การเมืองและคอร์รัปชันกลายเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก และสาเหตุนี้เองที่การปราบปรามจึงทำได้ยากเพราะการโกงนั้นเกิดตั้งแต่ต้นน้ำเรื่อยไปจนถึง
โดยได้รับการยืนยันจากนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ย้ำว่า "อาชญากรที่แสวงหาประโยชน์ได้เพราะคนพวกนี้เป็นผู้มีตำแหน่งระดับสูง" ซึ่ง นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ถึงสถานการณ์ปัญหาทุจริตในรอบปี 2552 ที่ผ่านมา และในอนาคตอย่างเป็นห่วงว่า จะเกิดการทุจริตรุนแรงยิ่งขึ้น
ประธาน กมธ.ป.ป.ช.สภา เปิดเผยว่า จากที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งประธาน กมธ.ป.ป.ช.พบว่าปัจจุบันการทุจริตร้ายกาจกว่าในอดีต และมีวิธีการใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จำนวนเรื่องร้องเรียนนับตั้งแต่เขาเข้ามา มีมากถึง 180 เรื่อง และเรื่องร้องเรียนเข้ามาถี่มาก มีทุกสัปดาห์ ระยะหลังจะเป็นเรื่องท้องถิ่นมากขึ้น สัดส่วนท้องถิ่นประมาณ 60% ส่วนระดับชาติ 40%
เขายังเปิดเผยถึงวิธีการคอร์รัปชันของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีรูปแบบเปลี่ยนไป และน่าตกใจคือกล้าโกงมากขึ้น
"ทุกวันนี้คนทุจริตใจกล้ามากขึ้น โดยสามารถโกงแบบไม่ได้ลงทุน และไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อก่อนการโกง ก็จะเป็นลักษณะชักเปอร์เซ็นต์ หัวคิว เมื่อก่อนชักเปอร์เซ็นต์ 10-20% เดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 30-40% แต่ปัจจุบันนี้ กินทั้ง 100% โดยใช้วิธีตั้งงบ อบจ.ไปทับงบ อบต. เมื่อก่อนไม่เคยมี และไม่มีใครกล้าทำ แต่ตอนนี้ทำกันอย่างชัดเจน
บางโครงการเบิกเงินงบประมาณไป โดยไม่ได้ทำอะไรเลย โดยเฉพาะการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่พบว่าบางจังหวัดมีการตั้งงบทำถนนที่เดียวกัน แต่ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว แต่เวลาเบิกจ่ายงบประมาณ เบิก 2 หน่วยงาน ผมไปดูพื้นที่ จ.นครราชสีมา ปรากฏว่า ถามชาวบ้านว่าถนนนี้ใครซ่อมแซม ชาวบ้านบอกเห็นแต่ป้ายแต่ อบต.แต่ไม่มีป้าย อบจ.และถนนก็ซ่อมครั้งเดียว แต่ อบจ.เบิกเงินไปเฉยๆ เรียกว่า ใช้หน่วยงานหนึ่งทำ อีกหน่วยงานเบิกเงินฟรี ส่วนใหญ่ทำกันอย่างนี้แล้ว"
ประธาน กมธ.ป.ป.ช.สภา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบทุจริต กรณีการ "จัดซื้อจัดจ้าง" ยังพบว่า มีการซื้อของจาก "บริษัทผี" คือบริษัทที่เข้ามาขายของให้หน่วยงานราชการ เป็นบริษัทที่ไม่มีตัวตน พาสรรพากรเข้าไปตรวจสอบถึงรู้ เพราะไม่พบทั้งที่อยู่ ไม่พบข้อมูลการเสียภาษีเรียกว่าเอาบริษัทผีเข้ามาขายของ
"ปลายปี 2552 ที่ผ่านมา จัดซื้อจัดจ้างทำวิธีอย่างนี้หมด เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกรมจะใช้วิธีโอนเงินไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงวันที่ 20-25 ก.ย.ในช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณคือวันสุดท้าย 30 ก.ย.พอโอนในช่วงนี้ ก็ทำให้จัดซื้อจัดจ้างไม่ทัน จึงใช้วิธีพิเศษ ซึ่งจะฮั้วกันอย่างไรก็ได้ วิธีการอย่างนี้เชื่อว่าทางกรมรู้เรื่องดี และเชื่อว่านักการเมืองจากพรรคหนึ่งสั่งให้ทางกรมดำเนินการ" นายวิลาศ เปิดเผย
นายวิลาศ ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในวันนี้คือ เมื่องบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งกระจายลงมาเต็มระบบ ขบวนการทุจริตได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้ที่ร่วมขบวนการทุจริตก็ขยายวงมากขึ้น จากทุจริตระดับชาติลงไปถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งกรรมาธิการคงต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกมาก
"เพราะงบประมาณไทยเข้มแข็งนี้ ได้ยกเว้นระเบียบพัสดุ ในบางเรื่อง ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้คนโกงทำมาหากิน ได้อย่างสบาย หากระบบการตรวจสอบของรัฐบาลไม่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ก็น่าเป็นห่วง เพราะงบประมาณนี้มีช่องว่างเยอะมาก ระยะหลังเท่าที่ตรวจสอบเรื่องที่เข้ามา ส่วนใหญ่จะร้องเรียนเรื่องงบไทยเข้มแข็ง และเมื่อตรวจสอบดู ก็พบเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ผมว่า ปัจจุบันประเทศไทยที่ติดอันดับโลกเรื่องการทุจริต โดยอยู่อันดับ 84 จาก 180 ประเทศ และดัชนีความโปร่งใสอยู่ระดับ 3.4 ถ้าองค์กรตรวจสอบความโปร่งใส เข้ามาตรวจหลังจากงบฯไทยเข้มแข็งออกไปใช้เต็มรูปแบบ ผมว่าปีล่าสุดลำดับของไทยคงถดถอยลงไปอีกแน่นอน"
เมื่อถามถึงผลการทำงานของ กมธ.ป.ป.ช.ชุดนี้ สามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากน้อยแค่ไหน นายวิลาศ บอกว่า ขณะนี้ กรณีการตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณของ ส.ก. ส.ข.ของ กทม. สามารถประหยัดเงินไปได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบจัดซื้อทั้งสิ้น เพราะพวกที่กำลังจะจัดซื้อได้ยุติทันทีหลังจากถูกตรวจสอบ งบในปี 2552 ส่วนกรณี งบสร้างฝ่ายต้นน้ำ หรือฝายแม้วของกระทรวงทรัพยากรฯ มีการใช้ไปหมดแล้ว คงไม่สามารถเอาคืนมาได้ แต่เราพยายามจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้
"การตรวจสอบเรื่องส่วนใหญ่ เป็นการปราบปราม การป้องกันที่ได้ผลคืองบ ส.ก. ส.ข.ที่ชัดเจน เราทำให้เขาหยุดดำเนินการ โดยผู้ว่าฯ กทม.สั่งระงับทันที ถ้าเรื่องไหนที่กรรมาธิการเรียกสอบ ผู้ว่าฯ ก็สั่งระงับทันที ซึ่งป้องกันให้งบ ส.ก.ส.ข.ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแล้วกินเปอร์เซ็นต์"
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวถึงการทำงานว่า เราทำในแง่ปราบปรามเป็นหลัก แต่ป้องกันไม่ค่อยได้ทำ เพราะคนร้องในเรื่องที่เหตุเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องจับทุจริตเพื่อนำมาลงโทษ ซึ่งก็มีผลในการปราม ให้หน่วยงานอื่นไม่กล้าทำอีก วันนี้ถ้าหนังสือเรียกข้อมูล จาก กมธ.ป.ป.ช.ไป เรียกว่าระส่ำระสายทั้งหน่วยงาน เพราะเขาไม่ค่อยเจอยุคไหน ที่กรรมาธิการเอาจริงขนาดนี้ เพราะเราไม่มีการเจรจาทั้งสิ้น ถ้ามีการสอบเรื่องนั้นๆ แล้ว
ส่วนอุปสรรค ปัญหา ในการตามล้างตามเช็ด ประธาน กมธ.ป.ป.ช. ระบุว่า นักการเมืองคือตัวการสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองระดับชาติ ที่เป็นตัวการ เข้าไปสนับสนุนพวกทำทุจริต อย่างเช่นกรรมาธิการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในหน่วยงานของกระทรวงมาชี้แจง ให้ข้อมูล แต่ท่าทีรัฐมนตรีกลับไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้ข้าราชการที่เชิญไป ไม่กล้าส่งเอกสารที่กรรมาธิการขอไป หรือไม่ยอมมาชี้แจง
"เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องรอให้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก ออกมา บังคับใช้ คงจะได้ผลระดับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ ก็มีความเคลื่อนไหวของบางพรรคการเมือง ที่พยายามขวาง ไม่ให้ พ.ร.บ.นี้ออกมา จะสังเกตได้ชัดว่า ถ้ากรรมาธิการเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน กระทรวงที่พรรคนี้คุม ก็จะไม่มา ทั้งตัวรัฐมนตรี และข้าราชการ
มีเรื่องที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองนี้เข้ามาทีไร ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เรียกไปกี่ครั้งก็ไม่มาชี้แจง ข้าราชการก็ไม่ส่งเอกสาร ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เหมือนทางพรรคนี้ให้ท้าย แล้วก็เป็นเฉพาะพวกที่อยู่ใต้สังกัดพรรคการเมืองพรรคนี้ทั้งสิ้น ซึ่งเราต้องตามดูต่อว่า พรรคนี้จะขัดขวาง พ.ร.บ.ใหม่นี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีพฤติการณ์ขัดขวาง พ.ร.บ.ป.ป.ช. และ พ.ร.บ.ตรวจเงินแผ่นดินมาตลอด" นายวิลาศ กล่าว
นายวิลาศ กล่าวอีกว่า เสียดายที่ร่าง พ.ร.บ.การตรวจเงินแผ่นดินฉบับใหม่ ไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา เพราะไม่เช่นนั้นก็จะช่วยในการตรวจสอบ การจัดทำสัญญารัดกุมหรือไม่ เป็นไปตามระเบียบหรือไม่ การต่อสัญญาขยายระยะเวลาโดยงด หรือลดค่าปรับ การกีดกันไม่ให้คู่แข่งเข้าร่วมประมูล (ฮั้ว) โดยล็อกตั้งแต่ขั้นทีโออาร์ การกำหนดเงินค้ำประกันสูงเกินควร การใช้บริการที่ปรึกษา
หรือแม้แต่ขั้นดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ แต่ไม่ระบุผลงานแต่และงวด ผู้ควบคุมงานบันทึกรายงานควบคุมไม่ตรงจริง จึงเบิกจ่ายเงินแต่งานไม่คืบหน้า ขั้นตรวจรับงาน ได้แก่ คณะกรรมการตรวจรับรายงานว่าครบถ้วนและถูกต้อง แต่ยังไม่มีการแก้ไขหรือจ่ายแพงไป การจัดซื้อไม่เป็นไปตามเงื่อนไข การไม่ตรวจรับงาน
"เมื่อกฎหมาย สตง.ไม่ผ่านวุฒิสภา ก็ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมไม่มั่นใจนะว่ากฎหมายนี้จะผ่านสภา เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคที่พยายามขัดขวางกฎหมายนี้ และเมื่อขัดขวางในสภาล่างไม่ได้ ก็มีการล็อบบี้วุฒิสภา ผมกล้าพูดได้ว่ามีการล็อบบี้ และไม่ได้แลกมาด้วยเก้าอี้ประธานกรรมาธิการวิสามัญประจำวุฒิสภา แต่มันมีมากกว่านั้นก็แล้วกัน"
นายวิลาศ บอกว่า เชื่อว่าที่เขากลัวกฎหมายนี้ผ่านเพราะกลัวการตรวจสอบ เพราะกรณีทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้มีอยู่ดาษดื่น ที่ไม่ใช่เฉพาะนครราชสีมา หรือจังหวัดเลย แต่เชื่อว่าเป็นเช่นนี้ทั่วประเทศ ซึ่งกรณีนี้เปิดประชุมสภาในเดือนมกราคม 2553 เราจะเริ่มลุยตรวจสอบ นอกจากนี้ จะมีการเร่งพิจารณากฎหมายเรียกตัวบุคคลมาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร และหากใครไม่มาโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอก็จะมีความผิดอาญา
"ผมเชื่อว่ากฎหมายนี้จะมีคนต้านเหมือนกฎหมาย สตง. แต่เราต้องเสนอเพราะรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ทำเช่นนั้น"
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีอุปสรรคจากนักการเมืองด้วยกันเองในการทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่นายวิลาศพอใจคือ ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่กรรมาธิการจะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่ขอข้อมูล เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี และคำนึงถึงประเทศพอควร จะมีเพียงไม่กี่หน่วยงานเท่านั้นที่ไม่ร่วมมือ
นายวิลาศ เห็นว่า สถานการณ์ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในปี 2553 จะลดลงหรือรุนแรงมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับระบบตรวจสอบของรัฐบาล ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากทุกวันนี้ การทุจริตจะยิ่งเพิ่มขึ้น แต่สำหรับการทำงานของกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภา ในปี 2553 เขาและคณะได้วางกรอบการทำงานไว้ว่า จะมุ่งเน้นป้องกันการทุจริตในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เพราะในระดับชาติมีหลายหน่วยงานตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว
"วันนี้เราพอรู้แนวทางแล้ว เพราะเสียเวลา และหลงประเด็นสอบ ที่ใช้เวลามากเกินไป ผลงานในปี 2553 ที่เราจะทำได้ คือจะระดมเต็มที่ในการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะขณะนี้การทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรุนแรงมาก ที่เราต้องเน้นท้องถิ่น เพราะระดับชาติ มีหลายหน่วยงานช่วยตรวจสอบแล้ว ขณะที่การทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมาก แล้วหน่วยงานตรวจสอบของเมืองไทย ชอบทำแต่เรื่องใหญ่ แต่เราจะทำเรื่องเล็กๆ ที่มีจำนวนมาก แต่มูลค่าความเสียหายอาจมหาศาลกว่า" นายวิลาศ ทิ้งท้าย
นิคม : ยังต้องติดตามทุจริตอีกหลายกระทรวง
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองปี 2553 ว่า ขณะนี้พรรคแกนนำรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มโดนพรรคร่วมรัฐบาลบีบหนักขึ้น จากหลายปัจจัย
รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ถึงแม้ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะชิงตัดหน้าโดยให้ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่ง ไปก่อนล่วงหน้าที่สังคมจะกดดัน นั่นเพื่อดับกระแสเรื่องการทุจริต และถือว่าช่วยได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม เรื่องทุจริตนี้ถือว่า แม้จะยังไม่มีการสั่งจ่ายเงิน แต่การล็อกสเปคต่างๆ ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้น เขายังเชื่อว่ากลุ่มแพทย์ชนบท ที่ตรวจสอบทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข คงจะไม่ยอมหยุดอยู่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องทุจริตจะเป็นกระแสกดดันรัฐบาลต่อไป
"แต่ไม่ใช่มีแค่เรื่องกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น นะ ยังจะมีเรื่องทุจริตตามมาอีกหลายเรื่อง ในหลายกระทรวง"
