ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้(22 ธ.ค.)มีมติเห็นชอบให้โครงการลงทุนในนิคมอุตฯมาบตาพุดที่ได้รับผลกระทบจากการถูกศาลปกครองสั่งระงับโครงการชั่วคราว
เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง จำนวน 19 โครงการ จากทั้งหมด 65 โครงการ ที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่ามีโอกาสมากที่สุด ที่ศาลปกครองจะทุเลาคำสั่ง และให้สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้
กลุ่มที่ 1 ไม่ใช่ประเภทรุนแรงและผ่าน 2 หลักเกณฑ์ หรือโครงการไม่มีการผลิตและลดมลพิษ
1.1 โครงการที่ดำเนินการแล้วมีทั้งหมด 4 โครงการ
1.1.1 บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชื่อโครงการโรงงานผลิตอีพอกซี่เรซิ่น (ส่วนขยาย) ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่า 3 พันล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ อีก 1,350 ล้านบาท
1.1.2 บริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด โดยมีลักษณะโครงการและผลต่อสิ่งแวดล้อม คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการให้ถูกต้องสอดคล้องกับ Detail Design ติดตั้งระบบกำจัดมลพิษทางอากาศ VOC และในส่วนของการเปลี่ยนแปลงไม่มีการระบายมลพิษ NOx SO2 และ TSP มูลค่า 11,325 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ อีก 12,326 ล้านบาท
1.1.3 บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชื่อโครงการการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ หน่วยการผลิตอีพิคลอโรไฮดิรนำร่อง (ECH Pilot Plan) โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มแต่กำลังการผลิตโดยรวมเท่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาด ลดปริมาณน้ำเสียลงจากกระบวนการผลิต มูลค่า 200 ล้านบาท
1.1.4. บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงผลิตสารโอเลฟินส์ สาขาถนนไอ-สี่ (ก่อสร้างเตาแครกกิ้งสำรอง) โดยการเพิ่มเตาแครกกิ้งสำรอง โดยไม่ได้เพิ่มกำลังผลิต ไม่ทำให้การระบายมลพิษเพิ่มขึ้น ทำให้ระบายมลพิษ NOx ลดลง เนื่องจากเตาแครกกิ้งสำรองมีอัตราการระบาย NOx ที่ต่ำกว่าเตาเดิม มูลค่า 3,000 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 5,921 ล้านบาท
1.2 ก่อสร้างเกือบ 100% มี 3 โครงการ
1.2.1 บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 เป็นโครงการที่มีการปรับลดการระบายมลพิษ NOx และ SO2 ตามมติ กก.วล. โดยการเปลี่ยนของเครื่องยนต์ของสถานีแรงดันก๊าซเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า รวมทั้งติดตั้งระบบ Dry low NOx และ SCR จึงทำให้ภายหลังการมีโครงการเกิดขึ้น มีการระบายมลพิษลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศ เป็นโครงการขอขยายที่มีการปรับลดมลพิษ NOx และ SO2 ตามหลักเกณฑ์ 80:20 มูลค่า 28,154 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 160,303 ล้านบาท
1.2.2 บริษัท ไทยโพลีเอททิลีน จำกัด เป็นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการโดยเพิ่มหน่วยเตรียมคะตะลิสต์ (C-1) ในพื้นที่โครงการเดิมของบริษัท ไทยโพลีเอททิลีน จำกัด ซึ่งกระบวนการหลักประกอบไปด้วย หน่วยผลิต หน่วยนำกลับมาใช้ใหม่ และหน่วยบำบัด มูลค่า 720 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 76 ล้านบาท
1.2.3. บริษัท กรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด เป็นโครงการติดตั้ง DME Removal Unit (เป็นการดึงเอา DME ที่ปนเปื้อนใน LPG ออก) เพื่อให้ได้ LPG ที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น และ Hydrocabon Scrubber เป็นการดึงเอาสารประกอบ Hydrocabon ออกจาก Vent Gas มูลค่า 88 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 564 ล้านบาท
กลุ่มที่ 2 ไม่ใช่ประเภทรุนแรง และผ่าน 1 หลักเกณฑ์
2.1 ดำเนินการแล้ว 2 โครงการ
2.1.1 บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการท่องส่งก๊าซธรรมชาติไปยังบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด โดยจะเป็นการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติส่วนย่อย เพื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตของบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงอื่น อาทิเช่น น้ำมันเตา เพื่อลดมลพิษ ไม่มีการระบายมลพิษหลัก ไม่มีการผลิต อีกทั้งเป็นการขนส่งในระบบปิด มูลค่า 91 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 17 ล้านบาท
2.1.2 บริษัท อูเบะไนล่อน (ประเทศไทย) จำกัด ชื่อโครงการเพิ่มกำลังผลิตไนลอน เป็นการเพิ่มกำลังผลิตไนลอน 50,000 ตันต่อปี โดยมีเครื่องจักรเพิ่มขึ้น 6,813 แรงม้า โดยเพิ่มเครื่องจักร polymerization 1 ชุด รวมเป็น 2 ชุด และกระบวนการผลิตเป็นระบบปิดทั้งหมด มูลค่า 1,400 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ 14,090 ล้านบาท
2.2 ก่อสร้าง 100% รอใบอนุญาตดำเนินการ 5 โครงการ
2.2.1 บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการผลิตโพลีเอทธิลีน ไม่ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น และไม่มีการระบายมลพิษ NOx SO2 และ TSP มูลค่า 100 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ อีก 550 ล้านบาท
2.2.2 บริษัท บางกอกโพลีเอททิลีน จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการขยายโรงงานผลิต BPEX ติดตั้งหน่วยผลิต Compound Product ไม่ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น และไม่มีการระบายมลพิษ NOx SO2 และ TSP
2.2.3 บริษัท บางกอกโพลีเอททิลีน จำกัด (มหาชน) ชื่อโครงการส่วนขยายโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิดความหนาแน่นสูง ไม่มีการระบายมลพิษ NOx SO2 และ TSP และยกเลิกการใช้ boiler และ waste incinerator ทำให้การระบาย NOx SO2 และ TSP ลดลง มูลค่า 6,055 ล้านบาท และความเสียหายอื่นๆ อีก 3,505 ล้านบาท
2.2.4 บริษัท ไทยเอทานอลเอมีน จำกัด โครงการผลิตสารเอทานอลเอมีน ขนาด 50,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแชมพู สบู่เหลว ผงซักฟอก ไม่มีการระบายมลพิษ มูลค่า 1,926 ล้านบาท ความเสียหายอื่น 2,205 ล้านบาท
2.2.5 บริษัท ไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด โครงการผลิตเมธิลเมตคลีเลต โรงงานที่ 2 มูลค่า 6,800 ล้านบาท
2.3 ก่อสร้างเกือบ 100% 4 โครงการ
2.3.1 บริษัท ไทยเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) โครงการขยายกำลังการผลิตผลพลาสติกโพลีไวนิลคอลไรด์ มูลค่า 100 ล้านบาท
2.3.2 บริษัท สยามเลเท็กซ์สังเคราะห์ จำกัด โครงการโรงงานผลิตโพลีเอทธิลีน มูลค่า 12,550 ล้านบาท
2.3.3 บริษัท สยามเลเท็กซ์สังเคราะห์ จำกัด โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการผลิตโพลีเอทธีลีน
2.3.4 บริษัท ไทยโพลีเอททิลีน จำกัด โครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทธิลีน มูลค่า 950 ล้านบาท
กลุ่มที่ 3 ไม่ใช่ประเภทรุนแรง
ก่อสร้าง 100% รอใบอนุญาต 1 โครงการ 3.1 บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โครงการขยายกำลังการผลิต PE ปีละ 50,000 ตัน มูลค่า 600 ล้านบาท
Tags : โครงการมาบตาพุด • ระยอง

ความคิดเห็นที่ 3
ใครไปดู อวตารมั่ง , 23 ธันวาคม 2552 10:18
จะเห็นได้ว่าโรงงานทีโดนระงับทั้งหมดที่มีในรายชื่อ และข้อมูลนั้น ไม่มีการบำบัดของเสีย ตั้งแต่ตั้งโรงงาน
โดยจะเป็นการลงทุนเพิ่มเสียเป็นส่วนใหญ่ แสดงถึงความไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของพวกบริษัทข้ามชาติและบริษัทที่มีหน้ามาบอกว่าทำเพื่อคนไทย
ที่สัญคัญการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนเพื่อลดเท่านั้นมิได้เป็นการลงทุนเพื่อกำจัดมลพิษแต่อย่างใด
คนเราไม่ควรมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ไฟผมก็ใช้แก็สผมก็ใช้ แต่ถ้ารู้ว่ามีคนต้องตกนรกทั้งเป็นเพราะผม ผมคงลดการใช้ให้น้อยลง
ความคิดเห็นที่ 2
ที่ว่าต้องการโรงงานนี่ปาหี่รึเปล่า , 23 ธันวาคม 2552 10:10
แฉอดีตผู้นำชุมชนหลอกชาวบ้านลงชื่อถอนฟ้องคดีมลพิษมาบตาพุด
ระยอง - ชาวบ้านมาบตาพุดผู้ฟ้องคดีศาลปกครองเข้าพบ ผกก.สภ.มาบตาพุด หลังมีอดีตผู้นำชุมชนให้ลงชื่อกระดาษเปล่าพร้อมแจกเงินรายละ 1,200 บาทกลายเป็นคำร้องขอถอนฟ้องคดีมลพิษมาบตาพุด
วันนี้ (22 ธ.ค.52) นางมารินทร์ อำมะรี ชาวบ้านชุมชนบ้านบน เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง พร้อมพวกอีก 4 คนนำคำสั่งศาลปกครองและหนังสือคำร้องยืนยันการถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 808/2552 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านมาบตาพุดฟ้องต่อคณะกรรมการสิ่งแวด ล้อมแห่งชาติ เข้าพบ พ.ต.อ.จักรกริช ทรงศิริ ผกก.สภ.มาบตาพุด
หลังได้รับหมายศาลปกครองสูงสุดให้ไปไตร่สวนคดีกรณีมีผู้แอบอ้างทำคำ ร้องขอถอนชื่อจากรายชื่อผู้ฟ้องคดีในวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552 เวลา 13.30 น. ณ ห้องไตร่สวนที่ 8 ชั้น 3 ศาลปกครองสูงสุด
นางมารินทร์ กล่าวว่า ตน เป็น 1 ใน 43 คนผู้ฟ้องคดีไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่ามีรายชื่อเป็นผู้ถอนฟ้องคดีได้อย่างไร ทั้งนี้ ยังมีชาวบ้านที่ได้รับหมาย เพื่อไปไตร่สวนคำร้องการขอถอนคดีดังกล่าวอีก 10 ราย
ก่อนหน้านี้ได้มีอดีตผู้นำชุมชนบ้านบน ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้มาพูดจาหว่านล้อมชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้งหมด ให้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า พร้อมจ่ายเงินค่าลงลายมือชื่อรายละ 1,200 บาทโดยไม่บอกว่าจะนำไปทำอะไร เพียงแต่อ้างว่าจะนำไปแจ้งศาลเพื่อให้โรงงานทั้ง 65 โรงงานปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น
แต่เมื่อมีหมายศาลมาถึงชาวบ้านจึงรู้ว่าไม่ใช่ตามเจตนารมณ์ของชาว บ้านที่ได้ลงชื่อไป แต่กลับเป็นการไปถอนฟ้องแทน ทั้งนี้ตนจะไปพบศาลตามหมายคำสั่งตามวันและเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอนเพื่อชี้ แจงและยืนยันว่าจะไม่ถอนฟ้องอย่างเด็ดขาด
ด้าน พ.ต.อ.จักรกริช กล่าวว่า ได้ แนะนำชาวบ้านที่ถูกลงชื่อให้เป็นผู้ถอนฟ้องคดีให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่าง เคร่งครัด โดยให้เดินทางไปพบตามวันเวลาที่กำหนดไว้ เพราะหากไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นการละเมิดศาลต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างแน่ นอนอย่างไรก็ตามยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่หลงเชื่อ และไม่กล้าเดินทางไปพบศาลตามวันเวลาที่กำหนด เพราะเกรงว่าหากไปแล้วจะถูกดำเนินคดี
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156725
ความคิดเห็นที่ 1
ss , 23 ธันวาคม 2552 08:27
อ่านรายละเอียดที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm
7 ธันวาคม 2552
เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
กราบเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้ และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป
โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ
1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด
2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด
4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง
อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.โสภณ พรโชคชัย)
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
ผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง . . . .
อ่านต่อที่: http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm