กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 15:07

อย่าเร่ง "กระบวนการสมานฉันท์"

ดร.ไชยันต์ ไชยพร

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หากเราต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และคิดว่าระบอบนี้เหมาะสมที่สุดกับการปกครองของไทย เราก็ต้องพยายามทำให้ความขัดแย้งในประเด็นสาธารณะต่างๆ

ไปจบกันที่สภา เพราะในสภาเท่านั้นที่ความขัดแย้งสามารถ "เปิดออก" ให้เห็นและสังคมจะช่วยกันหาทางออก 
 

เปิด (ความขัดแย้ง) มาในกรอบ ในสภาพูดกันเยอะๆ พูดให้มีสาระ ถ้าคุณต้องการให้เปลี่ยนระบอบการปกครองก็ทำ ต้องการให้ปฏิรูปการปกครองอย่างจริงจังก็ทำ ตอนนี้ผมไม่เห็นทางสมานฉันท์ที่เรียกร้องกันได้เร็วไปกว่าการพูดเรื่องหลักการปกครองในสภา แต่การพูดในสภาต้อง "มีเหตุผล" และ "สาระ"
 

เพราะที่ผ่านมา สภาของไทยยังทำหน้าที่ไม่ดีพอ ดังนั้น ความรุนแรงทางการเมืองจึงเกิดขึ้นนอกสภา
 

เนื่องจากสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลง และจะเกิดความขัดแย้งยาวนาน เพราะความขัดแย้งได้ลงลึก และปลุกความสนใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
 

"ทุกคนพยายามใจร้อน พยายามให้สั้นหมด"
 

"ความใจร้อน" เกิดขึ้น เพราะสังคมไทยไม่เคยชินกับการต่อสู้ที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ถือว่าประสบการณ์ของไทยนั้นสั้นมาก ในขณะที่หลายประเทศต่อสู้เสียเลือดเสียเนื้อ และมีการพัฒนามานับร้อยปี
 

จริงๆ แล้ว เราไม่เคยชินกับความอดทน ขันติธรรม เมื่อเราอยากให้เร็ว เราก็ไปบีบให้คนอื่นเข้าใจอย่างนี้ด้วย พวกที่ต้องการบอกให้จบเร็วๆ ก็เป็นพวกชนชั้นนำ ต้องการบอกว่าตัวเองฉลาด ต้องการให้จบ แต่เราต้องทำให้ประชาชนเข้าใจจริงๆ
 

"ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นมา 77 ปีเท่านั้นเอง"
 

เราอาจไม่จำเป็นต้องซ้ำรอยประวัติศาสตร์อเมริกา อังกฤษ ที่มีการซื้อขายเสียงมาก่อนเรา เราไม่ต้องซ้ำรอยเขาเมื่อ 100-200 ปีที่แล้ว ของเรา 77 ปี ถือว่าเร็วแล้วนะ บ้านเราไม่ค่อยเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองต่างประเทศ ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะบอก เราเร็วแล้วนะ
 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องความขัดแย้ง ส่วนหนึ่งมาจากภาคธุรกิจ เนื่องจากกระทบต่อความเชื่อมั่นและการค้าการลงทุน ก็รู้สึกเห็นใจนักธุรกิจ เพราะการอยู่กับความไม่แน่นอนถือว่ามีความเสี่ยง ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องให้ความมั่นใจว่าการชุมนุมต้องมีขอบเขต อย่างในอังกฤษ ความรุนแรงมีมากกว่าไทย ทั้งกลุ่มไออาร์เอวางระเบิด การประท้วงต่างๆ แต่ธุรกิจก็สามารถดำเนินอยู่ได้ เพราะเขารู้ว่ามีขอบเขตแค่ไหน
 

คนไทยจากนี้ไป ต้องเข้าใจและยอมรับความขัดแย้ง ซึ่งจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน อีกทั้งต้องเจอกับม็อบตลอดเวลา ดังนั้น การหา "ขอบเขต" ให้แก่ม็อบต่างๆ สังคมจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ
 

ผมก็พูดมานานแล้วว่าควรมีพระราชบัญญัติการชุมนุม ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพื่อให้การชุมนุมเป็นเรื่องที่มี "ขอบเขต" และทำให้คนในสังคมเข้าใจการชุมนุมมากขึ้น ว่า การชุมนุมเป็นเรื่องของความไม่พอใจของคนในสังคมต่อรัฐบาล และเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าความ "น่ารำคาญ" "สร้างความเดือดร้อน"
 

ที่ผ่านมา ผมเคยเข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการความมั่นคง ก็เคยดูร่างกฎหมาย ยืนยันมาตั้งแต่ต้น ว่า พ.ร.บ.ตัวนี้มันทำให้การชุมนุม คุณจะทำผิดระเบียบไม่ได้ ถ้าขัดระเบียบก็ถูกสลาย ซึ่งในประเทศอังกฤษก็มี ฝรั่งเศสก็มี ส่วนสหรัฐอเมริกาไม่มี เพราะมีบรรทัดฐานว่าทำอะไรได้แค่ไหน ถ้าเกินกว่านี้ก็ถูกปราบ
 

หากไม่มีกฎหมายมาควบคุมการชุมนุม เมื่อเกิดการจลาจลขึ้นมา ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่วนประเทศที่มีกฎหมายอย่างมาก ก็เพียงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
 

อย่างไรก็ตาม ลักษณะการประท้วงของไทยนั้น หากผู้ชุมนุมไม่ดำเนินการ "เกินขอบเขต" ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ดังนั้น นักการเมืองต้องปรับตัวเช่นกัน เมื่อมาเป็นรัฐบาลก็ต้อง "ไวในการรับรู้ปัญหา" ว่า อะไรเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจริง
 

หากทุกกลุ่มมีความเข้าใจว่ากติกาในการอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบนี้ ทุกกลุ่มก็จะยืนอยู่ได้ในสังคมและสังคมไทยจะเป็นสังคมที่เข้มแข็ง หากผ่านจุดนี้ไปได้
 

ดังนั้น สมานฉันท์ต้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจอย่างมีเหตุผล ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ขัดแย้งกันอย่างสันติและสงบ เราจะได้เป็นสังคมที่เสรีจริงๆ เสียที ไม่ใช่สังคมที่อีกข้างพูดอะไรไม่ได้ และถ้าเราข้ามวิกฤตินี้ได้ ภายใน 5 ปี 10 ปี 20 ปี เราก็จะเข้มแข็ง ถ้าเราเป็นเหลือง ก็เป็นเหลืองที่เข้มแข็ง สีแดงเขาก็ไม่รังเกียจ หรือเป็นสีแดงก็อยู่แบบเหลืองอยู่ได้


(พรุ่งนี้ ติดตามมุมมองของ "ตัน ภาสกรนที")

 

Tags : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

โถ่! * ไม่น่าสั่งปฏิวัติเลย * เงินคลังหายไป 3.3ลล.สู้ปล่อยให้มันบ้าบริหารไปยังดูดและอมได้อีกเยอะ ถึงมันจะจองหองอย่างไงมันก็ล้มสถาบันไม่ได้อยู่แล้ว....ไม่น่าใช้อารมณ์เล้ย * * !!!!!(เก๋าเจ้ง+หูบ้อ)

ความคิดเห็นที่ 1

เห็นด้วยกับมุมมองของอาจารย์ครับ ถ้าความขัดแย้งในประเด็นต่างๆมันไปจบที่สภา และสภามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะแก้ปัญหาได้ และถ้าสภาวะของสภาเกิดความสมดุล ไม่ได้มีความพยายามควบคุมอำนาจ โดยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดมีเสียงข้างมาก เพื่อจะได้ยึดกุมการตัดสินใจและบีบบังคับให้เสียงข้างน้อยต้องยอมรับกับจำนวนที่น้อยกว่า และเลื่อกที่จะเพิกเฉยต่อเหตุผลของอีกฝ่าย

ซึ่งที่ผ่านมา คุณทักษิณ เองก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้ในการควบคุมอำนาจไว้ได้ เพราะคนที่เข้ามาในสภาทั้งสองสภา ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือ สว.ต่างก็มาโดยคนของพรรคการเมืองที่ส่งเข้ารับเลือกตั้ง และวัฒนธรรมการเลือกตั้งในสังคมไทย เงินกลายเป็นอาวุธสำคัญและเป็นปัจจัยตัดสิน

ปัญหาคือเราจะป้องกันการรวบอำนาจในสภา จากสาเหตุนี้ได้อย่างไร เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา สาเหตุดังกล่าวนี้ ได้ก่อกำเนิด การเมืองนอกสภา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement