ปัญหาวันนี้ เนื่องจาก "ธรรมาภิบาลบ้านเรามันมีแต่เปลือก" เนื่องจาก "คนไปเขียนกฎกันเอง เขียนมาเพื่อกำกับดูแลตัวเอง"
ยกตัวอย่างเช่น เราเข้ามาเป็นนักการเมือง วันที่หาเสียง วันที่เขียนคุณสมบัติ อย่างสรรหา เราก็บอกว่าเรามีคุณสมบัติครบถ้วนดีพร้อม ทำงานให้พี่น้องประชาชนได้ แต่ถามว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ท่านได้ทำอย่างคุณสมบัติที่แจงมั้ย หรืออย่างที่หาเสียงไว้หรือไม่ หรือเข้ามาแล้วก็เพียงแต่หาช่องทาง ที่จะไปเรียนหรือศึกษาต่อ โดยอาศัยสถานะของความเป็นนักการเมือง เบียดบังเวลาที่ควรจะเอามาทำหน้าที่ในสภา อย่างนี้ก็ทำกันอยู่
หรือแม้กระทั่งการไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ทุกปีก็จะจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยกันทั้งหมด ส.ส.-ส.ว.ได้เท่าๆ กัน แต่เรื่องที่ไป แต่ละคนไปสถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่ศึกษา กันแน่
ในการสร้างกลไกหลักด้านธรรมาภิบาล ที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเพิ่มเติมเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินให้มีความชัดเจนกว่าปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญให้นักการเมือง นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองอื่น หรือข้าราชการท้องถิ่น ยื่นบัญชี ณ วันที่เข้า แต่ไม่เคยบอกเลยว่า ทรัพย์สิน ณ วันที่เข้าได้มาโดยชอบหรือมิชอบ ไม่มีการตรวจเช็คดู ต่างจากอเมริกา หรือประเทศยุโรป ถ้าเขารู้ว่านักการเมือง เค้ามีประวัติเคยเสียหรือมีการหลบเลี่ยงภาษี หรือเคยทุจริต ประพฤติมิชอบหรือไม่ ประชาชนเค้าจะปฏิเสธนักการเมืองเหล่านั้น จนกว่าคุณจะได้ไปชำระล้างให้มันถูกต้องเสียก่อน และตัวนักการเมืองเอง หมายถึง ต่างประเทศนะ เมื่อถูกประชาชน หรือบุคคลอื่น ตรวจพบว่าเขามีความไม่ชอบมาก่อน เค้าก็ปฏิเสธการรับตำแหน่ง อันนี้คือธรรมาภิบาลที่ชัดเจน
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง คือ 1. นายกรัฐมนตรี 2. รัฐมนตรี 3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4. สมาชิกวุฒิสภา 5. ข้าราชการการเมืองอื่น 6. ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
แต่เมืองไทยไม่ใช่ นอกจากพยายามจะปกปิดหรือแจ้งไม่ตรงแล้ว ยังไม่ยอมให้ตรวจสอบในระหว่างอยู่ในตำแหน่งอีก ถ้ายอม ก็ควรจะแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ในอีกนิด เพิ่มไปอีกสักข้อนึง ให้นักการเมืองต่างๆ ทั้ง ส.ว. ส.ส. รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทุกปี ในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่ง แล้ว ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบ หรือมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบความมีอยู่จริง และความถูกต้องของทรัพย์สินเหล่านั้น ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ว่ามันได้มาโดยชอบหรือลดลงโดยชอบหรือไม่
หากรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจน จะทำให้การเขียนกฎข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล หรือจริยธรรม หรือกฎของการกระทำที่ภาษาอังกฤษเรื่องว่า Cost of conduct ก็จะง่ายขึ้น
หลายคนบอกว่าเรื่องนี้ยากและก็ไม่อยากให้มีตัวบทกฎหมายนี้ออกมา และก็เป็นเรื่องแปลกมาก คนที่อยู่บริษัทต่างๆ มีการตรวจสอบรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกปี นักการเมืองมีการยื่นบัญชี แสดงรายได้ในแบบภาษีทุกปี แต่ไม่ได้มากระทบถึงทรัพย์สินและหนี้สินเลย
หากไม่มีข้อกำหนดออกมา มันก็ไม่มีเครื่องมือที่จะไปตรวจสอบให้เห็นได้ว่า เขามีธรรมาภิบาลจริงหรือเปล่า
และเหตุที่ผมสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะอันนี้คือหลักการสำคัญในการปกป้องเลยนะ เราจะหาคนที่ซื่อสัตย์สุจริต มาทำได้จริงๆ อันนี้มันพูดกันแต่ปาก ทุกคนก็บอกว่าผมมาถูกต้อง ผมไม่โกงไม่กิน แต่ผมไม่ยอมให้ตรวจสอบ อันนี้มันก็พิสูจน์อะไรไม่ได้
ทั้งนี้ หลักคิดสำหรับการตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบหรือไม่ นั่นคือ การใช้หลักการทางบัญชี ซึ่งเป็นวิชาที่ผมร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ทั้งนี้ การตรวจสอบทรัพย์สินอาจไม่ได้ผล วิธีการของนักบัญชี เขาตรวจสอบทรัพย์สิน เขาจะดูถึงรายได้และค่าใช้จ่าย ถ้าคุณมีทรัพย์สินเพิ่ม สมมติฐานก็จะบอกว่าคุณต้องมีรายได้เพิ่ม ถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับ ก็แสดงว่าคุณแสดงรายรับน้อยกว่าความเป็นจริง หรือทำบัญชี 2 ไว้หรือไม่ เห็นมั้ยครับ เพราะว่าคนที่อ้างว่าตรวจสอบไม่ได้ เราก็บอกว่า ถ้าคุณได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ แต่หากคุณฝังดินไว้ก็ไม่เป็นไร
(พรุ่งนี้ กับข้อเสนอเพิ่ม กลยุทธ์ ป.ป.ช.)
