จารกรรม"ของ"จารชน" "ข่าวผ่านสงครามข่าวสารแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
ส่อว่าจะเพลี่ยงพล้ำ เนื่องจากไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และยังให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบันเบื้องสูงกับสื่อระดับโลกอย่าง ไทมส์ ออนไลน์
กะพริบตาอีกที พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกกลับมาเป็นฝ่ายขี่กระแสอีกครั้ง ด้วยการเล่นบท "พระเอก" ให้ความช่วยเหลือ ศิวรักษ์ โชติพงษ์ วิศวกรไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมในข้อหาจารกรรม
เป็นการจารกรรมข้อมูลตารางบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ!
เรื่องของ ศิวรักษ์ ยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ก็มีนักการเมืองฝั่งที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาย้ำหัวตะปู ด้วยการอ้างหลักฐาน "เทปลับ" ทำนองว่าเป็นเสียงของ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย สั่งไปยังสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ให้ดำเนินการจารกรรมตารางบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีข้อถกเถียงกันเรื่องข้อมูลลับ ข่าวลับ การจารกรรม และจารชน แบบไหนเรียกว่า "ลับ" แบบไหนเรียกว่า "ไม่ลับ" แบบไหนเรียกว่า "จารกรรม" และใครที่เข้าข่ายเป็น "จารชน"
เรื่อง (ลับๆ) แบบนี้ คนที่จะให้คำตอบได้อย่างมีน้ำหนัก ย่อมหนีไม่พ้นคนที่คลุกคลี และผ่านงานด้านข่าวลับและจารกรรมมาอย่างโชกโชน
ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ไขข้อข้องใจทุกประเด็นกับ "กรุงเทพธุรกิจ" พร้อมบทวิเคราะห์อนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาของ "ขุนศึกข่าวกรอง"
"ข่าวกรอง" กับ "ข่าวลับ"
ภุมรัตน์ เริ่มต้นด้วยการอธิบายสิ่งที่เรียกว่า "ข่าวกรอง" และ "ข่าวลับ"
"ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศนั้น แต่ละประเทศต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเองเป็นธรรมดา ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร วางแผนอะไร เตรียมจะทำอะไร จะได้หาทางหลบหลีกป้องกัน แก้ไข หรือตอบโต้ได้ทันท่วงที เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตัวเอง"
"การข่าวกรองเข้ามามีบทบาทตรงนี้ คือ เป็นกิจกรรมหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อหาข้อมูลส่งให้ฝ่ายบริหารของตัวเองรับทราบ จะได้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างเต็มที่"
ภุมรัตน์ แจกแจงว่า การได้มาซึ่งข่าวนั้น มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1. รวบรวมข้อมูลจากข่าวกรอง กับ 2. ล้วงหาความลับของอีกฝ่ายหนึ่ง
"การรวบรวมข้อมูลจากข่าวกรอง มาจากข่าวเปิดถึง 90% ข่าวเปิดก็หมายถึงข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อแขนงต่างๆ ยิ่งประเทศไหนเป็นประชาธิปไตย ก็จะมีข่าวเปิดเยอะแยะไปหมด ส่วนอีก 5-10% จะเป็นข่าวลับที่ประเทศนั้นๆ ปกปิดไว้ เพราะทุกประเทศย่อมต้องมีความลับของชาติ หรือที่เรียกว่า national secret"
"การรวบรวม ‘ข่าวเปิด’ ไม่ต้องฝึกฝนอะไรมาก ใครๆ ก็ทำได้ แต่ที่ต้องเน้น ก็คือ ได้ข่าวมาแล้วจะทำอย่างไรกับข่าวนั้น เพราะข่าวก็คือข้อมูล หรือ data ข่าวแต่ละชิ้นไม่ได้ให้องค์ความรู้ หรือ knowledge ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเปลี่ยน data ให้เป็น knowledge ซึ่งก็คือข่าวกรองนั่นเอง เพราะ knowledge จะนำไปสู่ปัญญา หรือ wisdom ผู้ที่จะทำตรงนี้ได้ต้องผ่านการศึกษาอบรมเป็นการเฉพาะ และไม่ใช่อบรมแล้วจะทำได้ดีทุกคน"
ส่วนข่าวอีกประเภทหนึ่ง และเป็นข่าวที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครมอยู่เวลานี้ คือ "ข่าวลับ"
"ข่าวประเภทนี้เข้าทางเปิดไม่ได้ เพราะเป็นความลับของชาติ เป็นสิ่งที่แต่ละประเทศต้องปกป้อง รักษาอย่างดี ทั้ง รปภ.บุคคล เอกสาร สถานทูต ความลับของชาติ ก็คือ ผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศนั้นๆ ถ้าข้อมูลเหล่านี้ล่วงรู้ถึงบุคคลอื่น จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง"
"ข่าวเปิดนั้นแม้เราจะรวบรวมได้ แต่ตอบคำถามไม่ได้ 100% ถ้าอยากจะได้ 100% ต้องเอาข้อมูลที่เป็นความลับมา ซึ่งการจะได้ข้อมูลเหล่านั้นมาต้องใช้คนประเภทหนึ่งที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี งานแบบนี้เรียกว่างานจารกรรม และตัวบุคคลที่ปฏิบัติเรียกว่าจารชน"
"คำรบ-ศิวรักษ์" ไม่ใช่จารชน
เมื่อเข้าใจเรื่อง "ข่าวเปิด-ข่าวลับ" และ "จารชน" แล้ว อดีตขุนศึกข่าวกรอง จึงลงลึกถึงกรณีไทย-กัมพูชา
"คุณคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย (เลขานุการเอก ประจำสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญ) เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้มีหน้าที่จารกรรม แม้จะมีหน้าที่หาข่าวจริง แต่ก็เป็นข่าวเปิดทั่วๆ ไป เรียกว่าข่าวกรองทางการทูต หรือ Diplomatic Intelligence ส่วนคุณศิวรักษ์ เป็นวิศวกร เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชน ก็ไม่มีหน้าที่ทำจารกรรมเช่นกัน"
"ทั้งสองถูกจับคู่กัน เพราะว่ารู้จักสนิทสนมกัน แต่การที่คนไทยซึ่งทำงานในต่างประเทศจะรู้จักสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ทูตเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณศิวรักษ์ไม่ได้เป็นสายลับแน่นอน เพราะไม่ได้รับการอบรมที่จะเป็นจารชน ใครจึงไปใช้เขาให้หาข่าวทางลับไม่ได้"
"ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าไปขโมยตารางบินนั้น จริงๆ แล้ว ตารางบินพาณิชย์ไม่ใช่ความลับของชาติ แต่ถ้าเป็นตารางบินของเครื่องบินรบกัมพูชา อันนี้เป็นความลับของชาติแน่นอน ส่วนตารางบินพาณิชย์ หรือแม้แต่ตารางบินของคุณทักษิณ ซึ่งใช้เครื่องบินพาณิชย์ ก็ไม่ใช่ความลับของชาติ เพราะไม่มีการปกป้องอะไร เครื่องบินพาณิชย์จะขึ้นบินที่ไหน ไปลงที่ไหน ต้องแจ้งต้นทางกับปลายทางทราบด้วยซ้ำ จึงไม่ใช่ความลับ การเอาตารางบินไป จึงไม่ใช่การจารกรรม"
"ทั้งหมดนี้ คือ เกมการเมือง และคุณศิวรักษ์ก็เป็นเหยื่อการเมืองที่คนไทยบางคนกับเขมรร่วมกันเล่น เพื่อให้มีผลย้อนกลับมาที่เมืองไทย" ภุมรัตน์สรุป
จากตารางบินถึง "เทปลับ"
จากข่าวลับว่าด้วยตารางบิน ลุกลามถึง "เทปลับ" ซึ่งนักการเมืองบางรายออกมาบอกว่ามีแน่ๆ (แม้ต้นทางที่เขมรจะบอกว่าไม่มี) เป็นการพูดเพื่อให้เข้าใจได้ว่ามีการดักฟังโทรศัพท์นายกษิตที่โทรถึงสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญ
แม้ล่าสุดบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชาจะออกมาปฏิเสธแล้ว ว่า ไม่มีการดักฟังโทรศัพท์ แต่เรื่อง "เทปลับ" ก็ยังไม่จบ
ภุมรัตน์ แจกแจงว่า เทปลับนั้นมี 2 อย่างคือ 1. อัดเสียงที่พูดกันโดยที่จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ กับ 2. ดักฟังทางโทรศัพท์
"ถ้าเทปลับมีจริงผมก็ไม่ประหลาดใจ เพราะเชื่อว่าสถานทูตไทยในพนมเปญถูกดักฟังอยู่แล้ว โดยทั่วไปประเทศที่เป็นมิตรกันจะไม่ทำกัน ประกอบกับแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือดักฟังโทรศัพท์ไม่เยอะนัก ของฮุนเซนก็มีอยู่ 10-20 เครื่อง จึงต้องมุ่งใช้ในกิจการด้านความมั่นคงของชาติจริงๆ และไม่ควรมาทำกับมิตรประเทศ เพราะมีศัตรูที่ควรทำมากกว่าอีกเยอะ"
แต่อดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ฟันธงว่า สถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ น่าจะถูกดักฟังโทรศัพท์
"ผมเชื่อว่าสถานทูตไทยน่าจะถูกดักฟัง เพราะประเทศกำลังขัดแย้งกัน และน่าจะมีการดักฟังมาตั้งแต่สถานทูตของเราถูกเผาแล้ว และตั้งแต่ตอนนั้นฝ่ายความมั่นคงไทยก็แจ้งไปแล้วว่าให้ระวังโดนดักฟัง ขณะที่ฮุนเซนเคยสั่งซื้อเครื่องดักฟังโทรศัพท์หลายสิบเครื่องช่วงปี 2547-2548 จึงตั้งสมมติฐานว่าน่าจะใช้กับไทยด้วย เราเชื่อว่าเขาดักฟังเราแน่ คงไม่ไปดักฟังเวียดนาม (หัวเราะ)"
"ส่วนสาเหตุที่กัมพูชาต้องออกมาปฏิเสธ ก็เพราะถ้ายอมรับจะถูกประณามจากนานาชาติ โดยเฉพาะอาเซียน แต่ถ้าถามว่าเขาทำไหม ผมเชื่อว่าทำ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่เคารพกติกาสากล เขาพร้อมทำ ฉะนั้นการอ้างว่ามีเทปลับผมจึงไม่ประหลาดใจ"
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ ภุมรัตน์ เขาเห็นว่าแม้จะมีเทปลับเป็นเสียงสั่งการจาก นายกษิต จริง ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดหรือเข้าข่ายจารกรรมอยู่ดี
"อย่าลืมว่ากระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบหาข่าวเปิดอยู่แล้ว เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาซึ่งทั่วโลกยอมรับ ฉะนั้นถ้าคุณกษิตสั่งให้หาตารางบินคุณทักษิณจริง ก็มีความชอบธรรมที่จะทำ เมื่ออาชญากรไทยคนหนึ่งหนีคดีอาญา หนีคำพิพากษาของศาลไปอยู่ในประเทศหนึ่ง และไม่ใช่อาชญากรธรรมดา แต่เป็นอาชญากรที่เผาบ้านเผาเมืองได้ ถ้าผมเป็นคุณกษิต ผมก็ต้องพูด สั่งให้ดูหน่อยนะว่าจะเข้าไปเมื่อไร ออกไปวันไหน หรือเอาตารางบินมาดูหน่อย"
"เรื่องแบบนี้เป็นของธรรมดา และถ้าไม่ได้ตารางบิน ก็รู้อยู่แล้วว่าจะบินเข้าวันไหน ออกวันไหน ตารางบินไม่ใช่ความลับ กัมพูชาจะพูดว่าเป็นความลับอย่างไรก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วย"
ปริศนาสั่งเอฟ 16 ประกบยิง
นอกเหนือจากเทปลับ ยังมีอีกข้อกล่าวหาหนึ่งที่บานปลายจากเรื่องตารางบิน ก็คือ ข้อหาว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ บินผ่านน่านฟ้าไทย ทางการไทยจะนำเครื่องบินรบเอฟ 16 ขึ้นบินประกบ แล้วยิง ประเด็นนี้ ภุมรัตน์ ยิ้มก่อนตอบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ระดับรัฐบาลจะคิดทำแบบนั้น เพราะไม่มีทางปิดได้มิด และทั่วโลกก็จะประณาม
"ตอนนี้สิ่งที่แต่ละฝ่ายพูด กับข้อมูลที่ออกมาทั้งหมดเป็นสงครามสื่อ คำถามคือมีเหตุผลหรือไม่ ถ้าเครื่องบินคุณทักษิณบินผ่านน่านฟ้าไทย แล้วเราส่งเอฟ 16 ขึ้นไปบังคับให้ลงจอด แบบนี้ทำได้ และต้องทำด้วย แต่ถ้าขึ้นไปประกบแล้วยิง ผมว่ามีแต่ผู้นำที่บ้าและเมาเท่านั้นที่คิดทำ อีกอย่างทางฝ่ายคุณทักษิณคงไม่โง่ที่จะบินผ่านน่านฟ้าไทย เรื่องอะไรเขาจะมาเสี่ยง ฉะนั้นการให้ข่าวเรื่องนี้เป็นเพียงสงครามสื่อเท่านั้นเอง"
ปิดเกม ก.พ.ปีหน้า
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ภุมรัตน์ ตั้งประเด็นเอาไว้ให้คิดว่า "ทำไมต้องเกิดขึ้นตอนนี้"
"เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น ผมอยากให้สังคมตั้งคำถามก่อนว่า ทำไมถึงเกิดตอนนี้ หรือ Why now? ทำไมไม่เกิดก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ ถ้าตอบคำถามได้ ก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมด"
"ความขัดแย้งระหว่างไทยกับเขมร ที่นักการเมืองบางฝ่ายอ้างว่าเกิดจากการตั้งคุณกษิตเป็น รมว.ต่างประเทศนั้น จริงๆ แล้ว คุณกษิตเป็นรัฐมนตรีมากว่า 10 เดือน ทำไมกัมพูชาถึงมาแสดงท่าทีไม่ชอบเอาตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดหลังจากอดีตผู้นำของประเทศไทยท่านหนึ่ง (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ) เดินทางไปเขมรใช่หรือไม่"
"เรื่องนี้จึงไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย เป็นแผนของคุณทักษิณ ฮุนเซน และพล.อ.ชวลิต ที่ใช้เกมการเมืองต่างประเทศย้อนกลับเข้ามาในประเทศ"
ภุมรัตน์ บอกว่า เกมการเมืองในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเล่นในลักษณะ "ในไปนอก" เท่านั้น แต่สามารถเล่นแบบ "นอกเข้ามาใน" หรือ "ในออกไปข้างนอก แล้วให้ย้อนกลับมาข้างใน" ก็ได้ทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้คนไทยได้เรียนรู้กลยุทธ์ใหม่ๆ ของเกมการเมือง
"การวิเคราะห์ข่าว อย่าไปดูเป็นเหตุการณ์ หรือ event แต่ต้องดูทั้งเรื่อง หรือดูเป็น package เหมือนเราดูหนัง ต้องตีตั๋วเข้าไปดู จะดูแค่โปสเตอร์ที่ติดหน้าโรงหนังไม่ได้ ไม่อย่างนั้น จะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด"
ฉะนั้นในมุมมองของอดีต ผอ.สำนักข่าวกรองฯ อย่างภุมรัตน์ เขามองว่าปัญหาระหว่างไทยกับเขมร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หยิบเอามาเล่นเท่านั้น
"เป้าหมายของคุณทักษิณ คือ เงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ที่กำลังเป็นคดีอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งถูกอัยการฟ้องให้ตกเป็นของแผ่นดิน คุณทักษิณไม่ได้กลัวคดีอาญา เพราะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศได้อีกนาน แต่ที่วิตกที่สุด คือ เงินก้อนหนี้ สมมติศาลพิพากษาให้ทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นของแผ่นดิน ก็จะเป็นเงินของรัฐทันที เรียกคืนไม่ได้"
ภุมรัตน์ วิเคราะห์ว่า หลังจากนี้ สถานการณ์การเมืองไทยจะรุนแรงและเข้มข้นขึ้นตามลำดับ โดยที่เกมจะไปสิ้นสุดราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า นั่นคือ ระยะเวลายาวนานที่สุด ที่ศาลจะพิพากษาคดียึดทรัพย์
"ก่อนจะถึงวันนั้น ฝ่ายที่สนับสนุนคุณทักษิณจะต้องเร่งทุกอย่างทั้งในสภาและนอกสภา เพื่อปิดเกมให้ได้ ในสภาก็กดดันให้ยุบสภา ต้องก่อกวนให้มากที่สุด ขณะที่นอกสภาก็เช่นกัน ทั้งหมดเพื่อทำให้รัฐบาลชุดนี้บริหารไม่ได้ เมื่อบริหารไม่ได้ ก็ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่"
แต่ในสายตาของขุนศึกข่าวกรอง เขายังมองภาพที่ไม่เลวร้ายนัก...
"การจะคิดทำอะไรนั้น ก็สามารถคิดได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง คุณไม่ได้กำหนดปัจจัยทุกอย่างได้เอง และฝ่ายที่ถูกกระทำก็ไม่ได้เป็นเป้านิ่ง ผลจะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับการแก้เกมของรัฐบาลด้วย สิ่งสำคัญ คือ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง และหากใครทำให้เกิดความรุนแรงต้องร่วมกันประณาม เพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย"
"ผมคิดว่ารัฐบาลรับมือไหว ถ้าพร้อมที่จะรับมือ" เป็นประโยคปริศนาทิ้งท้ายของภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์!
ความคิดเห็นที่ 5
mamasang , 22 พฤศจิกายน 2552 22:00
คนที่มีความรู้เยอะๆ ออกมาอธิบายกันเถอะนะตะ ปชช จะได้เข้าใจ อะไรๆ มากขึ้น
ความคิดเห็นที่ 4
มอดข่าว , 22 พฤศจิกายน 2552 14:51
เป็นบทความที่อคติเกินไป เอียงข้างชัดเจน ผมเอาเหตุเอาผลเป็นที่ตั้ง ใครทำผิดว่ากันตามผิด ประเทศจะยั่งยืนอยู่ได้ต้องมีความยุติธรรม ใช้อารมณ์ มีอคติ สิ้นชาติ บ้านแตกแน่นอน หรือพวกคุณชอบแบบนั้น
ความคิดเห็นที่ 3
Maew , 22 พฤศจิกายน 2552 08:16
เป็นบทความที่ดีมากค่ะ อธิบายแบบมีเหตุ ซึ่งทำให้เป็นผลอย่างที่เห็น น่าเสียดายกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมเข้าไปดูหนังทั้งเรื่องอย่างที่คุณภุมรัตน์บอก เอาแต่เชื่อแค่มองใบปิด เข้าใจว่าหากว่าเป็นพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ขึ้นนำเป็นรัฐบาล ณ ปัจจุบันนี้ แล้วไม่ยอมสมยอมให้กับทักษิณและบริวาร รัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองนั้นก็คงประสบชะตากรรมเดียวกับที่ประชาธิปัตย์กำลังโดนอยู่เวลานี้ วันนี้คนไทยทั้งประเทศต้องตื่น ต้องรู้ให้เท่าทันเกมการเมืองโดยเฉพาะของทักษิณที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ ไม่เคารพกติกาสากล และขาดมารบาทอย่างยิ่ง อย่ายอมให้ประเทศไทยต้องพบกับความขมขื่นลึกๆในใจเช่นประเทศเพื่อนบ้านที่นำพากองกำลังต่างชาติมาย่ำยีประเทศของตัวเองเพื่ออำนาจของผู้นำไม่กี่คน
ความคิดเห็นที่ 2
ป้าแจ่ม , 22 พฤศจิกายน 2552 08:15
บอกเพื่อนคุณไปเลยว่า ให้หัดกินข้าวเสียบ้าง
อย่ากินแต่หญ้า เพราะจะทำให้รอยหยักของ
สมองไม่พัฒนา...............เจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
wee , 22 พฤศจิกายน 2552 07:16
เป็นบทความที่ดีมากครับ
เพื่อน ๆ ผมหลายคนที่ตะแบงเถียงแทนทักษิณจะได้มีโอกาสอ่านบทความดี ๆ แบบนี้กันบ้าง
ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคำว่าศรัทธานี่สามารถทำให้คนทำความผิดกลายเป็นคนที่ไม่ผิดได้อย่างไร? คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเอาหุ้นตัวเองขายให้ลูกในราคาที่ต่ำกว่าทนหลายร้อยเท่า แล้วให้ลูกตัวเองไปขายหุ้นทิ้งที่เกาะ ๆ หนึ่งในต่างประเทศ และต้องเป็นสถานที่ไม่มีเรียกเก็บภาษีด้วย
ถ้าซื้อขายในเมืองไทย ต้องโดนภาษี 37% เป็นเงิน 28,000 ล้านบาท และต้องเสียค่านายหน้าส่วนหนึ่ง(อุจจาระไม่ให้สุนัขกิน) เพื่อน ๆ ผมที่ศรัทธาทักษิณเขาว่าทักษิณไม่ผิด ถูกกลั่นแกล้ง
เรื่อง ทักษิณ-เขมร นี่เขาก็เถียงคอเป็นเอ็นว่า ทักษิณทำถูกแล้วเพราะรัฐบาลชุดนี้ปล้นอำนาจเขามา โดยไม่สนใจว่ารัฐบาลชุดนี้มาตามวิถีทางประชาธิปไตย
ผมสงสารเพื่อน ๆ ผมกลุ่มนี้จริง ๆ