กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 3 มกราคม 2553 02:00

หนึ่งปี กทม.สะดุดการเมืองในพรรค

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การบริหารงานกรุงเทพมหานคร ภายใต้การกุมบังเหียนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ได้รับ "ส้มหล่น"

เป็นตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ และกำลังจะบริหาร กทม. ครบรอบหนึ่งปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ หลังจากเริ่มเข้ามาทำงานวันแรก 19 มกราคม 2552

แทบไม่น่าเชื่อว่าเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา หากจะย้อนดูถึงผลงานและความพึงพอใจของคนกรุงที่มีต่อการทำงานของคณะผู้บริหาร กทม.ชุดนี้แล้ว คงจะต้องหยิบยกผลโพลล์ของสำนักต่างๆ ที่สะท้อนออกมา

ผลของกรุงเทพโพลล์ ประเมินการทำงานภาพรวม 5 เดือนแรก พบว่า "สอบตก" ได้คะแนน 4.88 จากเต็ม 10 ขณะที่ผลการประเมินรอบ 9 เดือน คะแนนกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย โดยสามารถ "สอบผ่าน" แบบเฉียดฉิว คะแนน 5.03 ไม่นับรวมถึงโพลล์ของธุรกิจบัณฑิตย์ ที่ กทม.ควักกระเป๋าจ้างสำรวจ ซึ่งคะแนนที่ได้มา ก็ออกจะเข้าข้างคนจ้างนั่นเอง

ย้อนไปถึงผลงานในขวบปีที่ผ่านมาของ ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ เรียกว่างานส่วนใหญ่ที่ออกมาขายต่อชาวกทม.ล้วนเป็นนโยบายที่เน้นงาน "ด้านสังคม" เป็นหลัก

เรียกได้ว่า "เกาะกระแสสังคม" ทุกเรื่อง ทั้งการผุดสารพัดโครงการ "ยิ้ม" ออกมา เพื่อช่วยเหลือปากท้องของชาวบ้านในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด นโยบายชีวิตพอเพียง นโยบายลดภาวะโลกร้อน ฯลฯ

แม้งานต่างๆ ที่ออกมา จะเน้นหนักในการให้ความช่วยเหลือไปที่ประชาชนชาว กทม.เป็นหลัก แต่เสียงสะท้อนกลับมา ประชาชนส่วนใหญ่แทบไม่ได้รับรู้เลยว่า ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ คนนี้ "ลุยงานหนัก" อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ เนื่องจากหลายคนตั้งความหวังไว้ว่า ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ในฐานะที่เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ในสมัยที่รัฐบาลเองก็มาจากค่ายเดียวกัน เพราะคนกรุงเสียโอกาสดีๆ มามากแล้วในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ คุมสนามเล็ก และพรรคไทยรักไทย ต่อมาเป็นพลังประชาชน กุมอำนาจในซีกรัฐบาล

หากเปรียบเทียบการทำงานของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ ประชาธิปัตย์ มักโดนเจาะยาง โดนเตะสกัดหลายเรื่อง เพราะเป็นขั้วตรงข้ามรัฐบาลขณะนั้น ขณะที่ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้นสังกัดเป็นรัฐบาล แต่กลับปรากฏว่าการทำงานที่ผ่านมา "สะดุดขา" พวกเดียวกันเองมากกว่า

เห็นได้จากงาน ที่ยังติดขัด ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในหลายเรื่องโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงฉาว ที่ถูกสอบทุจริต ซึ่ง กทม.เคยนำเรื่องผ่านไปทางมหาดไทย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ตั้งกรรมการร่วมจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง 6 ฝ่าย มาสะสางปัญหาร่วมกัน แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับให้ถอนเรื่องออก ทำให้ขณะนี้ กทม. ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติ

หรือแม้กระทั่ง โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว 2 สายจากหมอชิต-สะพานใหม่ และแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่รัฐบาลสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ฉกไปจาก กทม. เมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ก็ได้พยายามทำเรื่องไปถึง ครม. แต่กลับโดนสกัดอยู่ที่มหาดไทย เกือบข้ามปี ขณะที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เองก็ไม่กล้าหักพรรคร่วมรัฐบาล นี่เองยิ่งตอกย้ำว่าแม้จะได้รัฐบาลพรรคเดียวกันเข้ามา ก็ไม่ได้ทำให้งาน กทม.ง่ายขึ้น


จากสาเหตุเหล่านี้ จึงทำให้หนีไม่พ้นคำครหาว่า เวลานี้ ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ - นายกฯอภิสิทธิ์ "ซดเกาเหลา" ชามใหญ่
 ยิ่งงานไม่เข้าตาประชาชน ก็ยิ่งต้องเร่งคลอดผลงานให้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือจากท่านหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด จึงทำให้หลายครั้งผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ถึงกับจวกรัฐบาลให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ หรือแม้กระทั่งงานเวทีทางวิชาการพูดอยู่บ่อยครั้ง

นับจากนี้ไปงานระหว่าง กทม.และรัฐบาล คงจะประสานกันได้ยากขึ้น เมื่อคุณชายผู้ว่าฯ สั่งเด้งฟ้าผ่าเลขานุการฯ ญาติของนายกฯ อภิสิทธิ์ พ้นจากเก้าอี้ โดยอ้างเหตุผลว่า "คลื่นไม่ตรงกัน" จึงไม่มีการมอบหมายงานให้เลขาฯ ชีวเวช เวชชาชีวะ ทำ อย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ถึงกับเคยวิ่งเข้าหานายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อขอเปลี่ยนตัวเลขานุการฯ ใหม่ แต่นายกฯ ขอเวลาให้ปรับตัวหนึ่งปี แต่เมื่อครบกำหนดตามที่ขอกันไว้ "สุขุมพันธุ์" ก็ทำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษานายกฯ อีก

นอกจากนี้ "วงใน" ยังขยายความกันว่า ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ให้คนนำใบลาออกไปให้ "ชีวเวช" เซ็นหลายครั้ง แต่เจ้าตัวไม่ยอมเซ็น ทำให้สุดท้ายผู้ว่าฯ ต้องเซ็นเด้งเอง

ขณะเดียวกัน ทีมที่ปรึกษาบางคน ยังยินยอมพร้อมใจจะลาออกเพื่อเปิดทางให้ "ชีวเวช" มาเสียบแทนเพื่อเป็นการปลอบใจ แต่เจ้าตัวก็ไม่รับเช่นเดียวกัน

ขณะที่สาเหตุลึกที่แท้จริง มาจากที่ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ ไม่พอใจที่อภิสิทธิ์ ส่งญาติมาเป็น "สปาย"

ส่วน ชีวเวช ก็ถือดีที่มีนายกฯ หนุนหลัง จนบางครั้งก็ทำอะไรข้ามหัวผู้ว่าฯ โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ว่าฯ รับไม่ได้ที่สุด คือการเข้าไปจุ้นจ้านเรื่อง "แต่งตั้งโยกย้าย" ใน กทม. ที่เป็น "จุดแตกหัก"

ศึกภายในศาลาว่าการครั้งนี้ที่นำไปสู่แรงกระเพื่อมภายในพรรคประชาธิปัตย์ ตามมา

ก็ต้องจับตากันต่อไปว่า การทำงานของผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ และรัฐบาลของอภิสิทธิ์ จะสอดรับประสานกันได้มากขึ้นหรือไม่ เพื่อเข็นผลงานให้ประชาชนประจักษ์และพร้อมรับกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ และตรงนี้เองผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ได้ออกตัวไว้แล้วว่า

"หากใครคิดว่าจะปฏิเสธผมเพียงคำพูดไม่กี่คำของผมและเป็นการพูดครั้งเดียวด้วย ในขณะที่คนส่วนใหญ่หลายสิบล้านคนก็ไม่ได้ยินจากปากผมโดยตรง และคนในพรรคน่าจะรู้ดีที่สุดแล้วว่า ถ้าปฏิเสธผมเพียงเพราะคำพูดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้ มันจะทำให้อนาคตพรรคประชาธิปัตย์ ใน กทม. แย่ลง เพราะอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ ใน กทม. ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับงานผม วิธีที่จะทำให้ประชาธิปัตย์ ครองแชมป์ต่อไปได้ คือให้งานผมออก อยากครองแชมป์ทั้ง ส.ส. ส.ก. และ ส.ข. ต้องให้งานผมออก ดังนั้น ผมไม่เชื่อว่าใครจะคิดสั้นตัดท่อน้ำสายไฟ ประปา ไฟฟ้า ไม่ให้ กทม.อยู่ได้ เพราะไม่พอใจนิดเดียว"

 สิ่งนี้คงจะยืนยันได้ถึงทัศนะของผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ที่มีต่อผู้นำรัฐบาลเป็นอย่างดี

ก็หวังว่าเมื่อไหร่ที่ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ จูนคลื่นตรงกับพวกเดียวกันเองได้ งานของ กทม.คงจะเดินหน้าได้มากกว่านี้

"มีชัย"ชี้วิกฤติการเมือง หาคนกลางไกล่เกลี่ยยาก

"ความสมานฉันท์ที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อแต่ละฝ่ายคิดโดยไม่มีกรอบกันแล้วความสมานฉันท์จึงเกิดได้ยาก"


 นายมีชัย  ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงความเห็นถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ทุกคนเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองเพราะเหมือนกับแต่ละฝ่ายหยิบปัญหาของตัวเองขึ้นมา แล้วมุ่งมั่นแก้ปัญหาที่แต่ละคนคิดว่ามี แต่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมและความสงบสุขของประเทศน้อยลง สิ่งนี้น่าเป็นห่วง 

