ทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้า แม้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่ง จะพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้น
ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีปี 2553 จะโต 3-4% จากปี 2552 ที่ติดลบ 3% และมีปัจจัยบวกจากการส่งออก และการลงทุนภาครัฐและเอกชน ที่มาจากงบไทยเข้มแข็ง วงเงิน 7-8 แสนล้านบาท
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช.ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปี 2553 หากราคาน้ำมันตลาดโลกไม่เกิน 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สศช. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ ปี 2553 จะอยู่ที่ 2.5-3.5% แต่ช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2553 อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวไปที่ 4-5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทางเทคนิค และจะค่อยๆ ลดลงในไตรมาส 3-4 ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะสร้างกฎระเบียบ ที่สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้หรือไม่ และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยกลับมาสู่ความสงบแล้ว
"เศรษฐกิจโลกผูกพันกับราคาน้ำมันในลักษณะผกผัน คือ หากเศรษฐกิจโลกดี ราคาน้ำมันจะปรับขึ้น ผมคงดีใจถ้าเศรษฐกิจโลกดี แต่ราคาน้ำมันไม่เพิ่มมาก ดีกว่าราคาน้ำมันต่ำแต่เศรษฐกิจโลกฟุบ ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งผมระมัดระวังพอสมควร และไม่ตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 4-5% เหมือนสำนักเศรษฐกิจหลายๆ แห่งเพราะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา"
นายอำพน ชี้ว่า การที่ สศช.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะเติบโต 3-4% นั้น มาจากการส่งออกโตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2552 และจะโตต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2553 ทำให้มีการใช้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น และการส่งออกจะกลับมาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2553 โดยหาก ไตรมาสที่ 4 ปี 2553 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเต็มที่ จากการบริโภคของประเทศต่างๆ ก็มีโอกาสที่การส่งออกของไทยจะโตเกิน 10% แต่เรายังมองแบบอนุรักษนิยมว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การส่งออกไทยจะเติบโตไม่ก้าวกระโดดนัก คาดว่ารายได้ประชาชาติปี 2553 จะ "สวิงแบล็ค" กลับมาอยู่ที่ 9 ล้านล้านบาท เท่ากับปี 2551 หลังจากลดเหลือ 8.7 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2552
ขณะที่การลงทุนปี 2553 นั้น นายอำพน ชี้ว่า การลงทุนภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญ เพราะการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยายตัวเต็มที่ จากปกติที่การลงทุนเอกชนขยายตัวเฉลี่ย 5-6% โดยการลงทุนรวมปี 2553 จะมีมูลค่าราว 1.4-1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6-7 แสนล้านบาท คิดเป็น 6% ส่วนการลงทุนเอกชน มูลค่า 8 แสนล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท โดยปี 2553 คาดว่าการลงทุนเอกชนจะขยายตัวเพียง 3% ซึ่งหากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหามาบตาพุดได้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบมาก แต่ถ้าเคลียร์ไม่จบ เม็ดเงินที่เคยคาดว่าจะลงทุน 8 แสนล้านบาทขึ้นไปนั้น อาจจะไม่เติบโตเลย หรือการลงทุนเอกชนจะลดลงจาก 3% เหลือเพียง 1% ซึ่งแน่นอนเป้าหมายจีดีพีที่ตั้งไว้ 3-4% อาจจะไม่ถึง 3%