ส่วนแรงกดดันรัฐบาล ในด้านอื่นๆ นั้น นายนิคม กล่าวว่า ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ใจจริงพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการให้แก้ไข อยากแก้เพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 190 แต่พรรคร่วมกดดันจะให้แก้ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
"จากสถานการณ์รัฐบาลนี้จะสะดุดกึกกักไม่ราบรื่น แต่ในส่วนพรรคร่วมเองก็ไม่กล้าจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะขณะนี้ทุกพรรคยังอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบร่วมกัน ไม่กล้าให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เพราะกลัวพรรคเพื่อไทย ซึ่งดูได้จากเลือกตั้งซ่อมมหาสารคามในวันที่ 10 ม.ค.นี้ได้ ดังนั้น ยังไงพรรคร่วมก็คงต้องกอดคอกันต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะกอดคอกันตายร่วมกันหรือเปล่า เพราะเชื่อว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยพรรคฝ่ายค้าน ของพรรคเพื่อไทยคราวนี้ พรรคประชาธิปัตย์ คงกระเทือนหนัก" นายนิคม กล่าว
Tags : วิลาศ จันทร์พิทักษ์ • นิคม ไวยรัชพานิช
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นใจ ชาวบ้านบ้าง , 2 มกราคม 2553 10:26
สงสัยว่าข้าราชการในกระทรวง มันทุจริต กินตามน้ำ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เรื่องโกงจัดซื้อจัดจ้าง กันเป็นปกติอยู่แล้ว พอนักการเมืองเข้าไปทำงานกระทรวง ก็ผสมโรง เข้าไปในระบบดำเนินโกง กินตามน้ำไปกับข้าราชการด้วย นักการเมืองกับข้าราชการเลยช่วยกันฮั้ว ช่วยกันทุจริตดำเนินโกงไปตามน้ำ ..
แต่ รมต จากพรรค ประชาธิปัตย์มีสปิริตสูงมาก คำนึงถึงอารมณ์ ความรู้สึกความระแวงของประชาชน เลยขอลาออกเพื่อรักษากฏเหล็ก 9 ข้อของนายก แต่ข้าราชการที่ดำเนินโกงไปตามหน้าที่ โกงไปตามความรับผิดชอบ ยังลอยนวล ..
ชาวบ้านขอถาม รมต จากพรรคภูมิใจไทย ที่เข้าไปร่วมบงการ ร่วมดำเนินโกงตามน้ำกับข้าราชการในกระทรวงบ้าง ว่าจะแสดงสปิริตหรือไม่
เห็นใจชาวบ้านกันบ้าง พวกคุณนักการเมืองเข้าไปคลุกกับ ข้าราชการ ร่วมกันดำเนินโกงกินตามน้ำ ช่วยกันเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เรื่องโกง เลยทำฝ่ายค้าน ทำชาวบ้านมีอารมณ์ ความรู้สึก ระแวง การเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งเลยหยุดชะงัก เบิกจ่ายออกมาไม่ได้ เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเลยหยุด แล้วเมื่อใด เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ชาวบ้านจะได้โงหัวจากปัญหาเศรษฐกิจได้เสียที ...
ขอพวกคุณนักการเมืองและข้าราชการต้องคอยตรวจสอบ และถ่วงดุลซึ่งกันและกัน นักการเมืองเข้าไปตรวจสอบ ถ่วงดุล ดูแลไม่ให้ข้าราชการขี้โกง
..ส่วนข้าราชการก็ตรวจสอบ และถ่วงดุลไม่ให้นักการเมืองทุจริต ..ประเทศก็จะเดินหน้าได้ ...ไม่ใช่ร่วมกันฮั้ว ร่วมกันเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เรื่องทุจริตกันแบบนี้ ..เมืองไทยเลยโผล่พ้นจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เสียที