"ความเห็นที่ไม่ลงรอย ไม่สอดคล้องกัน เป็นสิ่งที่มีได้เป็นปกติของสังคมประชาธิปไตย แต่ดูเหมือนปัจจุบันไม่มีใครห่วงว่าอะไรเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ หรือกระทบต่อสถานภาพของบ้านเมือง อยากทำอะไรก็ทำ หรืออะไรที่คิดว่าสมประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ก็ทำ ไม่ได้นึกถึงว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร"

อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังตอบข้อถามถึงทางออกของบ้านเมืองควรเป็นอย่างไร ว่า บอกตรงๆ ว่านึกทางออกไม่ออก เพราะเมื่อวิธีคิดของคนวิวัฒนาการมาจนถึงจุดนี้ เหมือนกับจะบอกว่าไม่มีอะไรยับยั้งได้  ความสมานฉันท์ที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อแต่ละฝ่ายคิดโดยไม่มีกรอบกันแล้วความสมานฉันท์จึงเกิดได้ยาก

เมื่อถูกถามว่าคนกลางจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ นายมีชัย ย้อนถามว่า แล้วใครคือคนกลาง เมื่อถูกหมายหัวกันหมด ตอนนี้กลายเป็นว่าใครพูดไม่ถูกใจก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด

“เรื่องนี้ถ้าพูดถูกใจก็เป็นพวกคุณ พูดไม่ถูกใจก็เป็นศัตรู มันไม่ใช่แค่เห็นต่างแล้วช่วยกันกลับมาคิดว่า เมื่อมีความแตกต่างกันแล้วจะไปกันยังไงได้ มันจึงยากจะหาคนกลางที่ไหนได้”

ส่วนคนกลางที่เป็นคณะบุคคลพอจะทำหน้าที่เป็นคนกลางได้หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า หากมองในแง่ดีเราหวังว่าจะเกิดอย่างนั้น แต่มันจะเกิดได้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อถามต่อว่าคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยแรงอย่างนี้ ถึงมีความเห็นแตกต่างกันในอดีต ในที่สุดพอทุกคนพูดถึงความเป็นส่วนรวมความเป็นชาติ ความเป็นประเทศทุกคนก็ยอมถอย แต่ตอนนี้ไม่มี

นายมีชัย ยังกล่าวถึงมีข้อเสนอจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จะทำให้ปัญหาจะจบหรือไม่ว่า ไม่รู้ ถ้าเป็นสูตรที่ดีคงมีคนทำไปแล้ว แสดงว่ายังมีคนเห็นไม่สอดคล้องต้องกัน ดังนั้นคงต้องหาสูตรกันไปเรื่อย ๆ  เวลานี้คนไทยคงได้แต่นึกถึงพระสยามเทวาธิราช ณ ขณะนี้ยังนึกทางออกไม่ออก ถ้าหวังพึ่งพลังเงียบแต่ไม่มีทิศทางชัดเจน พลังเงียบออกมาก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนสื่อก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม สื่อเองก็แบ่งเหมือนกัน

"ขอให้ยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า บ้านเมืองจะสงบได้ต่อเมื่อแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยบริสุทธิ์และยุติธรรม เวลานี้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไม่ค่อยตรงตามหน้าที่ สำหรับปีใหม่คงได้แต่ขอให้บ้านเมืองสุขสงบ ขอให้ทุกคนมีสติ ปัญญา ในการคิดอ่านแก้ไขปัญหาของตัวเอง ถ้าปัญหาของตัวเองหมดไป ปัญหาของบ้านเมืองก็หมด"

 

 

Tags : พรรคประชาธิปัตย์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

การขัดแย้ง ดึงเกมระหว่าง นายกกับกทม. โดยเฉพาะเรื่องญาติของท่านนายกที่เป็นสปายใกล้ตัวผู้ว่า ชี้ให้เห็นว่าไม่ไว้ใจผู้ว่าเลยครับ ทำกันแบบนี้ทุกรัฐบาลแหละครับ อย่าไปว่าคนอื่นเขาอีกนะครับท่านนายก ดูแล้วท่านเป็นตัวถ่วงของกทม.นะครับและขัดแย้งกับวลีที่สวยหรูของท่านที่ว่าประชาชนต้องมาก่อนอ่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 2

ถามต่อหน่อย

....ฝากใครได้? ไม่รู้จริงๆ ช่วยบอกหน่อย

ความคิดเห็นที่ 1

เป็นข้อสรุปที่สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ประชาธิปัตย์บริหารประเทศไม่เป็น ทั้งสนามเล็ก สนามใหญ่ ความหวังที่ประชาชนฝากไว้ในฐานะที่เป็นพรรคที่มีบุคลากรที่มีความรู้ดีที่สุด จบนอกมากที่สุด มี ดร. มากที่สุด ก็พิสูจน์ได้จากหนึ่งปีที่ผ่านมาว่า เราฝากผีฝากไข้ กับประชาธิปัตย์ไม่ได้

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement