนละครน้ำเน่าฮาฮา อยากรวยทำมาหากินสิ อย่างอมืองอเท้า จ้องจะปล้นเขาท่าเดียว หรือโกงแบงก์ล้มบนฟูก...สมบัติเขาจะขายจะให้ฟรีแจกฟรีผิดกฎหมายด้วยเหรอ ? ข้อหาอะไรมิทราบ?

ถ้าโกงภาษีทำไมสรรพากรไม่จัดการ..อะไรก็บ่ฮู้..มั่วชิหายยยย พวกขี้ข้าอำมาตย์

เปรม บัง พวกปล้นอำนาจประชาชนแล้วรวยผลประโยชน์ทับซ้อนชัดๆ..ตาบอดเหรอถึงมองไม่เห็นพวกเหลืองหางกุด..น่าอาย..รู้จักอายมั่ง

ไ อ้มาร์คหนีทหารรับอำนาจโจร..บริหารประเทศคนจนทั้งประเทศรวยแค่พรรคพวกตัว..พวกนี้น่าโดนยึดทรัพย์..จับติดคุก..ยิ่งเป้า ซะให้เข็ด..ประเทศชาติเสียหายไปกี่แสนล้าน ประชาชนหกสิบกว่าล้านคนเสียโอกาศ..เอาเด็กหนีทหารมาเป็นนายกฯ ทุเรศมาก..คุณสมบัติสมัครงานเป็นข้าราชการเสมียน รปภ.ยังไม่ได้เลย..ประชาวิบัติประเทศวิบัติ..

ความคิดเห็นที่ 20

คุณ คห 19 พูดถูกต้องแล้วคร้าบ

อย่าพยายามตะเบงข้างๆคูๆเพื่อคนที่ทำผิดมหันต์เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 19

คห 17 18 คิดผิดเสียแล้ว ลองไปอ่านกฏหมายดี ๆ

ถ้าคุณคิดว่า ก่อนโกงมีเงิน 500 บาท แล้วหลังโกงมีเงินทั้งสิ้น 2000 บาท เพราะฉะนั้น ถ้าพิสูจน์ว่า 500 บาท ได้มาก่อนโกงนั้น สรุป อย่างน้อย 500 บาท ต้องคืนนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ผิด โปรดไปศึกษากฏหมายดี ๆ อย่าใช้ความรู้สึกแล้วคิดเอาเอง

ประเด็นอยู่ที่ว่า 500 บาททุนเดิมนั้น มันไปเกี่ยวข้องเกี่ยวโยง มีผลต่อการโกงหรือไม่ต่างหาก ถ้าเกี่ยว ก็เรียบร้อยโรงเรียนจีน

เพราะฉะนั้น ถ้า จำเลย พยายามแก้ต่างว่า เงิน 500 บาทได้มาถูกต้อง บอกได้เลยงานนี้ 7.6 หมื่นล้านบาทโดนยึดเกลี้ยง เกลี้ยงจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 18

ส่วนคห13 อ่านไม่เข้าใจครับ ถ้าต้องการบอกว่าโกงจากเดิมไทยคมมี4000ล้านจนร่ำรวยมีเป็น70000ล้านคิดว่าข้อมูลคงผิดครับ
หุ้นshinคุณทักษิณเขาถือมานานแล้วครับเงินขึ้นๆลงก็ดูที่ราคาหุ้นshinครับ
คุณทักษิณไม่ได้ถือหุ้นไทยคมโดยตรงครับ

ความคิดเห็นที่ 17

จากคห15 ผมเห็นคำพูดแบบกันมากพยายามให้เห็นว่ามีความสอดคล้องกัน แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียงใช้วาจาให้ดูสวยงามเท่านั้นครับ เพราะถ้าใช้จริงตามนั้นขอบเขตจะอยู่ตรงใหน รวมเงินที่มีมาก่อนด้วยไหม รวมเงินของญาติด้วยหรือปล่าว ถ้าเขาเป็นเจ้าของ
5บริษัทต้องยึดเป็นของรัฐหมดหรือปล่าวเงิน
ลูกสะไภ้ ลูกเขย ปู่ย่าตายาย น้าอา และอื่นๆ
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำโดยไม่ดูความเป็นจริงครับ ก็ต้องดูว่าเงินแต่ละส่วนมีที่มาหรือไม่ตอบได้ไหมมาอย่างไร ส่วนไหนผิดก็ยึดไปเหมาเข่งไม่ได้ครับผิดหลักนิติศาสตร์

ความคิดเห็นที่ 16

สรุป ทางฝ่ายคุณทักษิณ ต้องการบอกว่า
หุ้นเหล่านั้นโอนไปให้ลูกก่อนแล้วไม่ใช่ของผม จะยึดของลูกผมได้ไงเขาไม่ได้เป็นการเมือง ซึ่งก็ถูก ก็คงเหลือประเด็นถือเกิน5%
และประเด็นทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งจะเอาเงินกลับหุ้นshinต้องจ่ายไม่รู้เท่าใด จะจ่ายอย่างไรงงเหมือนกันครับ
ส่วนที่คุณทักษิณถือshinเกิน5%ลงโทษด้วยการยึดทรัพย์หรือครับ มีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือครับ ถ้ามีก็ดีรอดูว่านักการเมืองจะว่าอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 15

ทรัพยฺสินเดิมจะมีเท่าไรก็ตามถือเป็นต้นทุนในการกระทำผิดประเภทเงินต่อเงิน เทียบได้กันเป็นวัตถุดิบในการผลิต เทียบได้กับสารเริ่มต้นในการผลิตยาเสพติด เทียบได้กับอาวุธในการประกอบอาชญากรรม เทียบได้กับอุปกรณ์ประกอบการกระทำผิดต้องยึดป็นของแผ่นดิน

ความคิดเห็นที่ 14

พวกโง่บูชาหน้าเหลี่ยมเยอะจังวันนี้ 76000 ล้านน่ะมันจะโยนให้คุณสักบาทไหมวะ

ความคิดเห็นที่ 13

คุณ 1man1vote ก็เพราะ 1man1vote นี้แหล่ะครับ เขาถึงได้ไปจ่ายคนล่ะ 120 บาท เพื่อให้เข้ามาปล้น เงินภาษีได้ ถ้า120บาททำให้ได้ตำแหน่ง เขาถึงยอมเสี่ยงจาก 4000 ล้านตอนเป็นเจ้าของไทยคม มาไงครับ ซะใจหรือยัง 4000 ล้านกลายเป็น 70000 ล้าน เพราะประชาธิปไตยแค่เลือกตั้งงัย ครับ
สมน้ำหน้า คนไทยดีมั้ยเนี้ยะ

ความคิดเห็นที่ 12

ปล้นกันจะๆ
แกล้งเขามาก
ระวังจะโดนเอาคืน สักวัน

ความคิดเห็นที่ 11

ใครทำอะไรไว้มันก็ได้อย่างนั้น อยู่ที่ว่าจะตอบสนองช้าหรือเร็วเท่านั้นแหละ....ดูสิประเทศเกิดของตัวเองยังเข้าไม่ได้เลย....ไม่ไหว ไม่ไหว ไม่ไหวที่จะเคลียร์

ความคิดเห็นที่ 10

คห 4 ครับ มันคนละเรื่องกันครับ ใช้สติปัญญาพิจารณาให้ท่องแท้หน่อยครับ เรื่องยึดทรัพย์เป็นเรื่องโกงชาติโกงแผ่นดินที่เอาอไนาจจัวเองไปทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น และคตส.มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลครับ ส่วนเรื่องโกงของหน่วยงานอื่นๆ ก็จะมีหน่วยงานตรวจสอบครับ ถ้าหากคุณมีหลักฐาน ก็สามารถยื่นทางปปช.ให้ตรวจสอบได้เลย อย่าใช้ความรู้สึกครับ

คห. 7 ผมว่าความคิดเห็นคุณมัีนสะท้อนให้เห็นความคิดที่คับแคบนะครับ สิ่งที่ประชาชนจะได้ก็คือความกรงกลัวต่อบาปที่ อดีตนายกไม่เคยมีไงครับ กละนักการเมืองอีกมากมายจะได้พึงสังวรณ์เอาไว้ว่าการโกงชาติโกงแผ่นดินไม่ได้ทำได้อย่างง่ายๆ ตามอำนาจที่มี และสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไมใ่ได้เกิดเพราะความอิจฉาหรอกครับ เกิดเพราะอยากเห็นความถูกต้องมากกว่า การที่เอาอำนาจไปทำให้เงินของตัวเองเพิ่มพูนมากขึ้นทั้งๆ ที่ควรจะมีจริยธรรม คุณธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดีมากกว่านี้ แต่อดีตนายกก็เลือกที่จะทำเพื่อตนเองมากกว่า อย่าหลงจนไม่รู็อะไรเลยครับ เปิดตา เปิดใจ ศึกษาอ่านหนังสือให้เป็น จะได้รู้ว่าความถูกต้องคืออะไร รักให้เป็นนะครับ อย่ารักแบบโง่ๆ

ความคิดเห็นที่ 9

อ่านแล้วก็รู้สึกว่า ทุกคนเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับคญ.พจมานเลยเนอะ
จะทำอะไร จะซื้ออะไร เงินไม่พอก็มายืมแม่ ยืมคญ.พจมาน

เออแม่นี่ก็เคี่ยวเนอะ เงินนิดหน่อยๆ ให้ลูกก็ไม่ได้ ต้องมาทำเป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทุกครั้งไป เนียนจริงๆ เอ๊ะหรือว่าไม่เนียนดี

ความคิดเห็นที่ 8

ประเด็นไม่ใช่เงินส่วนนี้ได้มาถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ประเด็นอยู่ที่ว่า มีการโกงจริงไหม และเงินที่โกงนั้น มีเงินส่วนไหนเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับการกระทำความผิดหรือไม่ ที่ คตส ยึดมา 7.6 หมื่นล้านบาทนั้น คือเงินที่เกี่ยวข้องเกี่ยวโยงเกี่ยวเนื่องกับการโกง ส่วนเงินที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ก็หาได้ถูกยึดอายัดใด ๆ ไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ถูกกล่าวหา ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เงินที่อายัดส่วนใด ไม่เกี่ยวกับการโกง มิใช่พิสูจน์ว่า เงินส่วนนี้ได้มาสุจริตหรือไม่สุจริต

ความคิดเห็นที่ 7

คหที่5 คิดว่าตัวเองฉลาดล่ะสิ คนขี้อิจฉา ไม่จำเป็นต้องอ่านก็คิดได้แล้ว เพียงแค่เปิดใจกว้างเอาใจเขามาใส่ใจเรา เงินที่เขาหามาได้เป็นถึงเจ้าของกิจการดาวเทียม โทรคมนาคม ขายหุ้นได้ราคา จะยึดให้หมด สมควรเอาไปฟ้องศาลโลกจะดีกว่าศาลอำมาตย์
สมมติว่าตบทรัพย์สินเขาไปได้คราวนี้7.6หมื่นล้าน อยากรู้จริงๆประชาชนจะได้อะไร การโกงกินงบประมาณแผ่นดินจะดำเนินไปอย่างเมามันเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ความคิดเห็นที่ 6

ใครๆ ก็ใช้สามัญสำนึกคิดได้ว่า พวกคุณโกงประเทศชาติเช่นไร พวกคุณโอนหุ้นกันไปมาผ่ายบริษัทการเงินต่างประเทศต่างๆ เพื่อฟอกเงิน ความผิดเช่นนี้เป็นฐานความผิดระหว่างประเทศนะครับ ถ้าศาลสั่งยึดทรัพย์แล้ว อาจเป็นฐานสำคัญในการที่รัฐบาลจะขอตัวนักโทษชายทักษิณมารับโทษในไทยได้ด้วย เพราะประเทศตะวันตกหรือแม้แต่ประเทศตะวันออกกลางก็มีโทษสำหรับการฟอกเงินทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 5

ความเห็น 4 หลุดมาจากปลักไหนครับ อ่านแค่พจมาน บอกว่าไม่จริงก็เชื่อแล้ว เชื่อคนง่ายนะครับ แล้วพยาน หลักฐาน ที่เกิดขึ้นมันชัดเจน จนพรรคเพื่อ * ไทยสรุปแล้วว่าอย่างไรก็โดนยึด เมื่อเป็นรัฐบาลจะหาทางเอาคืนละ โง่ให้ตลอดนะ

ความคิดเห็นที่ 4

นั่นสิเขาจะยกสมบัติให้ลูกสืบทอดต่อกิจการที่สร้างมาก่อนเป็นนายกฯ จะขายให้ถูกๆหรือยกให้ฟรีๆไปหนักหัวอะไรคณะกรรมการตบทรัพย์สินแห่งชาติ ที่สำคัญเงิน7.6หมื่นล้านเป็นเงินที่เทมาเส็กสิงคโปร์โอนมาซื้อหุ้นเขา ประชาชนเสียหายอะไร ประเทศต้องเบิกเงินในคลังไปใช้ซื้อหุ้นเขาหรือไง ขอให้คณะกรรมการตบทรัพย์สินแห่งชาติไปตามจับพวกเอางบประมาณแผ่นดินไปซื้ออาวุธห่วยๆมาป้องกันประเทศปราบการก่อการร้ายจะดีกว่า รวมถึงพวกโกงงบประมาณแผ่นดินอันเป็นภาษีจากประชาชนไปซื้อปลากระป๋องเน่า ซื้อของห่วยๆไปแจกประชาชนตามโครงการพอเพียงจะดีกว่า จะเป็นการหยุดการแ-ดกงบประมาณแผ่นดิน กล้าไหม คตส? ตรวจสอบทหารที่โกงเงินแผ่นดิน กล้าไหม ตรวจสอบทหารมาเฟีย กล้าไหม หรือว่าถ้าเป็นพวกอำมาตย์ทำอะไรก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะ

ความคิดเห็นที่ 3

ปฏิเสธความจริงทุกข้อกล่าวหา

ความคิดเห็นที่ 2

โง่ แล้วยังเสือกอวดเก่ง

ความคิดเห็นที่ 1

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...ตถตา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement