ร่วม4ปีของการชุมนุมทางการเมือง บางครั้งเข้าสู่ภาวะจลาจล หลายครั้งส่อจะเกิด โชคดียังถูไถกันมาได้ แต่ถ้าไม่อยากให้เกิดอีกจะมีเครื่องมืออะไร
ผลกระทบเสียหายทางสังคม และเศรษฐกิจเกิดเป็นระยะจากสถานการณ์ม็อบรุนแรง หากปล่อยให้สถานการณ์ล่อแหลมดำรงอยู่ต่อไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งจะต้องเข้าสู่ภาวะจลาจลอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว
ขณะนี้อาจจะเรียกได้ว่า "ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง" กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งสำคัญยิ่ง ท่ามกลาง "กลุ่มชนเสื้อหลากสี"ออกมาเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ตามความปรารถนาของกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึง"ขื่อแป" หรือความสงบสุขของบ้านเมือง ระบบกฎหมายที่ตั้งมั่นมาเกือบสามร้อยปี ถูกเมิน ไม่ค่อยเคารพกันอีกแล้ว
ส่วนคนในเครื่องแบบสีเขียว มีหน้าที่จะต้องป้องกันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงอยู่ในความเจริญรุ่งเรือง เป็นอิสรภาพและสงบเรียบร้อยปราศจาก ราชศัตรูภายนอกและภายใน(ข้อความตามวรรคท้ายของ มาตรา 16 พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457)
ขณะนี้ อำนาจแห่งอนาธิปไตยกำลังครอบงำบ้านนี้เมืองนี้อยู่ ม็อบเป็นใหญ่ ท้าทายอำนาจรัฐ ปลุกระดมให้ชุมนุม ปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง และใช้ความรุนแรงมาแล้ว(เช่น เหตุการณ์เดือนเมษายน 2552) ล่าสุด แกนนำกลุ่มคนบางสี บางเหล่าประกาศต่อสาธารณชนให้เตรียมการเผาบ้านเผาเมือง และแสดงการขัดขืนต่ออำนาจรัฐ ไม่มีใครหรือผู้ใดที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแสดงความรับผิดชอบ ทหารกลับแสดงอาการหงอกลัว และทำเชือนแฉต่อหน้าที่พึงต้องกระทำ
ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องนำพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มานำเสนอพร้อมแง่มุมทางวิชาการ ให้เกิดข้อคิดคำนึงแก่ทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะทหาร กองทัพ ซึ่งได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็เป็นไปตามความวรรคท้ายของมาตรา 16 พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 นั่นเอง
ข้อสังเกตุ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457
1. กฏหมายฉบับนี้ กำเนิดในช่วงรอยต่อของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขั้นต้นขึ้นในสยามประเทศ โดยถ้าเราถือว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระผู้ทรงสถาปนาระบอบประชาธิปไตยใหม่ขึ้นในชาติ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระราชโอรส ซึ่งได้สืบราชบัลลังก์ต่อมา ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่งที่ได้สืบทอดหน้าที่การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยใหม่ ให้สถิตสถาพรขึ้นในชาติ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยหรือสยามประเทศปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทั้งนี้ นานาชาติหรือสากลถือว่าระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการปกครองพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย (ตรวจสอบความหมายได้ในหอสมุดสากลทางอินเตอร์เน็ต “วิกิพีเดีย” หรือสารานุกรมทางอินเตอร์เน็ตในภาษาอังกฤษเกือบทุกเว็บไซต์)
พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2450 ทั้งนี้ เพื่อให้อำนาจหน้าที่แก่เจ้าพนักงานฝ่ายทหาร ที่จะกระทำการใด ๆ ให้สอดคล้องกับระเบียบพิชัยสงคราม อันจะได้รักษาความสงบเรียบร้อยจากภัยทั้งจากภายนอกหรือเกิดขึ้นภายในได้โดยสะดวก (ดูประกาศกระแสพระบรมราชโองการ อันเป็นเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457)
2.แม้พระราชบัญญัตินี้จะถูกเรียก "พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก" แต่คำว่า พระราชบัญญัติ นำหน้านี้ หาใช่ความหมายเดียวกับ "พระราชบัญญัติ" ในระบบกฎหมายที่ก่อตั้งขึ้นนับแต่ พ.ศ.2475 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่คณะราษฎรพยายามสถาปนาขึ้นไม่
ทั้งนี้ เพราะถ้านำพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปอ่านเปรียบเทียบกับ กฎมณเฑียรบาล กฎ ระเบียบ เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ จะมีถ้อยคำ "เหมือน" หรือ "คล้ายกัน" อีกทั้งในยุคระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระบรมราชโองการต่าง ๆ แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มักจะเรียกขานกันว่า “เป็นพระบรมราชโองการ” มีสภาพเป็นกฎหมายใช้ปกครองบ้านเมือง
ดังที่ใน มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ บัญญัติว่า "การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น จะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ"
ฉะนั้น เมื่อเราถือว่าพระมหากษัตริย์ไทยดำรงสถานะเป็น รัฐาธิปัตย์ (ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ตรงกับภาษาอังกฤษ Sovereign) พระราชบัญญัตินี้จึงดำรงสถานะเป็นเสมือนหนึ่งคำประกาศของรัฐาธิปัตย์ จะมีสถานะสูงที่สุดในรัฐนั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า "King’s prerogative”
ด้วยเหตุนี้ แม้กฎหมายฉบับนี้จะเรียกตัวเองว่า “พระราชบัญญัติ” แต่สถานะทางกฎหมายของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ จะอยู่ "สูงกว่า" รัฐธรรมนูญ ในระบอบหรือลัทธิรัฐธรรนูญ ที่คณะราษฎรพยายามสถาปนาขึ้นในประเทศนี้ ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงยังใช้อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้
ความสนับสนุนข้างต้น ให้ไปพิจารณาดูบทบัญญัติ มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัตินี้ จะเห็นบัญญัติไว้ว่า
"บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติ หรือบทกฎหมายใด ๆ ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับ และใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน"
และเมื่อพิจารณาถ้อยคำใน มาตรา 16 ของพระราชบัญญัตินี้ ที่บัญญัติว่า "ความเสียหายซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วใน มาตรา 8 และมาตรา 15 บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนี้ เป็นการสำหรับป้องกัน พระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรือง เป็นอิสรภาพและสงบเรียบร้อยปราศจากราชศัตรูภายนอกและภายใน"
เมื่อนำ คำนำของพระบรมราชโองการเพื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ มาพิจารณาประกอบ มาตรา 2 ,มาตรา 5 และมาตรา 16 จะเห็นได้ประจักษ์ชัดว่า พระราชบัญญัติหรือกฎหมายฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรเมนทรมหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) มีพระราชประสงค์จะให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ดำรงสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองในยามที่บ้านเมือง หนึ่ง เผชิญภาวะสงคราม สอง เกิดภาวะการก่อจลาจล
เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้กฎหมายฉบับนี้จะเรียกตัวเองว่า "พระราชบัญญัติ" สถานะทางกฎหมายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ "ไม่เป็น" พระราชบัญญัติในความหมายของคำว่า "พระราชบัญญัติ" นับแต่มีการปกครองในระบอบลัทธิรัฐธรรมนูญ นับแต่ปี พ.ศ.2475 ตราบจนถึงปัจจุบัน
3.เมื่อได้พิจารณาต่อไป ให้ยถ่องแท้ ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติว่า
"เมื่อมีสงคราม หรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใดให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด"
พิจารณาถ้อยคำในมาตรานี้อย่างถ้วนถี่แล้วจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงมุ่งหวังว่า "นายทหารสัญญาบัตร" ที่มียศตั้งแต่ นายพันขึ้นไปจะมีคุณธรรมที่สูงส่ง และตัวนายทหารสัญญาบัตรผู้นั้นมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ จึงทรงได้บัญญัติให้มีอำนาจตามกฎหมายไว้
คำว่า"รัฐบาล"ในมาตรานี้หมายถึง "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเท่านั้น"
4.เมื่อพิจารณาบทบัญญัติ มาตรา 6, มาตรา 8 และ มาตรา 16 ร่วมกันแล้ว ทำให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ทรงมุ่งหวัง(มีเจตนารมณ์) จะให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือในการค้ำจุน ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรือง เป็นอิสรภาพและความสงบเรียบร้อยปราศจากราชศัตรูภายนอกและภายใน
ซึ่งที่กล่าวมานั้น คือ ความมั่นคงสูงสุดของรัฐประเทศไทย หรือสยามประเทศ
เมื่อนำมาตรา 2 และมาตรา 4 มาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว ยิ่งจะเห็นประจักษ์ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมุ่งหวังจะใช้กฎหมายนี้ใน 2 กรณี คือ เกิดสงคราม หรือจลาจล ขึ้นในประเทศ
ซึ่งในยามเกิดความไม่สงบนั้น เป็นภัยต่อ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมตลอดไปถึงอาณาประชาราษฎร์ของประเทศนี้ เป็นสภาวะที่ไม่มีใครฟังใคร(อนาธิปไตย) จึงเกิดความจำเป็นขึ้นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง จึงจำต้องให้มีกฎหมายฉบับนี้ไว้ค้ำจุนความมั่นคงแก่รัฐประเทศไทย
ทั้งนี้ ตรงตามสุภาษิตโรมันที่ว่า Necessitas non habet legem ตรงกับภาษาอังกฤษ Necessity has no law (คำกล่าวของ โทมัส อาควิสนัส ลูกศิษย์ อริสโตเติ้ล ประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล)
มีความหมายว่า เมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นแก่ประเทศหรือรัฐ...เพื่อความคงอยู่แก่รัฐนั้น ๆ อำนาจหน้าที่ในส่วนนี้จึงเป็นอำนาจหน้าที่สูงสุดของฝ่ายทหารผู้มีหน้าที่รักษาความสงบให้แก่บ้านเมือง...ไม่ใช่ฝ่ายอื่น!
พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 จึงให้อำนาจหน้าที่แก่ทหารอย่างชอบธรรมอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้นำทหารจะ"ฉลาดใช้" อย่าง "กล้าหาญ"หรือไม่ ไม่ใช่ เอะ อะ ก็จะยึดอำนาจรัฐ ทำรัฐประหาร โดยรู้ทั้ง ๆ อารยะประเทศไม่ยอมรับ รู้ทั้งรู้ ไม่มีปัญญาจะนำประเทศเดินหน้าต่อไปได้
*ติดตามตอนต่อไป เทียบเคียงกรณีอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ในช่วงเกิดภาวะสงคราม หรือ จลาจล
Tags : พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก • จลาจล 13เม.ย.52



ความคิดเห็นที่ 4
ตี๋หล่อ , 4 มีนาคม 2553 13:46
ทำไมหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าพตท.ทักษิณ ชินวัตรแล้วพตท.ทักษิณ ชินวัตรจึงยังไม่ยอมรับการตัดสินทั้งนี้ไม่ว่าประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบอื่นๆก็ตามถ้าศาลตัดสินแล้วถือว่าทุกอย่างต้องยุติแล้วทำไมประเทศเราเมื่อศาลตัดสินแล้วจึงยังไม่ยุติเพราะประเทศเรายังไม่มีการปกครองที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเพราะถ้ามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วถ้ามีปัญหาบุคคลก็ใช้กฏหมายดำเนินการก็จบแต่บ้านเราเป็นปัญหาระบอบแล้วไปใช้กฏหมายจัดการจึงไม่จบในทางตรงข้ามถ้าใช้นโยบายจัดการปัญหานี้ก็จะจบแต่ต้องจัดการภายใต้บริบทของพรรคปกครองที่มีนโยบายในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงตามแนวทางของสมเด็จพระปกเกล้าไม่ใช่แนวทางของคณะราษกร์ที่บูชากฏหมายรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสูงสุด
ความคิดเห็นที่ 3
แสงรวี , 9 กุมภาพันธ์ 2553 23:14
คห.1 มองปลายเหตุ โดยไม่ศึกษาและเข้าใจปฐมบทและบริบทรัฐประหาร ๑๙ กย. ๔๙ จิตวิญญาณความเป็นเสรีประชาธิปไตยไท(ไม่มี ย.ยักษ์) ถูกปล้นอย่างยับเยินโดยคนคนเดียว คนนั้นเป็นใคร น่าจะรู้ดี ๓ สถาบันความเป็นชาติ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหมือนจะเหลือเพียงนามธรรม การทำนุ บำรุง รักษา คงความมั่น แทบไม่ปรากฏ หากยังถูกกระแซะ บ่อนชอนไช ด้วยอำนาจ และจิตวิปริตของคนนั้น ทุกสภาวะ
คนทั่วไปมองไม่ออก มองไม่เห็น เพราะความบ้าของนายทุน บ้าเงินตรา เบียดบังปิดหูปิดตาและปิดจิต(ใจ) ด้วยประชานิยมที่หว่านเงิน แต่ส่วนหนึ่งของเงินเหล่านี้ ถูกเบียดบังหลบซ่อน คดียึดทรัพย์เพียงจำนวนเท่านั้นมันแค่เศษเสี้ยวของจำนวนเงินที่ถูกเบียดบังไปทั้งก่อนปี ๒๕๔๔ -๒๕๔๘ ด้วยซ้ำ หรือไม่จริง
ความคิดเห็นที่ 2
yacht , 9 กุมภาพันธ์ 2553 20:29
เห็นด้วย ทหารไม่ต้องรัฐประหาร
ขอให้ใช้กำลังตามบทบาทและหน้าที่ตามการบัญชาของนายกฯ
โดยสอดรับกับกฏหมายพิเศษที่มีอยู่หลายฉบับ
จากเบา-ไปสู่เข้มข้น และ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เมื่อการชุมนุมประท้วงเกินเลยจากความสงบเรียบร้อย
มีการใช้ความรุนแรงเฉกเช่นเมื่อเมษาฯ ปีก่อน
จำเป็นต้องใช้กำลังปราบปราม ความเสียหายที่เกิดขึ้น--- ซึ่งแน่นอน
การบาดเจ็บล้มตายที่อาจมีขึ้น เป็นเรื่องที่นานาชาติยอมรับได้
ดังตัวอย่างการจลาจลของคนดำในลอสแองเจลิส เมื่อกว่าสิบปีก่อน
การเผารถ เผาเมืองต้อนรับการเข้ามาเป้นประธานธิบดีของฝรังเศสเมื่อปี 2551
จลาจลในกรุงเอเธนของกรีซ ในปี 2008
เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติและประชนชาผู้ใฝ่สันติ
เมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงจนเกินกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทหารซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ก็ต้องออกมาควบคุมสถานการณ์ แทนที่จะปล่อยให้คนแค่หยิบมือทำความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาต
ความคิดเห็นที่ 1
น้ำผึ้งอาบยาพิษ , 9 กุมภาพันธ์ 2553 19:23
ปฏิวัติปี 2549 เป็นการรัฐประหารที่แปลกที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทหารผู้ทำการปฏิวัติได้รับดอกไม้จากประชาชน เพราะเงื่อนไขการปฏิวัติที่ชนเห็นชอบทั้งปวง ไม่เคยมีปฏิวัติกลางช่อดอกไม้มาก่อน ผู้คนชาวกรุงเทพต่างยิ้มแย้ม ดีใจที่มีปฏิวัติ ในภายภาคหน้า ไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ ปฏิวัติด้วยรอยยิ้มและดอกไม้เหมือนปี 2549 อีกหรือไม่ แม้ว่าจะฝังซ่อนยาพิษไว้ก็น่ายินดี