Tags : ธรรมาภิบาล • เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

ความคิดเห็นที่ 3
Mr.Vichai Deejantuke , 7 กุมภาพันธ์ 2553 16:36
มีแต่เปลือกจริง ๆ ครับ โดยเฉพาะผู้บริหาร
โครตแย่มาก ๆ เขียนมาทำไมไม่รู้
ความคิดเห็นที่ 2
หนู , 24 ธันวาคม 2552 19:49
สมัยก่อนพวกนักการเมืองมักจะมีผลงานมาก่อนแล้ว เช่น พวกที่ต่างจังหวัดอาจจะเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นหมอรักษาคนไข้ ทำความดีเอาไว้กับประชาชน มีผลงานก็เลยเข้าไปทำงานการเมือง ส่วนพวกในกรุงเทพก็มักจะเป็นผู้มีผลงาน ผู้คนนับหน้าถือตา แต่เดี๋ยวนี้นักการเมืองอยู่มาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาเป็นนักการเมืองแล้ว เอาชื่อมาดูยังไม่เห็นว่าเคยทำคุณประโยชน์อะไรให้เป็นที่น่าเชื่อเลย เข้ามากับรับแหน่งใหญ่โตก้นเลย ก็เลยมีบางคนเรียกนักการเมืองว่าเป็นนักเลือกตั้ง เพราะถนัดแต่ลงเลือกตั้ง พอตอนที่ไม่มีเลือกตั้งก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ความคิดเห็นที่ 1
วิษณุ , 24 ธันวาคม 2552 18:50
นักการเมืองต่างประเทศนอกจากจะต้องมีความใสสะอาดอย่างไม่มีที่ติแล้ว นักการเมืองของเขาเริ่มต้นทำงานการเมืองตั้งแต่อายุไม่มาก เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานให้กับพวกสส. คอยตัดข่าวสำคัญให้สส. คอยหาข้อมูลสำคัญให้สส. แล้วเขาก็เข้าถึงประชาชน ไปถึงไหนก็พูดคุยกับประชาชนถึงเรื่องความเดือดร้อนของเขา เริ่มต้นตั้งแต่ทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นก่อน เช่น ระดับเมือง ระดับรัฐ พอมีผลงานแล้วก็ค่อยขยับขึ้นไปทำการเมืองระดับประเทศ ไปอ่านประวัตินายบิล คลินตัน หรือนักการเมืองคนอื่นก็จะเห็น ส่วนนักการเมืองของเรานั้นส่วนใหญ่หมกอยู่แต่ในพรรค บางคนก็ทำอย่างอื่นมาทั้งชีวิต แล้วก็สนุกหันมารับเลือกตั้งเข้ามารับตำแหน่ง แล้วมาถึงก็เล่นการเมืองระดับชาติกันเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลงานระดับล่างมาก่อน เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่พอเข้ามาก็ทำงานกันไม่ค่อยจะเป็น สงสัยว่ายังรู้งานน้อยกว่าพวกอธิบดีด้วยซ้ำไป บางคนพอมาเป็นรมต.คลังทำเป็นรู้ดีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าผู้ว่าธปท.ที่ทำงานเป็นสิบ ๆ ปี พอเข้าสภาก็อภิปรายกันอย่างไม่ได้สาระ ไม่ได้เข้าประเด็นของเรื่องที่กำลังถกเถียงกัน บางทีก็เอาเรื่องส่วนตัวมาประจานกันก็ไม่น้อย เท่าที่จำได้ยังไม่เห็นว่ามีนักการเมืองของเราคนไหนอภิปรายในสภาแล้วน่าประทับใจในเรื่องเนื้อหา มีแต่การเล่นสำนวนโวหารและการประจานกันเสียมากว่า