ท่ามกลางสภาวะอากาศแปรปรวนทั่วโลก รวมทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งคุกคามอย่างหนัก กระทบภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำ
"กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ถึงสถานการณ์ภัยแล้ง และมาตรการเตรียมการรับมือ ตลอดจนการจัดสรรปันน้ำ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับโอกาสอย่างทั่วถึง
นายชลิต กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ฝนตกในประเทศน้อยมาก แต่ได้พายุกฤษณาทำให้น้ำในเขื่อนสามารถจัดเก็บได้เฉลี่ยประมาณ 70% ซึ่งกรมชลประทานได้วัดระดับน้ำในเขื่อน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2552 เพื่อเก็บไว้ใช้ช่วงแล้งของปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2552- 30 เม.ย. 2553 พบว่ามีปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมประมาณ 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องกัน 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ช่วงฤดูฝน ปี 2554 ที่ในขณะนี้ ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า จะมีฝนตกล่าช้าออกไปหรือไม่ ดังนั้น จึงเหลือน้ำต้นทุนที่สามารถใช้ได้จริง เพียง 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจำนวน 20,720 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับความสำคัญ คือ เพื่อบริโภคและอุปโภค 1,836 ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาระบบนิเวศน์ 5,539 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรกรรม 13,176 ล้านลูกบาศก์เมตร และอุตสาหกรรม 169 ล้านลูกบาศก์เมตร
"เราต้องใช้ความสำคัญกับการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศน์ และอุตสาหกรรม ก่อนเพราะหากไม่มีน้ำใช้ จะเดือดร้อนมากในชีวิตประจำวัน แต่หากมีเหลือจะโอนถ่ายมาใช้เพื่อการเกษตรทั้งหมด ส่วนการปล่อยเพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้านั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้"
สำหรับน้ำเพื่อใช้ในภาคการเกษตรในช่วงแล้ง ส่วนใหญ่จะใช้มากที่สุด ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีการเพาะปลูกมาก 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แควน้อยบำรุงแดน 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสัก 600 ล้านลูกบาศก์เมตร และลุ่มน้ำแม่กลอง 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ ประเมินว่าจะเพียงพอสำหรับการปลูกข้าวนาปรังในปี 2553 เพียง 9.5 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่สามารถปลูกได้ 12.5 ล้านไร่ โดยนาปรัง 9.5 ล้านไร่ แยกเป็นการปลูกข้าวในเขตชลประทานเพียง 7.5 ล้านไร่ นอกเขตที่เกษตรกรมีแหล่งเก็บน้ำเอง 2 ล้านไร่
จากปัจจุบันข้าวมีราคาสูงมาก จึงเป็นไปได้ว่าเกษตรกรจะมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้น ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้เกษตรกรรับทราบ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่มีน้ำเพียงพอในช่วงปลายฤดู รวมทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ทำนาปรังด้วย เพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาได้โดยตรง
"ตอนนี้เหลือน้ำที่ใช้จริงๆ เพียง 27,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะในช่วงเดือน พ.ย. 2552- ก.พ. 2553 มีการใช้ไปมากแล้ว ในภาพรวมเราจัดสรรไปแล้ว 9,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินแผนไปเล็กน้อยจากที่ต้องจัดสรรให้อยู่ในเกณฑ์ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เพราะช่วงปลายฤดูที่ผ่านมาน้ำในคลองมีน้อย และแห้งเร็วเราต้องปล่อยน้ำมากขึ้น เพื่อรักษาระดับน้ำและแก้ดินแห้ง"
อธิบดีกรมชลประทาน แสดงความเป็นห่วงว่า การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากระดับราคาจูงใจมาก จึงต้องเฝ้ามองโดยเฉพาะ ในเขตภาคกลาง ที่มีการปลูกข้าวซ้ำๆ กันหลายรอบ ไม่มีรอบการผลิตที่ชัดเจน ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ในช่วงเดือน เม.ย.- พ.ค. ซึ่งในปีนี้ เกิดภาวะเอลนีโญคาดว่าช่วงแล้งอาจยาวไปถึงเดือน ก.ค. ดังนั้น โอกาสที่จะกรมชลประทานจะปล่อยน้ำเพิ่มมีน้อย แต่จากการระบาดของโรคเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนูนา จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรเว้นระยะการปลูกได้
"จริงๆ การใช้น้ำในประเทศจะไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤติ หากมีการใช้ตามแผน แต่ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะใช้เกินแผน เพราะแหล่งน้ำอยู่ใกล้ตัวมากเพียงเปิดก๊อกน้ำก็ใช้ได้แล้ว จึงมีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย มีเพียงบางปีเท่านั้น ที่มีการรณรงค์แต่พอผ่านไปก็ปล่อย และทุกอย่างก็กลับมาฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม เรื่องนี้จึงต้องเริ่มจากการปลุกจิตสำนึกของประชาชนเป็นหลัก"
อธิบดีกรมชลประทาน ยังกล่าวถึงมาตรการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ว่า กรมชลประทานได้เตรียมและการให้ช่วยเหลือเครื่องสูบน้ำจำนวน 1,200 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำจำนวน 295 คัน เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในช่วงแล้ง รวมทั้งกิจกรรมด้านการเกษตรปัจจุบัน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 375 เครื่อง ในพื้นที่เสี่ยง 24 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย แพร่ กำแพงเพชร หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ สกลนคร เลย หนองบัวลำภู นครนายก ชัยนาท ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ลพบุรี จันทรบุรี และเพชรบูรณ์
อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นทุกภาคส่วน ทั้งการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม สวนทางกับปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ ที่แม้แต่ละปีจะมีฝนตกมาก สามารถวัดได้ระดับสูงสุดถึง 732,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่เก็บได้เพียง 76,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ในส่วนนี้อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 400 แห่ง เก็บได้สูงสุด 73,755 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เหลือจะซึมลงในดิน ประมาณ 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลสู่แม่น้ำลำคลอง กว่า 400,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะที่กรมชลประทาน พยายามหาแหล่งเก็บน้ำให้มากขึ้น อาทิเช่น การสร้างเขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำ แก้มลิง ซึ่งทุกอย่างได้ศึกษากำหนดแผนไว้หมดแล้ว แต่ไม่สามารถสร้างได้ เพราะติดกฎหมายบางตัว เป็นเขตป่า อุทยานฯ และที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งการสร้างความเข้าใจเรื่องนี้ ยอมรับว่ายากมาก เป็นข้อขัดแย้งกันอยู่ระหว่างนักอนุรักษ์ กับนักฟื้นฟู ดังนั้น ในช่วงหลังๆ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเขื่อน อ่างเก็บน้ำจะช้าลง
นอกจากนี้ ห้วย หนอง คลอง บึง แหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ เริ่มหายไปด้วย เริ่มจากการตื้นเขินก่อน ถมเป็นถนนแทนการสัญจรทางเรือพอถึงฤดูฝน จึงไม่มีแหล่งน้ำชะลอการไหลจึงเห็นภาพน้ำท่วมเร็วและรุนแรงมากขึ้น เมื่อหมดฤดูฝนก็จะเกิดความแห้งแล้งตามมา
"นักอนุรักษ์และนักฟื้นฟูไปด้วยกันได้ยาก ยิ่งการสร้างเขื่อนมันไม่ใช่การบุกรุก การย้ายประชาชนที่เคยทำมาหากินอยู่ในบริเวณนั้นไปที่อื่นก็กระทบกับภาวะจิตใจ และการดำรงชีพ การเวนคืนต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่มีบางพื้นที่ ที่เกษตรกรต้องการก็มี ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งการทำงานจะดูว่าพื้นที่ไหนจำเป็นก็ทำไปก่อน กรณีที่มีปัญหาก็ต้องถอยออกมา ด้านงบประมาณก็ยังเป็นปัญหา ทั้งหมดจึงขับเคลื่อนได้ยาก โดยปัจจุบันพื้นที่ชลประทานมีเพียง 24 ล้านไร่"
ในปีนี้ กรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทถือว่าน้อย แต่ยังมีงบไทยเข้มแข็งอยู่ 3.9 หมื่นล้านบาท จึงทำให้การทำงานขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น หากรัฐบาลต้องการให้มีพื้นที่ชลประทานมากขึ้นก็ต้องให้ความสำคัญจัดเป็นนโยบายชาติ และต้องแก้ไขอุปสรรคที่สำคัญเรื่องการสร้างความเข้าใจกับทุกอย่างอย่างจริงจัง
อธิบดีกรมชลประทาน ทิ้งท้ายว่า การปลูกฝังให้รู้จักการประหยัดการใช้น้ำนั้น คาดว่าจะดีขึ้น ซึ่งในขณะนี้ กรมชลประทานอยู่ระหว่างการเสนอขอแก้ไขค่าน้ำไปแล้ว แต่ยกร่างกฎหมายกว้างๆ ไม่ได้ระบุอัตราการจัดเก็บที่ชัดเจน หากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบ ก็ต้องมาดูรายละเอียดกันอีกที แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เพราะจะกระทบกับค่าน้ำประปาอีก
Tags : ชลิต ดำรงศักดิ์

ความคิดเห็นที่ 2
คนกลาง , 7 กุมภาพันธ์ 2553 09:41
19 กันยา 49 ทรราชย์ยักยอก ฟอกเงิน ฝากตามต่างประเทศได้ไปกี่แสนล้านกันแน่ โดนอังกฤษอายัดบ้าง ไทยอายัดบ้าง ..เงินแค่ 7 หมื่น 6 พันล้าน ขนหน้าแข้งไม่ร่วง
อยากให้บ้านเมืองสงบรีบตั้งคณะกรรมการดูแล ความโปร่งใสกองทุน 7 หมื่น 6 พันล้านนี้ เอาคนมีความเชี่ยวชาญปัญหาของชาวรากหญ้าจริง ดูแลการใช้เงินกองทุนพิเศษนี้สำหรับชาวรากหญ้า โดยเฉพาะคนแถบอิสานเหนือเป็นกรณีพิเศษ .
.รัฐบาลรีบๆ ซักซ้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ... อาจไม่จำเป็นต้อง นำเงินทั้งหมด ไปแจกให้แต่ละจังหวัด ๆ ละ 1000 ล้านบาท ทั้งหมด 76 จังหวัด รวมก็ 76000 ล้านก็ได้ ...
. ขอความกรุณาเอาเงินนี้ไปให้คนรากหญ้า อิสานเหนือมากเป็นพิเศษ เพราะคนจนรากหญ้าอิสานเหนือถูกทักษิณใช้เป็นเครื่องมือแก้กฏหมายโกงชาติเข้ากระเป๋า หนีภาษีมากเป็นพิเศษ
. .คนภาคกลางกับคนภาคใต้ไม่ได้รู้สึกอยากได้เงินโกงชาติของทักษิณ มากนักหรอก
ไม่จำเป็นต้องให้แต่ละจังหวัดได้เงิน 1000 ล้านแต่นำไปกระจายไปยังอำเภอ ตำบล หมู่บ้านทางอิสานเหนือ ซึ่งสุดท้ายแล้ว หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะได้เงินประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่ง ผญบ.จะนำเงินที่ได้หมู่บ้านละ 10 ล้านไปแจกจ่ายให้แก่ลูกบ้านเป็นรายครอบครัว ๆ ละประมาณ 100,000 บาท วิธีนี้จะทำให้เสื้อแดงจะหายไป
ขอให้เอาเงินเงินมหาศาลถึง 76000 ล้านบาทไปกระตุ้น เศรษฐกิจรากหญ้าทั่วประเทศโดยเฉพาะอิสานเหนือเป็นพิเศษ ..
. รัฐบาลอภิสิทธิ์ ประกาศเลย ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ประชุม ซักซ้อม กำหนดแนวทางปฏิบัติ ผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน
ปัญหาทุกๆ อย่างในเมืองไทยนี้จะจบสิ้นหมด หาก ริบเงินครอบครัวบริษัทพรรคพวกของเศรษฐีขี้ฉกไปซื้อที่ดินให้คนอิสานเหนือทำกินเป็นของตัวเอง สอนให้เกษตรกรทำเศรษฐกิจพอเพียง ริบเงินมาทำโครงการแก้น้ำแล้งน้ำท่วมให้ทำมาหากินพึ่งตัวเองได้ยั่งยืน...ไม่ต้องขายลูกสาวให้ร้านอาหารไปตกเขียวเป็นโสเภณีเด็ก หรือวันๆ จ้องหาแต่ผัวฝรั่ง ...ไม่ต้องกุ้เงินมาใช้หนี้ แจกทุนการศึกษา เพิ่มการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึงโดยเฉพาะทางแถบอิสานเหนือ เมืองไทยมันเริ่มแตกแยกจากเศรษฐีขี้ฉก ยิ่งรวยก็ยิ่งโกง ยิ่งรวยก็ยิ่งฉก ความอยากรวยไม่เคยพอ...ทำให้คนไทยแตกแยกมากจะแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้อยู่แล้ว
ความคิดเห็นที่ 1
อิสานเลิกแล้ง เมืองไทยเลิกรัฐประหารจริง ! , 7 กุมภาพันธ์ 2553 08:17
ทำให้อิสานเขียวขจี บรรเทาปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม สร้างสังคมเกษตร ประชากรทำการเกษตรกร ทำมาหากินพึ่งตัวเองได้ยั่งยืน จัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้านเป็นของตัวเอง ปลดหนี้คนอิสานเหนือ ..นโยบายประกันรายได้เกษตรกรเริ่มมาถูกทางแล้ว
ตลอดกาลที่ผ่านมา ทุกๆ รัฐบาลเทงบประมาณเหมือนเทน้ำถมมหาสมุทร นายทุนนักการเมือง พวกนายหน้าค้าความจนคนอิสานเหนือรวยเอา รวยเอา.. แต่ชาวบ้านยากจน หนี้ท่วมเหมือนเดิม
ถ้าทำอิสานให้เขียวได้ ก็ไม่ต้องกลัววงจรปฏิวัติ รัฐประหาร
ตราบใดที่อิสานไม่เขียวอุดมสมบูรณ์ เมืองไทยก็วนอยู่ในวงจรรัฐประหารกันโดยเฉลี่ย 4 ปี 1 ครั้ง เหมือนเดิม