"หากเอ็นจีโอ ยังคงเดินหน้าฟ้องโครงการทั่วประเทศ ที่ขัดต่อมาตรา 67 ภาคการผลิตของประเทศจะหยุดชะงัก ตรงนี้คงตอบไม่ได้ว่าการเติบโตเศรษฐกิจปี 2553 จะเป็นเท่าไร แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบรุนแรง ต่างจากวิกฤติครั้งก่อนที่เป็นเรื่องดีมานด์ช็อก และกระทบเศรษฐกิจวงกว้างเช่นเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก"
นอกจากนั้น ปี 2553 การดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องมีความสมดุลกัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.จะไม่มองเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็นสูตรสำเร็จอีกแล้ว แต่จะยึดหลักความสมดุลของเงินเฟ้อและเสถียรภาพเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมากกว่า โดยไม่เน้นให้น้ำหนักที่ Inflation Targetting เป็นหัวใจหลักเหมือนที่ผ่านมา เพราะการใช้อัตราดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อนั้น ไม่ได้ผล 100% ในภาวะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเชื่อว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นปีหน้าไม่ได้มาจากอัตราเร่งจากการเพิ่มขึ้นของการบริโภค แต่เพิ่มขึ้นด้านเทคนิคจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ดังนั้น เงินเฟ้อส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องเร่งควบคุม
"วันนี้กำลังซื้อยังต่ำ การขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่การลดอัตราเงินเฟ้อ แต่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น นโยบายการเงินปีหน้าจะยึดหลักความสมดุลที่สำคัญกว่า เราดูที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ คงไม่ให้น้ำหนัก Inflation Targetting เป็นหัวใจหลัก ส่วนการเงินบาทแข็งค่านั้น ต้องพิจารณาดีมานด์และซัพพลายเงินดอลลาร์เป็นหลัก แต่ถ้าการลงทุนของเอกชนขยายตัว และมีคำสั่งซื้อสินค้าเป็นเงินดอลลาร์ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้"
นายอำพน ย้ำว่า แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ การลงทุนในมาบตาพุดจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ และกฎระเบียบ กติกาการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ชัดเจน ราคาน้ำมันที่ยังมีความผันผวนอยู่ สถานการณ์การเมืองสงบ ขณะที่ สศช.คาดหวังว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสามารถบริหารประเทศไปจนถึงสิ้นปี 2553 เพื่อผลักดันแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาทเดินหน้า และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ
"งบประมาณเราขาดดุลมาตั้งแต่ปี 2550 ดังนั้น ในปี 2555 รัฐบาลต้องเริ่มพยายามจัดทำงบประมาณแบบสมดุลให้ได้ แม้งบลงทุนจะยังไม่ถึง 25% งบท้องถิ่นไม่ถึง 35% และภายในปี 2560 ต้องทำให้มีรายได้เพียงพอที่ทำงบประมาณแบบสมดุล และมีงบลงทุนเกิน 25% แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป้าหมายนี้ต้องถูกกำหนดไว้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 (ปี 2555-2559) ทุกรัฐบาลที่บริหารประเทศ ต้องพยายามลดภาวะขาดดุลงบประมาณ และเพิ่มงบลงทุนเข้าสู่ภาวะปกติ ลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เหลือไม่เกิน 50% ของจีดีพี จากที่ปี 2555 หนี้สาธารณะสูง 65-70%"
หากเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ หรือเฉลี่ยปีละ 2-3% ช่วงปี 2553 เป็นต้นไปจะทำให้ปี 2560 รายได้ประชาชาติอยู่ที่ 12-14 ล้านล้านบาท ดังนั้น งบประมาณรายจ่ายปี 2560 ควรจะอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งช่วงนั้นรัฐบาลอาจต้องเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อหารายได้ให้สอดคล้องรายจ่าย อาทิเช่น ภาษีมรดก และภาษีที่ดิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องเกื้อหนุนต่อการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ
"ตั้งแต่ปี 2553 รัฐบาลต้องดูแลการบริหารจัดการรายจ่ายอย่างใกล้ชิด หากปล่อยให้เพิ่มไปเรื่อยจากนโยบายรัฐบาล และถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นอย่างที่คาดไว้จะมีปัญหาด้านรายได้ และกระทบภาระหนี้เงินกู้ ในที่สุด จะกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศได้"
นายอำพน ย้ำว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ คงจะบริหารประเทศไปจนถึงสิ้นปี 2553 เพื่อผลักดันโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ซึ่งหากโครงการสำเร็จถือว่าโชคดี จึงเป็นหน้าที่ของทุกกระทรวงที่จะดูแลโครงการไทยเข้มแข็งให้มีประสิทธิภาพ เพราะโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้เป็นโครงการลงทุนที่สร้างรายได้ประเทศ ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม เพื่อรัฐจะได้เก็บภาษีมากขึ้น และมีเงินมาใช้หนี้ที่รัฐบาลกู้มาลงทุน อาทิเช่น ด้านโลจิสติกส์ สุขภาพ พัฒนาคน และการเกษตร
"หัวใจ คือ รัฐบาลต้องอยู่ให้ถึงสิ้นปี 2553 เพื่อให้งานได้เดินหน้าไป ถ้าหลังปี 2553 การเมืองจะเปลี่ยนแปลงผมไม่ว่า เพื่อให้หัวงานตั้งหลักได้ มีความชัดเจน และปลัดกระทรวงต่างๆ รับงานไปสานต่อได้ ที่สำคัญ ผมอยากให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าไปให้ได้"

ความคิดเห็นที่ 4
สาลินี , 28 มกราคม 2553 09:42
อยากทราบว่ารายได้ประชาชาติของญี่ปุ่นสูงกว่าของไทยเราหรือเปล่าค่ะ แล้วถ้ารายได้ประชาชาติสูงแสดงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนประเทศนั้น ๆจะกินดีอยู่ดีใช่มั้ยคะ
ความคิดเห็นที่ 3
สมบุญ , 4 มกราคม 2553 17:51
ที่ว่ารายได้ประชาชาติของเราจะถึง 9 ล้านล้านนั้นคงไม่ใช่เป็นตัวเลขสำคัญเสียทีเดียว แต่สำคัญอยู่ที่ว่ารายได้ต่อหัวนั้นเท่าไหร่ เทียบกับประเทศอื่นแล้วของเราต่ำกว่าของเขามากน้อยแค่ไหน แล้วรายได้ระหว่างกลุ่มคนที่มีรายสูงสุดของเรา กับกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำสุดนั้นมีความแตกต่างกันขนาดไหน และจะต้องแก้ไขหรือไม่ แก้ไขอย่างไร คนแต่ละกลุ่มเสียภาษีมากน้อยอย่างไร
ความคิดเห็นที่ 2
เหวง , 4 มกราคม 2553 12:10
ที่ว่าไทยจะเติบโตร้อยละ 3-4 ในปี 2553 นั้น นับว่าต่ำมาก แล้วจะไปเก็บภาษีทำให้งบประมาณสมดุลได้อย่างไร เวียดนามเองดูเหมือนปีที่ผ่านมาเติบโตประมาณ 6.9 ไม่ต้องพูดถึงจีนกับอินเดีย ส่วนประเทศอื่นในเอเซียที่เจริญกว่าเรานั้นส่วนใหญก็คงจะเติบโตมากกว่าเรา ส่วนเรื่องโครงการในมาบตาพุดนั้น ก็คงจะต้องรอให้ตัดสินด้วยความยุติธรรม โครงการไหนที่ทำให้ชาวบ้านต้องประสบกับปัญหาสุขภาพจริง ๆ ก็คงจะต้องแก้ไขกันไป คนที่เป็นใหญ่นั่งอยู่แต่ในกรุงเทพคงไม่รู้สึกอะไร เห็นข่าวใน New York Times ไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน บอกว่ามีบางครอบครัวคนตายเพราะมะเร็งไปแล้วหลายคน ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ความคิดเห็นที่ 1
หาญ , 4 มกราคม 2553 11:51
คุณอำพนบอกว่าจะต้องทำงบประมาณให้สมดุลในสองสามปีข้างหน้า แล้วจะสมดุลอย่างไร จะต้องเพิ่มการเก็บภาษีหรือไม่ และควรจะเพิ่มการเก็บภาษีอะไรบ้าง เก็บที่คนกลุ่มไหนจึงจะยุติธรรม หรือเราจะต้องลดรายการลดแลกแจกแถมและลดโครงการไหน ส่วนเรื่องการส่งออกที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นในปี 2553 นั้นก็ไม่ใช่เพราะกระทรวงการคลังหรือรัฐบาลทำอะไร แต่เป็นเพราะประเทศอื่นเขาสั่งซื้อสินค้าของเราเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง แล้วถ้าน้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น เราเก็บภาษีสรรพสามิตและเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเท่าเดิม อย่างนี้จะเงินเฟ้อหรือเปล่า ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เปลี่ยนแปลง