กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 18 ธันวาคม 2552 13:00

ก้าวย่างยั่งยืน...ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานในราคาเป็นธรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย

ในส่วนของ ปตท. ได้มีการดำเนินการในสิ่งเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายๆ ด้าน
 

ประกอบด้วย
 

1. การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรม คือ
 

1.1 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยได้ริเริ่มโครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนน้ำเย็นในสนามบินสุวรรณภูมิ และขยายสู่อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมการประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานเป็นตัวอย่าง อาทิเช่น การจัดโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้ชุมชนพึ่งพาการจัดหาพลังงานจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น การออกแคมเปญ "ACT NOW ทำวันนี้ประหยัดทันที" โดยการแจกสติกเกอร์ที่มีข้อความและรูปภาพรณรงค์การประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการร่วมกับหน่วยงานรัฐในการตรวจเช็ค เครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอให้อยู่ในสภาพที่ดี (Tune Up) เป็นต้น
 

1.2 การจัดหาพลังงาน โดยผ่านบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.ในการขยายการสำรวจ และผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น สหภาพพม่า การพัฒนาสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แบบลอยน้ำ หรือ Floating LNG รวมถึง ปตท.ก็มีการลงทุนในเหมืองถ่านหิน และการปลูกปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย
 

1.3 การลงทุนขยายโครงข่ายพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการจัดหาเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งการลงทุนในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระบบท่อย่อยอุตสาหกรรม รวมถึงการก่อสร้างสถานีรับ LNG ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 เพื่อรองรับการนำเข้า LNG รวมถึงการศึกษาการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค (Trans Asean Gas Pipeline Project) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค
 

2. การพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
 

โดยการส่งเสริมการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล รวมถึงวิจัยพัฒนาพืชพลังงานที่ไม่ได้มาจากพืชอาหารและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนในน้ำมันเบนซินและดีเซล นอกจากนี้ ปตท.ยังคงเดินหน้าขยายสถานีก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่มุ่งเน้นรถบริการสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีการใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก รวมถึงการส่งเสริมเอกชนให้มีส่วนร่วมในการลงทุน
 

3. การส่งเสริมการใช้พลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน
 

โดยพัฒนาการใช้ก๊าซธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน มีการจัดทำ CO2 Footprint เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินธุรกิจของ ปตท. และในกลุ่ม รวมทั้งมีการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานทดแทน อาทิเช่น ไบโอดีเซลสังเคราะห์รวมถึงการจัดโครงการลดมลพิษของกลุ่ม ปตท. ในจังหวัดระยอง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ปตท.ยังคงมีกิจกรรมดูแลรักษาป่าให้อยู่รอดต่อเนื่อง จากโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ต่อไป
 

ขณะเดียวกัน การที่จะเห็นประเทศไทยในวันพรุ่งนี้มีการพัฒนาเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับประเทศต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะต้องพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การเตรียมความพร้อมในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ทุกภาคส่วนตั้งแต่ประชาชน รัฐบาล เอกชน และ NGO ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาชาวโลกด้วยการสร้างความสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาการเมือง ความขัดแย้งทางความคิด การไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา มิฉะนั้นแล้ว ความฝันที่อยากเห็นประเทศไทยมีความได้เปรียบการแข่งขันในเวทีโลก เป็นประเทศที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนก็จะหมดไป
 

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ในการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งกรณีของปัญหามาบตาพุด จังหวัดระยอง ก็จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในการทำงานของทุกฝ่ายในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว
 

 "เศรษฐกิจประเทศไทยจะก้าวไปอย่างยั่งยืนพร้อมกับความเป็นอยู่และรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น สังคมน่าอยู่มากขึ้น ต้องมาจากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นของคนในชาติและนักลงทุนต่างชาติในเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล และการมีนโยบายที่แน่วแน่ มุ่งสู่การค้าเสรี ส่งเสริมเอกชนลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและการบริหารประเทศอย่างโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลและตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก"


(ฉบับวันจันทร์ อ่านข้อเสนอแนะของ "ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร")

 

Tags : ประเสริฐ บุญสัมพันธ์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

เรื่องการให้คนทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมกันทำงานนั้นนับเป็นหลักการที่ดี แต่การร่วมมือร่วมใจนั้นก็ต้องเป็นการร่วมมือร่วมที่ทำให้คนในสังคมได้รับความเป็นธรรม หากต้องการให้มีความร่วมมือร่วมใจกัน แต่หากคนเขาไม่เชื่อว่าเมื่อร่วมมือกันแล้วจะมีความเป็นธรรม ความร่วมมือก็คงจะเกิดได้ยาก และก็เห็น ๆ ว่ามีความไม่เป็นธรรมในประเทศชาติของเราให้เห็นมากมายเหลือเกิน ไม่ต้องมาก ดูกรณีการแปรรูปปตท.ก็จะเห็น มีแต่คนออกมาบอกว่าการแปรรูปครั้งนั้นไม่เป็นธรรมอย่างมากจนถึงขนาดว่าเป็นการโกงกันไปเลย แล้วจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นมีผู้เกี่ยวข้องออกมาเสนอข้อเท็จจริงที่ละเอียดทุกขั้นตอนตั้งแต่การประเมินราคา การจัดสรรหุ้น การจองหุ้น การอนุมัติ การตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อลบล้างข้อกล่าวนี้ นี่เป็นเพียงกรณีหนึ่งในอีกหลายกรณีที่นับไม่ถ้วน สังคมเขาเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมในสังคม และมีไม่น้อยที่ความไม่เป็นธรรมนี้ เป็นความไม่เป็นธรรมในลักษณะที่ทำให้คนระดับสูงได้ประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความไม่เป็นธรรมแบบคอมมิวนิสต์ที่ทำให้คนทำงานมากแค่ไหนหรือทำงานน้อยแค่ไหนก็ได้ผลตอบแทนเท่า ๆ กัน นี่ยังไม่นับถึงเรื่องระบบภาษีอากรที่ในปัจจุบันดุเหมือนจะไม่มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับระบบภาษีของต่างประเทศ ซึ่งก็ยังไม่มีใครยกเอาระบบภาษีของเรามาวิเคราะห์กันให้ทั่วทั้งระบบบ ปัจจุบันมีคนเรียกร้องความสมานฉันท์กันมาก แต่ไม่ได้บอกว่าเราจะสมานฉันท์เพื่อทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ที่เท่าเทียมกันจากการสมานฉันท์อย่างไร มีคนไม่น้อยที่ออกมาป่าวร้องให้เรามาสมานฉันท์กัน แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อมีความสมานฉันท์กันแล้ว แต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์ตามสมควรอย่างไร มีไม่น้อยที่คนที่เรียกร้องให้สมานฉันท์กันเพื่อให้คนเรียกร้องได้ประโยชน์ เช่น มีนักการเมืองออกมาเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความสมานฉันท์ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญนั้นก็ผ่านการลงประชามติแล้ว และการแก้นั้นก็เพื่อให้นักการเมืองมีสิทธิมากขึ้นเท่านั้นเอง ยังมีคนกลุ่มอื่นอีกหลายกลุ่มที่เรียกร้องความสมานฉันท์ แล้วก็อาจจะมีการตีความว่าการสมานฉันท์ก็คือการที่ทุกคนต้องพูดคำว่า “ครับผม” ถ้าพูดอย่างอื่นถือว่าไม่ใช่เป็นการสมานฉันท์

ความคิดเห็นที่ 1

ลักษณะของการเมืองไทยในปัจจุบันคงจะเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ คนทั่วไปมีโอกาสน้อยมากในเรื่องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานของบ้านเมือง โดยเฉพาะคนธรรมดาเดินถนนทั่วไป ส่วนนักธุรกิจองค์กรใหญ่ ๆ ยังมีเสียงอยู่บ้าง อย่างน้อยก็มีสิทธิ้เรียกร้องให้มีการลดหย่อนภาษีได้ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ หากรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและบริหารงานเพื่อประชาชนจริง ๆ ก็ยากที่ประชาชนจะให้การยอมรับนับถือรัฐบาล และในที่สุดก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มีจะมีการแสดงความไม่พอใจออกมาในรูปต่าง ๆ ส่วนคนที่มีสิทธิ์มากกว่าคนอื่นก็สามารถจะนิ่งเฉยอยู่ได้ เพราะได้ประโยชน์ไปแล้ว การทื่มีเหตุการณ์ประท้วงผู้ปกครองของประเทศนั้น หากเป็นการประท้วงด้วยเจตนาสุจริต ก็แสดงว่าการปกครองนั้นยังไม่เป็นที่พอใจของประชาชนผู้ประท้วง และทางแก้ทางเดียวก็คือจะต้องทำให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ให้มีการได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน ไม่ใช่มีคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และทำให้คนกลุ่มอื่นเสียประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนั้น สังคมก็อยู่ไม่ได้ ต้องเกิดความขัดแย้งกันวันยังค่ำ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement