นักวิเคราะห์ทำนายว่าโลกในศตวรรษนี้จะเป็นศตวรรษแห่งเอเชียเนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้วางรากฐานให้โลกเอียงมาทางตะวันออกอย่างมั่นคง
แม้จะมีความเสี่ยงหรืออันตราย รออยู่เบื้องหน้า แต่บรรดาผู้สังเกตการณ์ก็มองว่า ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดสองอันดับของโลก คือ จีนและอินเดีย จะเป็นประเทศที่มีบทบาทเด่น ในการนำภูมิภาคพัฒนาไปข้างหน้า ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง จากเดิมที่โลกอยู่ภายใต้การนำในช่วงศตวรรษแห่งอเมริกาและอังกฤษ
นายอลัน ดูปองท์ ผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงระหว่างประเทศศึกษา มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ว่า ทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสของเอเชีย โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา จะเห็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจอย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่สหรัฐและยุโรป ประสบปัญหาอย่างหนัก จากวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก ทุกคนต่างตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า จีนได้ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลอย่างเต็มที่แล้ว และมีอินเดียกำลังตามมาติดๆ นอกจากนี้ที่ผ่านมานิตยสารไทม์ ยังเลือกคนงานชาวจีนเป็นตัวเก็งหนึ่ง ในการคัดเลือกบุคคลแห่งปีประจำปี 2552 ด้วย
ด้าน นายโรเบิร์ต บรอดฟุต กรรมการผู้จัดการสำนักงานที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (เพิร์ค) ซึ่งตั้งอยู่ที่ฮ่องกง เห็นด้วยว่าทรัพย์สินและอำนาจทางการเมืองของโลก ได้ย้ายไปยังจีนเป็นพิเศษ และเอเชียโดยรวม แต่หากการย้ายขั้วอำนาจจากตะวันตกมาตะวันออก ยังคงดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า ควรเรียกศตวรรษนี้ว่า เป็นศตวรรษแห่งจีน จะเหมาะสมกว่าศตวรรษแห่งเอเชีย
"ผมคิดว่าทศวรรษนี้สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของจีน โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า 8% ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย ปัจจุบัน สหรัฐ เองก็ยอมรับว่า จีนเป็นประเทศปล่อยกู้รายใหญ่สุดของสหรัฐ" นายบรอดฟุต กล่าว
ปัจจัยหลัก ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีน ในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมเหล็ก การค้าระหว่างประเทศ และการขยายตัวของสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน โดยการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการได้เปรียบดุลการค้าในปีที่ผ่านมาของจีน ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ สถาบันการเงินของจีน ยังขยายสินเชื่อ เพื่อการบริโภค โดยเฉพาะการซื้อบ้านและรถยนต์ จนสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 21% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบโดยรวม มีจำนวนมากกว่า 600,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
หากหันมามองอินเดีย ก็มีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดีย เติบโตกว่า 7% ซึ่งการเติบโตลักษณะนี้ ที่เติบโตไปพร้อมๆ กับการแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมือง หมายความว่า ไม่มีการทำข้อตกลงระดับโลกใดๆ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของสองประเทศนี้ ซึ่งการประชุมสุดยอดผู้นำทั่วโลกว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กที่ผ่านมาคือตัวอย่างที่ชัดเจน
นอกจากนี้ เอเชีย ยังเริ่มแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรม จากเดิมที่สหรัฐครองความเป็นเจ้าในศตวรรษก่อน เริ่มตั้งแต่ การที่จีน เปิดสถาบันขงจื๊อทั่วโลก แข่งกับ บริติช เคาน์ซิล ของอังกฤษ หรือสมาคมฝรั่งเศส ควบคู่ไปกับการขยายสาขาสื่อทางการอย่างสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี สำนักข่าวซินหัว สถานีวิทยุจีนระหว่างประเทศ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของรัฐบาลปักกิ่งจำนวน 6,500 ล้านดอลลาร์ ด้วยหวังว่าจะสร้างการยอมรับสื่อจีนในตลาดโลก
ขณะที่ดาราภาพยนตร์หลายคนกลายเป็นคนดังระดับโลก เช่น กง ลี่ เจ็ท ลี และ จาง ซื่อยี่ ส่วนด้านอวกาศของจีนและอินเดีย ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเช่นกัน อีกทั้ง การที่จีนได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เมื่อปีที่แล้ว ยังช่วยตอกย้ำฐานะของจีนในเวทีโลกให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ขณะที่นักกีฬาของจีน ไม่ว่าจะเป็นนายเหยา หมิง นักบาสเกตบอล และ นายหลิว เสียง อดีตแชมป์โลกกีฬากระโดดข้ามรั้ว ที่ต่างกลายเป็นนักกีฬาดังมีชื่อเสียงไปก้องโลก
เช่นเดียวกับ บรรดานักวิทยาศาสตร์จีน ที่กำลังได้รับการยอมรับ และมีชื่อเสียงมากขึ้นในเวทีโลก โดยมีแรงผลักดันจากโครงการอวกาศของจีน และจีนถือเป็นประเทศที่สามที่ส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศและมีพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์
อินเดีย ก็ประสบความสำเร็จด้านอวกาศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจีน เมื่อประกาศส่งยานจันทรายาน-1 ไปเยือนดวงจันทร์ครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้งยังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีน้ำปริมาณมาก บนพื้นผิวของดวงจันทร์ด้วย
อย่างไรก็ดี เส้นทางการก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ในโลกและเป็นผู้นำกระแสโลกของเอเชียนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือไร้อุปสรรคขวากหนามเสียทีเดียว โดยเอเชียยังมีจุดอ่อนเรื่องระบบการปกครองรูปแบบประชาธิปไตย สถาบันต่างๆ ทางสังคม และยังมีปัญหาช่องว่างความมั่งคั่ง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นจุดเสี่ยงที่จะฉุดรั้งเอเชีย ไม่ให้ผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลก
ดร.หมินซิน เป่ย จากมูลนิธิคาร์เนกี้ เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ชี้ว่า ผู้นำในเอเชีย ขาดวิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐครองความเป็นเจ้า และการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของจีน มีความไร้เสถียรภาพอยู่ในตัวเอง ดังนั้น แม้เอเชีย จะมีพลวัตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก แต่คงไม่สามารถเป็นผู้นำด้านแนวคิดได้
ด้าน นายดูปองท์ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ยังไม่แน่ใจว่า อิทธิพลของเอเชียจะยืนยงไปอีก 50-100 ปี เนื่องจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างมากด้วยเช่นกัน
Tags : อลัน ดูปองท์

ความคิดเห็นที่ 1
ผู้นิยมประชาธิปไตย , 28 ธันวาคม 2552 09:36
ผมอยากเห็นโลกเป็นโลกหลายขั้วมากกว่าที่จะเป็นการย้ายขั้วไปมาระหว่างมหาอำนาจแต่ละประเทศหรือแต่ละกลุ่ม หวังว่าจีนจะไม่ได้มีอิทธิพลต่อโลกมากเท่าที่สหรัฐเคยมี