นายราเกซ สักเสนา เจ้าของฉายา "พ่อมดการเงิน" ถูกนำมาดำเนินคดีในไทยแล้ว แต่ก็ยังกังวลกับข้อกฎหมายว่าจะเล่นงานได้กี่คดี
แม้ขณะนี้ นายราเกซ สักเสนา เจ้าของฉายา "พ่อมดการเงิน" ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี จะถูกส่งตัวจากแคนาดากลับมารอถูกดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว และกำลังมีปมข้อกฎหมายถกเถียงกันอยู่ในหมู่คนกระบวนการยุติธรรม ว่า จะเล่นงาน นายราเกซ ได้เพียงคดีเดียว หรือฟ้องอีก 19 คดีตามไปได้ด้วย
อย่างไรก็ดี หากมองย้อนกลับไปถึงกระบวนการติดตามล่าตัว "พ่อมดการเงิน" ที่ใช้เวลาถึงกว่า 10 ปี ก็จะพบว่ามีรายละเอียดที่น่าสนใจไม่น้อย แม้กระทั่งขั้นตอนการนำตัวขึ้นเครื่องบินกลับไทยหลังจากศาลฎีกาแคนาดามีคำสั่งให้ส่งตัวกลับ เหล่านี้เป็น "เกร็ดทางประวัติศาสตร์" และบทเรียนอันล้ำค่าของกระบวนการยุติธรรมที่มิควรมองข้าม
ลำดับเหตุการณ์ "ล็อกราเกซ"
ปฏิบัติการนำตัว นายราเกซ กลับประเทศไทย เป็นความร่วมมือระหว่างอัยการฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย โดยสถานทูตแคนาดาทำหนังสือแจ้งมายังกองการต่างประเทศ (ตท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ศาลฎีกาแคนาดาจะมีคำสั่งในคำร้องของนายราเกซ ที่ให้พิจารณาความเห็นของรัฐมนตรียุติธรรมแคนาดา (ที่ให้ส่งตัวนายราเกซเป็นผู้ร้ายข้ามแดน) ในช่วงระหว่างวันที่ 6-29 ต.ค.
ขณะที่การเดินทางไปรับตัว นายราเกซ จากแคนาดามายังประเทศไทย ต้องใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับรวม 4 วัน
หลังทราบกำหนดการคร่าวๆ กองการต่างประเทศ จึงทำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา (ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก ตท. โรงพยาบาลตำรวจ (รพ.ตร.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) รวม 4 นาย ปฏิบัติภารกิจนี้
นายตำรวจทั้งสี่ ประกอบด้วย พ.ต.อ.สุรพล เกษประยูร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับ โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.ท.สินาด อาจหาญวงศ์ รองผู้กำกับการฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 3 กองการต่างประเทศ พ.ต.ท.ยศวีร์ พรพีรพาน รองผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ (รองผกก.ปพ.) บก.ป. และ พ.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง สารวัตรกองกำกับการ ปพ.บก.ป.
ทั้งหมดร่วมเดินทางไปกับคณะของอัยการ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาและมีคำสั่งอนุมัติตามคำขอเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2552
หลังมีคำสั่ง ทาง ตท.ได้ประสานงานกับอัยการฝ่ายต่างประเทศเรื่อยมา กระทั่งได้รับการยืนยันจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทยอีกครั้ง ว่า ศาลฎีกาจะมีคำสั่งในคดีของนายราเกซภายในสิ้นเดือน ต.ค.แน่นอน (แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะมีคำสั่งออกมาแบบไหน) คณะทำงานรับตัวนายราเกซจึงออกเดินทางไปประเทศแคนาดา เมื่อเช้าตรู่วันที่ 27 ต.ค.
ในที่สุด ศาลฎีกาแคนาดามีคำสั่งในคดีนี้เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 29 ต.ค. (ตามเวลาในประเทศไทย) ให้ส่งตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดีได้ คณะพนักงานอัยการและตำรวจที่เดินทางไปเตรียมรอรับตัวนายราเกซ จึงเข้าควบคุมตัวนายราเกซได้ทันที ตามแผนที่วางเอาไว้ทุกอย่าง
ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ เข้ากำกับดูแลคณะพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายราเกซ ซึ่งมี พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยในส่วนของพนักงานสอบสวนที่รออยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่เตรียมความพร้อมในเรื่องการสอบสวนและการรักษาความปลอดภัย
เลือกผ่าน "จีน" มหามิตร
ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ เล่าว่า ก่อนหน้าจะเดินทางไปรับตัวนายราเกซจริงๆ คณะทำงานของอัยการได้เดินทางไปประสานกับอัยการแคนาดาก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งประมาณ 2 สัปดาห์
"ตอนนั้นเราไปกันเงียบๆ เพื่อสอบถามขั้นตอนว่า หากศาลฎีกาสั่งให้ส่งตัวกลับต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งทางอัยการแคนาดาก็แนะนำว่าต้องรีบรับกลับเลย ต้องจองตั๋วเครื่องบินให้พร้อม เพื่อป้องกันนายราเกซมีลูกเล่นไปยื่นคำร้องอะไรอีก จากนั้นเราก็กลับไปอีกรอบหนึ่งก่อนศาลตัดสินเพียง 1-2 วัน เพื่อดำเนินการจองตั๋วกลับ หากรับตัวกลับมาได้"
แค่ขั้นตอนการจองตั๋ว ก็ต้องมีแผนหลัก-แผนสำรองพร้อม
"เราก็ไม่รู้แน่ว่าศาลจะตัดสินวันไหน ก็ต้องจองตั๋วเผื่อไว้เป็นช่วงๆ และยังต้องเผื่อเครื่องดีเลย์ด้วย ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมแพทย์ไปพร้อมกัน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจโดยตรง เพื่อป้องกันเขาอ้างว่าป่วย หรืออาจจะแกล้งเป็นลมล้มพับไป เราจะได้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน"
ขั้นตอนสำคัญที่สุดที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบคอบยิ่ง ก็คือ จะเลือกเส้นทางบินไหนเดินทางกลับไทย
"เครื่องที่จะบินกลับมีหลายเส้นทาง ไปผ่านสหรัฐก็ได้ ญี่ปุ่นก็ได้ จีนก็ได้ ตรงนี้ก็ต้องวางแผนเหมือนกัน ทุกคนกลัวเทคนิคของคุณราเกซ ต้องประสานกัปตันสายการบิน ที่สำคัญ การจะผ่านประเทศไหน ต้องประสานรัฐบาลของประเทศนั้นไว้ก่อน เราสอบถามไปทางญี่ปุ่น ปรากฏว่าต้องใช้เวลาขออนุมัติเป็นเดือน อเมริกาก็เหมือนกัน สุดท้ายเราจึงเลือกไปจีนที่มีกฎระเบียบต่างๆ คล้ายประเทศไทย ซึ่งจีนเข้าใจเราและให้ความร่วมมือดีมาก" ศิริศักดิ์ระบุ
ตรวจโรค-แจ้งข้อหาที่สนามบิน
ทันทีที่ นายราเกซ เหยียบท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ คณะพนักงานสอบสวนพร้อมแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจได้เข้าตรวจร่างกาย เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีอาการป่วยร้ายแรงจึงเริ่มกระบวนการสอบสวนทันที โดยทำการจับกุมตัว นายราเกซ ตามหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ รวมถึงการทำบันทึกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ และความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยนายราเกซขณะนั้นเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี ได้ร่วมกับ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี กับพวกยักยอกทรัพย์ สร้างความเสียหายกว่า 1,657 ล้านบาท
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายเกริกเกียรติและพวก โดยกล่าวหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ และในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดต่อหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก จนกระทั่งมีการสอบสวนรวบรวมหลักฐานออกหมายจับดังกล่าว
3 เหตุผลความล่าช้า
กว่าจะได้ตัว นายราเกซ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศได้สรุปสาเหตุเอาไว้ 3 ข้อใหญ่ๆ คือ
1. ล่าช้าโดยสภาพ เนื่องจากเป็นการขอตัวข้ามประเทศ ใช้ภาษาแตกต่างกัน ระบบกฎหมายไม่เหมือนกัน และเวลายังห่างกันถึง 10 ชั่วโมง เวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย เป็นเวลาพักผ่อนของฝ่ายแคนาดา ทำให้ต้องตั้งคณะทำงานพิเศษทำหน้าที่ติดต่อประสานทั้งกลางวันและกลางคืน
2. ความซับซ้อนทางคดีและกลวิธีการต่อสู้ของผู้กระทำผิด เนื่องจากผู้กระทำผิดวางแผนไว้ล่วงหน้า เหมือนเชือกที่มัดปมเอาไว้หลายปม จึงก็ต้องตามแก้ทีละปม หนำซ้ำผู้กระทำผิดยังเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินอย่างหาตัวจับยาก จึงมีเทคนิคสูง แม้แต่นักกฎหมายที่เรียนจบมาเฉพาะทาง ก็ยังมีความเชี่ยวชาญในทางลึกน้อยกว่า
3. ขั้นตอนและมุมมองทางกฎหมายที่ต่างกัน โดยหลักการพื้นฐานของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศที่มีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน จะต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศ หรือ Double Criminality กรณีนี้แม้ไทยจะไม่ได้มีสนธิสัญญาโดยตรงกับแคนาดา แต่แคนาดาก็สืบสิทธิมาจากอังกฤษ ทว่าสนธิสัญญาไทย-อังกฤษมีอายุเก่ามาก ทำมาเป็นร้อยปี ฐานความผิดก็ระบุเป็นข้อๆ และใช้ภาษาในอดีตซึ่งมันไม่ตรงกับฐานความผิดในปัจจุบัน ถ้อยคำก็ไม่เหมือนกัน จึงต้องอาศัยการตีความให้สอดคล้อง จึงต้องใช้เวลา
นอกจากนั้น เนื่องจากระบบกฎหมายที่แตกต่างกัน ยังทำให้เกิดปัญหาเรื่องน้ำหนักของพยานหลักฐาน โดยวิธีการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนทั่วไป ประกอบด้วย การส่งคำร้องพร้อมเอกสารประกอบ ซึ่งในคำร้องต้องระบุว่าผู้ที่ต้องการขอตัวกระทำความผิดอะไร และในเอกสารประกอบก็จะมีพยานหลักฐานต่างๆ แนบไป อาทิเช่น หมายจับ หรือคำฟ้องที่ยื่นฟ้องต่อศาล นี่เป็นกรณีปกติ
แต่ประเทศแคนาดาจะเหมือนกับอังกฤษ คือ ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร) ซึ่งแตกต่างกับไทยที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (ซีวิล ลอว์) น้ำหนักของพยานหลักฐานในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์จะมีเกณฑ์สูงกว่า อาทิเช่น กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์ ต้องบอกด้วยว่าเงินไปอยู่ที่ไหน กับใคร อย่างไร แต่สำหรับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วยกัน แค่ชี้ให้เห็นว่าคดีมีมูลก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่เป็นรูปแบบพิธีการ ก็สร้างปัญหาเช่นกัน อาทิเช่น การสาบานตนก่อนให้การ ซึ่งในประเทศไทยไม่มี แค่ลงลายมือชื่อยืนยันคำให้การก็เพียงพอ แต่ของแคนาดาต้องสาบานเท่านั้น
"คุณราเกซสู้เอกสารทุกแผ่น ทั้งในแง่เนื้อหาและแบบพิธีการ ทั้งยังต่อสู้กับพยานทุกชิ้น นี่คือความล่าช้า" แหล่งข่าวในสำนักงานอัยการสูงสุดระบุ
เผชิญด่านสิทธิมนุษยชน
อีกเรื่องที่เป็นปัญหามาก ก็คือ "ประเด็นสิทธิมนุษยชน" เนื่องจากประเทศในแถบยุโรปให้น้ำหนักมากในเรื่องนี้ จำเลยจึงต่อสู้คดีได้เต็มที่ ผ่านขั้นตอนของศาลหนึ่งไปแล้ว ยังสามารถย้อนกลับไปยื่นเรื่องใหม่ที่ศาลเดิมได้อีก เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการร้องเรื่องเดิมหรือไม่ ต่างกับในประเทศไทยที่เมื่อผ่านศาลหนึ่งก็จบไป จะไปร้องคัดค้านหรืออุทธรณ์ต้องขยับไปอีกขั้น
"เรื่องแบบนี้คุณราเกซช่ำชองมาก ทำให้เราเสียเวลาแต่ละขั้นหลายปี สมมติมี 3 ขั้น แต่ละขั้นใช้เวลามากกว่ากระบวนการปกติถึง 2 เท่า เราสู้เรื่องเทคนิคกฎหมายแล้ว ยังเจอเรื่องสิทธิมนุษยชน ปวดหัว ตัวร้อนก็เลื่อนพิจารณา ขอเลื่อนได้ทุกอย่าง ทุกเหตุผล และเปิดให้ยื่นคำร้องคัดค้านได้ทุกขั้นตอน" แหล่งข่าวจากอัยการบอก
ขณะที่ ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงในฐานะอธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวว่า บทเรียนความยุ่งยากในคดีนายราเกซ ทำให้อัยการต้องพัฒนาและทำงานในเชิงรุกมากขึ้น
"ต้องปรับวิธีการให้ครอบคลุมทุกปัญหา อาทิเช่น พวกที่หนีไปเรื่อยๆ ย้ายที่พำนักไปหลายประเทศ เราก็ต้องอุดช่องโหว่ตรงนี้ให้หมด" ศิริศักดิ์ย้ำ
ประเด็นที่น่าสนใจนับจากนี้ไป คือ การสะสางอีก 19 คดี ที่มีนายราเกซตกเป็นผู้ต้องหา นอกเหนือไปจาก 1 คดีที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งให้อัยการไปแล้ว ซึ่ง 19 คดีนี้มีพฤติการณ์การกระทำความผิดคล้ายคลึงกัน มีมูลค่าความเสียหายถึง 2,700 ล้านบาท และบางคดีมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองด้วย
สุดท้ายจะมี "ไอ้โม่ง" ช่วยเป่าคดีหรือไม่...อีกไม่นานคงรู้กัน!
Tags : ราเกซ สักเสนา
