กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 25 ธันวาคม 2552 08:09

ประกาศเกณฑ์"มาบตาพุด" อีไอเอ-เอชไอเอ-ประชาพิจารณ์

สุวิทย์  คุณกิตติ

สุวิทย์ คุณกิตติ

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ

การจัดทำรายงานและการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากการพิจารณารายงานในโครงการหรือกิจการทั่วๆ ไป และเพื่อให้มีการดำเนินกระบวนการพิจารณาให้เป็นไปโดยครบถ้วนตามแนวทางของมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 โครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในท้ายประกาศนี้ ดังนี้

1.1 โครงการหรือกิจการใดซึ่งมีการประกาศหรือกำหนดตามกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นให้เป็นโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

1.2 โครงการหรือกิจการใดซึ่งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้ง วินิจฉัยภายใน 30 วัน หลังจากได้รับข้อร้องเรียน ว่า โครงการหรือกิจการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

ข้อ 2 ผู้ที่จัดทำรายงานตามประกาศนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมดังกล่าว มีกฎหมายอื่นบัญญัติเกี่ยวกับการได้รับอนุญาตไว้ และมีกระบวนการที่จะให้ผู้มีสิทธิจัดทำรายงานดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวไว้แล้ว ผู้มีสิทธิจัดทำรายงานจะต้องได้รับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้นๆ ด้วย

ข้อ 3 เมื่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับรายงานจากผู้ที่จัดทำรายงานตามข้อ 2 แล้ว ให้ดำเนินการตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ต่อไป

ข้อ 4 เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดส่งผลการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น หรือหน่วยงานของรัฐ ผู้อนุญาตโครงการเพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวจัดให้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียที่กำหนดตามเอกสารท้ายประกาศ

ข้อ 5 เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ได้ให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพแล้ว ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดส่งรายงานฉบับที่ได้รับความเห็นชอบแล้วนั้น พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และสรุปสาระสำคัญของมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบ ก่อนมีการดำเนินการ หรือการอนุญาตของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ

ข้อ 6 ในกรณีที่เป็นโครงการหรือกิจการตามข้อ 1 ซึ่งเป็นของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ความเห็นขององค์การอิสระ และรายงานการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียของหน่วยงาน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย

ข้อ 7 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

Tags : มาบตาพุด อีไอเอ เอชไอเอ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

And if you are looking on eBay you

ความคิดเห็นที่ 5

care for their children Here are

ความคิดเห็นที่ 4

authenticated timepieces from different brands

ความคิดเห็นที่ 3

is full wig which can be straight

ความคิดเห็นที่ 2

into one of the worlds most

ความคิดเห็นที่ 1

http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm

เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป
และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

กราบเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา
ประธานวุฒิสภา และรองประธานสภา
ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง
นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมาบตาพุด และชุมชน 31 แห่งในเขตเทศบาล

ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้ และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป

โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ
1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด
2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด
4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง

อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
(ดร.โสภณ พรโชคชัย)
ประธานกรรมการบริหาร
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

อ่านรายละเอียดผลการวิจัยเพิ่มเติมที่
http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement