คนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยสูงถึง 99.4% ฉะนั้นคนที่เอาประเทศอื่นมาทำร้ายประเทศไทยแล้วคิดว่าจะชนะน่าจะคิดผิด
กางผลสำรวจประเทศไทย คนหนุนรัฐบาลแต่สมานฉันท์ล่ม
คนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยสูงถึง 99.4% ฉะนั้นคนที่เอาประเทศอื่นมาทำร้ายประเทศไทยแล้วคิดว่าจะชนะ น่าจะคิดผิด
เชื่อมั่นสถาบันศาล-กองทัพ ความนิยม”มาร์ค”ไล่จี้”ทักษิณ”
ปี “เสือดุ” กำลังกระโจนเข้ามา ขณะที่ปี “วัวบ้า” กำลังจะผ่านพ้นไป เสียงสอบถามระเบ็งเซ็งแซ่อยู่ทั่วไปว่าสังคมไทยจะไปรอดหรือไม่ในปีหน้านี้...
จะไม่ให้ตื่นตระหนกกันได้อย่างไร เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงก็ฮึ่มๆ อยู่ว่าจะจัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลในรูปแบบ “สงครามครั้งสุดท้าย” ทันทีที่เปิดศักราชใหม่ ส่วนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็กำลังงวดเข้ามาทุกที
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลงาน 1 ปีของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งจะแถลงกันไป ก็ต้องยอมรับว่ามีหลายเรื่องน่าพึงพอใจและเรียกคะแนนจากประชาชนได้ไม่น้อยทีเดียว
เหตุนี้แรงปะทะที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างผู้คนที่สนับสนุนหรือมีจุดยืนทางการเมืองคนละด้านกัน คือสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายสะพรึงกลัว...
แต่การคาดเดากันไปคงไม่น่าสนใจเท่าการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ผ่านการสำรวจและวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันพระปกเกล้าเพิ่งเผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “คุณภาพสังคมของประเทศไทย”
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวเป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ มีตัวชี้วัดชัดเจนตามหลักวิชาการ เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 20 ต.ค.ถึง 10 พ.ย.2552 กลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน กระจายอยู่ในทุกช่วงอายุ ระดับการศึกษา เพศ สถานภาพ และศาสนา
นับเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจซึ่ง “กรุงเทพธุรกิจ” เก็บข้อมูลมาฝากเป็นของขวัญช่วงส่งท้ายปี...
คนไทยไร้เงินออม-ผวาตกงาน
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดทำงานวิจัยชิ้นนี้ เล่าให้ฟังว่า การศึกษาคุณภาพสังคมของประเทศไทย มุ่งวัดพื้นฐานของสังคมไทยใน 4 องค์ประกอบหรือ 4 มิติ กล่าวคือ
1.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม (socio-economic security)
2.การรวมตัวกันทางสังคม (social inclusion)
3.ความสมานฉันท์ (social cohesion)
และ 4.การสร้างพลังในสังคม (social empowerment)
ทั้งนี้ ในมิติแรกคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ประชาชนคนไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีเงินออม นั่นเท่ากับว่า 3 ใน 4 ไม่มีเงินออม และกว่าครึ่ง หรือ 51% มีรายได้พอแค่เดือนชนเดือน
ในการสำรวจยังตั้งคำถามว่า ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาประชาชนพบสถานการณ์อะไรที่ยากลำบากต่อการดำรงชีวิต และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เงินมากที่สุด คำตอบที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจ คือปัญหาหนักที่สุดได้แก่ความไม่มั่นคงในการทำงาน และความไม่ปลอดภัยที่ได้รับจากการทำงาน
“ถือเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะการบาดเจ็บในที่ทำงานกลับเป็นเรื่องที่คนไทยต้องใช้จ่ายเงินไปมากที่สุด รองลงมาคือค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของตนเอง นั่นแสดงว่าการเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพที่รัฐบาลจัดให้ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ยังไม่ครอบคลุมพอ หรืออาจจะครอบคลุม แต่ยังให้บริการไม่ดีพอ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งยังต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง”
มองโลกแง่ดี-ไม่ทุกข์ไม่สุข
ผลสำรวจยังพบว่า ปัญหาอาชญากรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่คนไทยกังวลมากที่สุด ประเด็นนี้ ดร.ถวิลวดี วิเคราะห์ว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีแล้ว ยังต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนไม่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมาด้วย
ส่วนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ แม้จะพบว่าคนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหามากมาย เช่น รอหมอนาน 43.9% หมอมาช้า 37.9% และระยะทางไกล (กว่าจะถึงสถานพยาบาล) 29.5% แต่ทั้งหมดนี้คนไทยก็ยังอดทน เพราะ 80.5% บอกว่าตัวเองสุขภาพดี
ในเรื่องสถานะทางการเงิน คนไทยกลุ่มใหญ่ที่สุดตอบว่า “กลางๆ” ที่ตอบว่าแย่สุดๆ กับดีสุดๆ มีเพียง 2.3% กับ 1.8% ตามลำดับ เช่นเดียวกับเรื่องความสุข คนไทยส่วนใหญ่ก็ตอบว่า “กลางๆ” เช่นกัน คือ 51.8% บอกว่าไม่ทุกข์ไม่สุข และมี 61% ที่ระบุว่าสนใจการเมืองมากขึ้น
สมานฉันท์ล่ม-สังคมแตกแยก
ในมิติของความสมานฉันท์ ซึ่งสำรวจจากความไว้วางใจของประชาชน พบว่าในภาพรวมปี 2552 ความไว้วางใจกันของคนในสังคมลดลงจากร้อยละ 41.3 ในปี 2550 เหลือเพียงร้อยละ 24.5 โดยความไว้วางใจระหว่างประชาชนด้วยกันเองลดลงมาตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี ในแง่ของความไว้วางใจผู้นำประเทศ คะแนนยังค่อนข้างสูง คืออยู่ที่ 69.7% เมื่อสำรวจลึกลงไปถึงความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ในสังคม พบว่า ประชาชนมีความไว้วางใจต่อสถาบันศาสนาสูงสุด คือ 88.3% รองลงมาคือธนาคาร 88.2% สถาบันศาล 86.5% กองทัพ 86.1% และสถาบันการศึกษาคือมหาวิทยาลัย
ดร.ถวิลวดี อธิบายว่า สถาบันทหารเคยทำให้ประชาชนคนไทยไม่ไว้วางใจในช่วงหลังการปฏิวัติเมื่อปี 2549 แต่เมื่อผู้นำทางทหารยุคหลังยืนยันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และเล่นบทนิ่งกับหลายๆ เรื่อง ก็ทำให้คะแนนความไว้วางใจทหารดีขึ้นเป็นลำดับ
สำหรับสถาบันศาล มักได้รับความไว้วางใจสูงจากสังคมไทยอยู่แล้ว แต่ปีนี้ดีขึ้นกว่าปี 2551 และจากการสำรวจ 3 ศาล ปรากฏว่าประชาชนให้ความไว้วางใจศาลยุติธรรมมากที่สุด ตามด้วยศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ
ที่น่าประหลาดใจคือตำรวจที่มีคะแนนความไว้วางใจสูงขึ้น อยู่ที่ 74.5% มากกว่ารัฐสภาที่อยู่แค่ 65.4% และพรรคการเมืองที่เกือบรั้งท้ายอยู่ที่ 55.7% เท่านั้น
คนยังเชียร์รัฐบาล-มาร์คไล่จี้แม้ว
ด้านคะแนนนิยมของรัฐบาล หรือความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ดร.ถวิลวดี ชี้ว่า คะแนนความไว้วางใจสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งช่วงนั้นคะแนนตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยศึกษามา คืออยู่ที่ 34.4%
แต่เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาทำหน้าที่ ก็เริ่มสร้างความไว้วางใจได้มากขึ้น ช่วงเดือน มิ.ย.ถึง ส.ค.2552 สำรวจความนิยมอยู่ที่ 44.7% และล่าสุด ต.ค.-พ.ย.2552 ความนิยมพุ่งสูงถึง 81.6 เกือบเทียบเท่าช่วงต้นของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ สะท้อนว่าสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มนิ่ง คนเริ่มพอใจและไว้วางใจสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้น
ส่วนคะแนนนิยมเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี คือนายอภิสิทธิ์ ปรากฏว่าดีขึ้นกว่าช่วง 2 รัฐบาลที่ผ่านมา (นายสมัคร กับนายสมชาย) คือพุ่งสูงขึ้นจาก 37.60% มาอยู่ที่ 60.50% แม้จะยังไม่เทียบเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยได้รับคะแนนไว้วางใจท่วมท้นถึง 88.5% เมื่อปี 2545 ก็ตาม
คนหันอ่าน นสพ.-ไม่ไว้ใจทีวี
ที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งคือความไว้วางใจต่อสื่อสารมวลชน ปรากฏว่าเป็นครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์ได้รับความไว้วางใจสูงมากเกือบเท่าโทรทัศน์ คือ 74.7% ขณะที่ทีวีอยู่ที่ 79%
“ที่ผ่านมาความไว้วางใจและความนิยมในกลุ่มของสื่อโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์จะต่างกันมาก โดยโทรทัศน์จะสูงกว่าหนังสือพิมพ์มาตลอด แต่ระยะหลังทีวีอาจขายข่าวอยู่ไม่กี่ข่าว ทำให้คนเบื่อ ขณะที่หนังสือพิมพ์มีความหลากหลายมากกว่า และมีบทวิเคราะห์ให้มุมมองที่ต่างออกไป”
“ท่ามกลางสังคมการเมืองที่สับสนว่าจะเชื่อใครดี เช่น กรณีวิศวกรไทยถูกจับในเขมร อาจทำให้ประชาชนต้องหาอ่านบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์” ดร.ถวิลวดี อธิบาย
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจก็ยังพบว่า คนไทยในสัดส่วนถึง 84.5% บอกว่าชอบดูทีวี (หมายถึงรายการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข่าวด้วย) แต่ 31% ก็บอกว่าสับสนกับข้อมูลที่ทีวีป้อนให้
สภาที่ปรึกษาฯ สอบตก-ป.ป.ช.แค่ผ่าน
การสำรวจยังเจาะลงไปที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ พบว่า สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คือสององค์กรที่สอบตกในสายตาประชาชน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า สป.ยังมีปัญหาเรื่องผู้บริหารชุดใหม่ที่ยังฟ้องร้องกันอยู่ ขณะที่ กสม.ชุดใหม่ก็เพิ่งเข้ารับหน้าที่ ยังไม่มีผลงานชัดเจน
ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คะแนนไม่สูงนัก แม้จะผ่านเกณฑ์ 50% แต่ก็อยู่ระหว่าง 50-60% ทั้งๆ ที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเมือง เคยมีคะแนนความไว้วางใจสูงถึง 75%
เกือบ 100% ภูมิใจในความเป็นไทย
สำหรับผลสำรวจในมิติอื่นๆ ที่น่าสนใจ ที่สะท้อนตัวตนของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน ก็เช่น กลุ่มคนที่คนไทยไม่ชอบมากที่สุด คือคนที่เคยเป็นอาชญากร คนโรคจิต และคนขี้เมา
ผลสำรวจยังพบว่า สิ่งที่ทำให้คนไทยเครียดมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ส่วนความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ ไม่มีผลใดๆ มากนักกับความรู้สึกของคนไทย
“ค่านิยมที่คนไทยให้ความสำคัญมากที่สุดคือการรักครอบครัว และการเคารพนับถือผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยสูงถึง 99.4% สูงกว่าการสำรวจเมื่อปี 2550 เสียอีก ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 98.9% ฉะนั้นคนที่เอาประเทศอื่นมาทำร้ายประเทศไทยแล้วคิดว่าจะชนะ น่าจะคิดผิด” ดร.ถวิลวดี กล่าว
ในมิติของการรวมตัวกันในสังคม ผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนหนึ่งคิดว่าตนเองถูกกีดกันออกจากสังคม เพราะเรื่องการศึกษา ตกงาน และการไม่มีงานถาวร เมื่อเจาะลึกลงไปยังพบว่า คนไทย 34.3% บอกว่าเคยถูกดูถูก และ 5% รู้สึกถูกแยกออกจากสังคม จุดนี้รัฐบาลต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน
“เหลือง-แดง” ไม่ใช่คนส่วนใหญ่
ส่วนการสร้างพลังทางสังคม พบว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะการเข้าร่วมชุมนุมประท้วง มีประชาชนแค่ 8.5% ที่บอกว่าเคยเข้าร่วม
“ข้อมูลนี้แสดงว่าไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงต่างไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะอ้างว่าเป็นคนส่วนใหญ่ก็ตาม แต่การชุมนุมประท้วงก็ถือเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่คนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุดในระยะหลัง” ดร.ถวิลวดี ระบุ
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า สรุปว่า แนวทางลดความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว คือต้องเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน พร้อมๆ กับสร้างกระบวนการทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม...
เพื่อไม่ให้สังคมไทยแตกร้าวมากไปกว่านี้!
Tags : ความเชื่อมั่นรัฐบาล •




ความคิดเห็นที่ 11
แสงรวี , 27 ธันวาคม 2552 22:52
กล่าวอย่างคนไม่มีสีเสื้อและกระโปรง และไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะไม่ชอบการเมือง,นักการเมือง(สามานย์)ทุกวันนี้ค่อนข้างเห็นด้วยข้อมูลสำรวจครั้งนี้ แต่น้ำหนักบางข้อมูล กระจุกอยู่ในกรุงเทพเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ข้อมูลความจริงเชิงมิติวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่เบาไปหน่อย โดยเฉพาะรายรับ รายจ่ายกระจุกแต่คนที่มีเงินเดือน เปรียบไปเหมือนวัวถูกล่ามให้กินหญ้า ส่วนคนที่ไม่มีเงินเดือน แต่ประกอบอาชีพสุจริต(ไม่ใช่คนรายได้ชั้นกลาง) ข้อมูลยังไม่ประจักษ์มากนัก โดยเฉพาะต่างจังหวัด ที่ยังชีพด้วยการเพาะปลูกพืชผลทุกชนิด เหตุปัจจัยบริบทเก่าๆ ที่ยังแก้ไม่ได้ เป็นต้นว่า ราคาน้ำมัน ณ วันนี้ ถือว่ายังไม่ลดราคา(สำหรับเกษตรกร) ราคาปุ๋ยยังแพงระดับเดิม และซ้ำเติมด้วยราคาข้าวของทั้งอุปโภคและบริโภค ส่วนความสมานฉันท์ ที่กล่าวกันเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ระดับประชาชนต่างจังหวัดไม่มีความคิดและเหตุผลว่าจะต้องสมานฉันท์อะไรกับใคร เพราะเขาเป็นคนไทย ที่ไม่เคยโกรธเคืองกับใคร ที่เป็นอยู่วันนี้เฉพาะคนประเทศกรุงเทพฯเท่านั้น ถ้าเอาความคิดและปัญญาเป็นตัวชีวัด ก็พอจะบอกได้ว่า ใครมีมากกว่ากัน ส่วนมิติการเมือง โดยเฉพาะนักการเมือง สัมพันธ์เชิงลึกต่อการเลือกตั้งแนวโน้มข้อมูลที่จะต้องนำมาคิดมาวิเคราะห์คือการออกเสียงของประชาชน ณ วันนี้พอจะกล่าวอย่างหยาบๆ ว่า คนเริ่มหน่ายการเลือกตั้ง สังเกตุจากคนในภาคหนึ่ง ที่แสดงให้ประจักษ์จากการเลือกตั้งย่อย ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น เริ่มพอใจบัตรเลือกตั้งในช่องที่ "ไม่ประสงค์ลงคะแนน" เพิ่มขึ้น ๆ ๆเรื่อย ๆ คาดว่าถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไประดับชาติในเร็วๆนี้ บอกได้ว่า ช่องนี้จะมีจำนวนเป็นเลข ๗ หลัก ต้น ๆ ฝากมิตินี้ไม่เฉพาะสถาบันพระปกเกล้า แต่ไปถึง กกต.ด้วย
ความคิดเห็นที่ 10
มรรค๘ , 27 ธันวาคม 2552 21:17
การวิเคระห์ของดร.ถวิลวดี กับบทสรุปของสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ก็ในเมื่อสังคมนี้มันแตกร้าวอย่างนี้ ความสุขมวลรวมของปชช. จะดีขึ้นได้อย่างไร มีแต่จะเลวลง ถ้ารัฐบาลนี้ยังใช้ระบบสองมาตรฐาน ยิ่งไล่บี้ทักษิณ กับพวกเสื้อแดง และข้าราชการที่ไม่ชอบรัฐบาลนี้ มากเท่าไหร่ ความเสียหายของประเทศจะยิ่งมากขึ้น เพราะการต่อสู้จะยิ่งรุนแรงขึ้น การแตกร้าวระหว่างไทยขกัมพูชาจะยิ่งมากขึ้น จริงหรือไม่ ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 9
dkom , 27 ธันวาคม 2552 20:51
hereละมัย มันไม่ทำอย่างอื่นเลยหรือไงเข้าเวปบอร์ดมาเมื่อไรก็เห็นมันก็เสนอความเห็นดักดานอยู่ทุกวัน ส่วนกรณี 555 บอกให้เลือกตั้งใหม่นั้นเขาคงไม่โง่ให้พวกซื้อเสียงได้ซื้อกันตอนนี้หรอก ต้องปล่อยให้ถูกขี้ข้าแดงทั้งหลายสูบเลือดให้หมดก่อน เผื่อการเลือกตั้งจะดีขึ้นบ้าง อิอิอิ
ความคิดเห็นที่ 8
lamai98 , 27 ธันวาคม 2552 20:39
"คนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยสูงถึง 99.4% ฉะนั้นคนที่เอาประเทศอื่นมาทำร้ายประเทศไทยแล้วคิดว่าจะชนะน่าจะคิดผิด" โถ..สาวหล่อ สาวหล่อต้องชอบหนุ่มสวย ร้องเพลงลูกทุ่งเพราะเสนาะหู คนไทยคนใหนไม่ภูมิใจในความเป็นไทย เขาภูมิใจแต่เขาไม่ได้ภูมิใจคนเป็นนายก เจ้ ภูมิใจก็ภูมิใจไปทำไมต้องมากะเกณฑ์คนไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาลนี่ด้วยเล่า...ประเทศใหนมาทำร้ายประเทศไทยไม่ทราบ ไปถอนทูตออกมาทำไม๊ ใครเป็นคนเริ่มก่อน ใครครับจะเอาชนะประเทศไทย เขาไม่เคยคิดจะเอาชนะด้วยการเอากำลังเข้าห้ำหั่นกัน เพียงแต่เขาบอกว่า ถ้านายอภิสิทธิ ยังเป็นนายกอยู่การจะคืนดีกันต้องคอยชาติหน้าตอนบ่ายๆ เขาพูดอย่างนี้ คนไทยกับเขมรไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เขาไม่ชอบคนเป็นนายก เขาบอกว่า ทำงานด้วยยากลำบากใจ
"ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า สรุปว่า แนวทางลดความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว คือต้องเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและแสดงความคิดเห็น " รัฐบาลนี้เคยทำอย่างที่กล่าวมาหรือเปล่า เขาทำอะไรหรือ หวงอำนาจ อยากเสวยสุขเสพอำนาจนานๆ หมาหวงก้าง กินไม่ได้หมาตะกละมันก็หวง
ความคิดเห็นที่ 7
555 , 27 ธันวาคม 2552 13:30
มันคือภาพลวงตา ไม่เชื่อลองยุบสภา
ความคิดเห็นที่ 6
ตัวเลขมันบอก , 27 ธันวาคม 2552 13:24
ชอบเว๊บนี้ เพราะไม่ส่งเสริมใคร ไม่ทับถมใคร งานวิจัยนี้ข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อข้อสรุปทั้งหมด แต่ข้าพเจ้าดูตัวเลขแล้วคิดเอาเอง
ทั้งนี้ขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสุ่ม และการออกแบบคำถามต้องเป็นไปตามหลักวิชาการนะ
อยากให้ทุกฝ่ายดูตัวเลข รายการสุดท้ายที่บอกว่าเคยเข้าร่วมชุมนุมแค่ 8.5 ใครที่สุดขั้วไปทางใด ระวังความคิดตัวเองไว้บ้างนะจ๊ะ
ความคิดเห็นที่ 5
yacht , 27 ธันวาคม 2552 11:27
เป็นงานวิจัยที่ไม่ค่อยจะเข้าหูทักษิณและกุล่มคนชุดแดงซักเท่าไหร่
แต่นี่ก็คือความจริงที่ต้องน้อมรับ
ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ อยุ่ที่สติและปัญญาของแต่ละคน
จะโง่ จะฉลาด บีบบังคับกันไม่ได้
ขึ้นอยุ่กับเวร กรรม ของแต่ละตัวคน
ในเทศกาลปีใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ขออำนวยพรให้ชาวไทยทุกผู้ทุกนาม สามารถฝ่าฟันวิกฤติในทุกๆ ด้านไปได้ โดยตลอดรอดฝั่ง
ควรหาเวลาสงบจิตสงบใจ ฟังที่คนอื่นพูดบ้าง
อย่ามองอย่างที่เห็น อย่าฟังอย่างที่ได้ยิน
จะช่วยทั้งตนและช่วยชาติได้มากโข
เจริญพร
ความคิดเห็นที่ 4
สน , 27 ธันวาคม 2552 10:55
ทำไมไม่มีการกล่าวถึงการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจด้วยละว่ามีส่วนทำให้บ้านเมืองเปนอย่างไร นักวิชาการบางครั้งเขียนเพื่อหนุนส่งคนที่รักชอบ ตอนเหตุการบ้านเมืองเริ่มวุ่นวายไม่เคยเห็นนักวิชาการพวกนี้ออกมาเลยมันแสดงถึงความคิดที่มีอคติไม่มีความยุติธรรมทางด้านวิชาชีพ ณวันนี้เหตุการไม่สงบมันเกิดจากไม่มีความยุติธรรมในการตัดสินผมคิดจะช่วยพวกเดียวกันก็หาทางออกแบบศรีธนนชัย ซึ่งเปนแบบอยางที่ไม่ดีเอาสีข้างเข้าถู อยากให้บ้านเมืองตัดสินคดีต่างๆอย่างยุติธรรม อย่างเช่นคำว่าขจัด กำจัด อย่าแก้ตัวว่าเขียนไม่เหมือนกันแบบนี้เรียกว่าหัวหมอศรีธนนชัย
ความคิดเห็นที่ 3
ghost , 27 ธันวาคม 2552 10:08
พวกมันคุมสื่อจนอยู่หมัด โฆษณาชวนเชื่อฝ่ายเดียวเหมือนเจ้านายมันที่ชมได้อย่างเดียว
ความคิดเห็นที่ 2
นายก สู้ ๆ ทำงานลดช่องว่าง รายได้ ประชากร , 27 ธันวาคม 2552 09:58
นายก สู้ๆ แก้ปัญหาให้คนจน รากหญ้า คนจน อิสานเหนือ จัดงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นให้ ส.ส. ฝ่ายค้าน เป็นจำนวนเงินเท่าๆ กับที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลได้รับไปทำงานพัฒนาและตรวจสอบโกงกินกันในพื้นที่
ช่วยประชากรทั้งประเทศให้เท่าเทียมกัน แม้ว่าพวกแกนนำเสื้อแดงยุยงชาวบ้านให้ถ่ อ ย ส ถุ ล ฆ่าคนไม่รักทักษิณกลางถนน ที่เชียงใหม่ ถึงแม้นายกจะลงพื้นที่อิสานเหนือไม่ได้ก็ตาม
ชาวบ้านสลดใจสมัยทักษิณแม้ง บอก ภาคไหน จังหวัดไหนกากบาทในคูหา เลือกพรรคมัน ๆ จะช่วยจังหวัดนั้นก่อน โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชที่ภาคใต้ ไม่เคยได้รับงบประมาณสนับสนุนเลย 7 ปี
ชาวบ้านกำลังสงสัยว่าคนภาคกลาง คนภาคใต้ คนภาคตะวันออก กำลังทำงานจ่ายเงินภาษีไปพัฒนาคนภาคแห้งแล้ง อิสานเหนือ ใช้งบประมาณกันเหมือนเทน้ำถมทะเล กันให้ คนจนๆ หนี้ท่วมหัวไม่มีที่ดินทำกิน แต่นักการเมือง นายทุน อิสานเหนือรวยเอา รวยเอา มันไม่ถูกต้อง
ความคิดเห็นที่ 1
lamai98 , 27 ธันวาคม 2552 09:45
"ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า สรุปว่า แนวทางลดความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว คือต้องเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน พร้อมๆ กับสร้างกระบวนการทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมเพื่อไม่ให้สังคมไทยแตกร้าวมากไปกว่านี้ "
..." ด่วนสรุป สรุปแบบสวยหรู ไม่จริงหรอกที่สรุปมาทั้งหมดทำแว้วว แต่ไม่ตรงจุด เช่น ให้คนกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่าง" ไม่มีวันเกิดครับ ดูเสื้อแดง เขาร่วมกันชุมนุมแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ความรุนแรง รัฐออกกฏหมายมาควบคุมทั้งที่เขาออกมาตามรัฐธรรมนูญกำหนด เอาทหารออกมาไล่ฆ่าเขา กล่าวหาเขาว่าจะเอารถแก๊ส มาระเบิด
แล้วให้รัฐออกมากระจายรายได้ เพื่อลดช่องว่าง โหย..เอาเงินมาแจกคนมีเงินเดือน 2,000 บาทคนจนรากหญ้ามองทำตาปริบๆ อะไรของมันว่ะ 500 ร้อยบาทคนอายุเกิน 60 หมดเงินแล้วครับ ตอนนี้เลิกไปเรียบร้อยแล้ว ไปถามดูเถอะ ไม่ให้แล้วหาเสียงกับคนแก่พอแล้ว ตอนนี้ไปหาเสียงกับคนพิการ จะหมดเงินเมื่อจำนวนเสียงที่ต้องการพอเพียงแล้ว อีหรอบเดียวกับคนแก่สุดท้ายก็หมดเงินแล้ว เพราะมันพิการทุกงานเทศการเป็นพันๆหมื่นคน จำนวนเสียงที่จะได้ในการเลือกตั้งคราวหน้าพอจะได้กลับมาบริหารอีกสมัย แล้ว ฉลาดจังเลยเรืองเล่นการเมือง