นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เชิญชวนทุกประเทศร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของการรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารโตเกียว สมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 17-20 ธันวาคม รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมระดับสูง (High Level Segment : HLS) ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ช่วงสายวานนี้ (17 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยมีความกังวลในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาของประเทศหนึ่ง ประเทศใด แต่ทุกประเทศจะต้องร่วมกันต่อสู้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาควรจะเป็นไปตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา มีความพยายามแก้ไขปัญหา ดังนั้น จึงไม่ควรให้กระบวนการแก้ไขปัญหามาบั่นทอนแนวทางการพัฒนาประเทศ
"อย่าให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน หรือนำไปเป็นเงื่อนไขในการกีดกันการค้า การลงทุน ต่อประเทศที่กำลังพัฒนา" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับปี 2550 เป็นปีที่มีความต้องการอาหารมากขึ้นส่งผลให้ประเทศไทย ในฐานะประเทศผู้ผลิตมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยังช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น และส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังได้บรรจุปัญหาดังกล่าว ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2007-2011 ซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แบบคาร์บอนต่ำ โดยการปรับปรุงโครงสร้างภาคการผลิต ให้มีคาร์บอนน้อยลง ส่งเสริมการขนส่ง และเปลี่ยนแปลงการบริโภคให้หันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงาน 15 ปี โดยจะให้มีการใช้พลังงานทดแทนในอัตราส่วน 20% ของการบริโภคพลังงาน ภายในปี 2022 และตั้งเป้าหมายการปลูกป่า จาก 30% เป็น 40% ภายในปี 2020 เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซเรือนกระจก
"ประเทศไทยตระหนักดีว่า การรับมือของไทยเพียงประเทศเดียว ไม่เพียงพอ ต้องร่วมมือกับประเทศต่างๆ ดังนั้น ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนได้ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในปัญหานี้ และการดำเนินการร่วมกันภายในภูมิภาคของเรา" นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ทุกคนควรร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นการร่วมกันรับผิดชอบต่อโลกของเรา
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ มีโอกาสได้พบปะหารือระดับทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อิสราเอล และแอลเบเนีย โดยทุกประเทศมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และยอมรับในความแตกต่างของศักยภาพการแก้ไขปัญหาของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา
"ทุกประเทศเห็นพ้องกันว่า ควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาจุดร่วมกันให้มากขึ้น และหากไม่มีข้อแตกต่างอะไรมาก ผู้นำน่าจะตัดสินใจได้ และทุกฝ่ายกำลังพยายามที่จะให้ออกปฏิญญาร่วมกัน" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในวันแรก ว่า ในการประชุมได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำหลายประเทศระหว่างการประชุม อาทิ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายกรัฐมนตรีแอลเบเนีย นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมทั้ง ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ซึ่งทุกคนต่างแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุดยืนที่ทุกคนได้แถลงต่อที่ประชุมในวันนี้ตรงกัน และมีการยอมรับความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามากขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงเชื่อว่า การประชุมครั้งนี้จะได้ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
"รู้สึกพอใจกับการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีมัลดีฟส์ เพราะนอกเหนือจากจุดยืนที่ตรงกันในการประชุมครั้งนี้แล้ว ยังได้มีการหารือเพื่อขยายการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ระหว่างกัน รวมถึงการอำนวยสะดวกด้านวีซ่าด้วย"
ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจแก่นายกรัฐมนตรีเป็นจำนวนมากระหว่างการประชุมครั้งนี้นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า สื่อมวลชนให้ความสนใจในฐานะผู้นำประเทศที่กำลังพัฒนาว่าจะมีแนวทางผลักดัน การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปในทิศทางใด
นักวิจัย สกว.แนะเร่งรับมือมาตรการใหม่
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิจัยด้านโลกร้อน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เชื่อว่าการประชุมโลกร้อน ครั้งที่ 15 คงได้ข้อสรุปแค่ เอกสารข้อผูกพันทางการเมืองเท่านั้น เพื่อให้ผู้นำชาติต่างๆ ให้ความสำคัญกับปัญหา และนำกลับมาดำเนินการต่อในประเทศของตัวเองอีก 1 ปีก่อนการประชุมคราวหน้า
ส่วนของไทยหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องกลับมาเตรียมข้อมูลเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ และคงไม่ได้หมายถึงการหาเป้าหมายเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากยังมีเงื่อนเวลา และมีเวลาในการเตรียมการอยู่
นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า ขณะที่เป็นกลไกใหม่ที่เราต้องตั้งรับไว้หลังจากนี้ คือเรื่องการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซรายสาขาการผลิต การส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ และลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือเรดด์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทย หรืออาจจะมีผลให้ประเทศไทยต้องกำหนดท่าทีที่ชัดเจนขึ้น เพื่อการตอบรับหรือตอบโต้ต่อมาตรการใหม่ๆ
กรีนพีซไม่เชื่อไทยทำได้ตามแผน
นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง 30% ภายในปี 2563 ตามที่กระทรวงพลังงานได้นำเสนอข้อมูล โดยรวมเอาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไว้ด้วย เนื่องจากการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ในทางเลือกต่างๆ ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยมีอยู่ มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ การดักจับ และกักเก็บคาร์บอนนั้น มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เว้นแต่ว่าราคาของคาร์บอนจะสูงเพียงพอที่จะทำให้เกิดความคุ้มในการลงทุน
เขากล่าวว่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนของอนาคตพลังงานในประเทศไทย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และขาดความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการลดทอนทรัพยากร และการริเริ่มพัฒนาศักยภาพพลังงาน และพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระยะ 15 ปี
"การประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการเจรจาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนนั้น เป็นเพียงลมปาก ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ยังคงบรรจุพลังงานสกปรกอย่างถ่านหินและนิวเคลียร์ไว้ด้วย ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทย ในฐานะประธานอาเซียน สามารถประกาศจุดยืนของอาเซียนต่อโคเปนเฮเกน ซึ่งรับรองไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหิน ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ จุดยืนดังกล่าวจะต้องมีหลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีความเป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย" นายธารากล่าว
Tags : ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ • กรุงโคเปนเฮเกน • เดนมาร์ก

ความคิดเห็นที่ 2
lamai98 , 20 ธันวาคม 2552 02:24
คำพูดที่ไม่อยู่บนฐานของความเป็นไปได้ ไม่มีความจริงใจ พูดพอให้ได้อยู่ในอำนาจนานๆ มันก็เหมือนตดที่ออกจากก้น มันไม่ไปใหนหรอกวกเข้าหาจมูกคนตด 100 ประเทศมีทั้งจีน สหรัฐฯ ตกลงอะไรกันไม่ได้เลย แล้วประเทศไทย แค่เพื่อนบ้านเขายังไม่ไว้ใจ จะไปพูดอะไรกับเขาได้ เอาอย่างนี้ดีใหม รับเป็นเจ้าภาพซะเลย จะได้แสดงโวหาร ตะกายฝันไปสู่การเป็นนายกอินเตอร์ อย่างที่ตั้งใจไว้ชอบไม่ใช่หรือเอาเลยท่าน จะได้ยืนหน้าโพเดี๊ยมอย่างสง่าแสดงโวหารเป็นหน้าปก Time ได้ Man of the year แก้ปัญหามาบตาพุทให้ได้ก่อนเถอะพ่อมหาจำเริญ พูดไปเรื่อยเป็นเดือยเจ็ก พ่อคุณทูลหัว งานอื่นคล่องเหลือหลาย "ยกเว้นงานในหน้าที่ตำแหน่งนายก "ห่วย..
ความคิดเห็นที่ 1
lamai98 , 20 ธันวาคม 2552 02:20
คำพูดที่ไม่อยู่บนฐานของความเป็นไปได้ ไม่มีความจริงใจ พูดพอให้ได้อยู่ในอำนาจนานๆ มันก็เหมือนตดที่ออกจากก้น มันไม่ไปใหนหรอกวกเข้าหาจมูกคนตด 100 ประเทศมีทั้งจีน สหรัฐฯ ตกลงอะไรกันไม่ได้เลย แล้วประเทศไทย แค่เพื่อนบ้านเขายังไม่ไว้ใจ จะไปพูดอะไรกับเขาได้ เอาอย่างนี้ดีใหม รับเป็นเจ้าภาพซะเลย จะได้แสดงโวหาร ตะกายฝันไปสู่การเป็นนายกอินเตอร์ อย่างที่ตั้งใจไว้ชอบไม่ใช่หรือเอาเลยท่าน จะได้ยืนหน้าโพเดี๊ยมอย่างสง่าแสดงโวหารเป็นหน้าปก Time ได้ Man of the year