ความหวัง กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย ชูไทยเป็น "Trading Hub" อาเซียน
ความท้าทายในวันข้างหน้าของประเทศไทย ควรจะกำหนดทิศทางประเทศไปสู่การเป็น Regional Trading Hub หรือศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน ถ้าไม่ทำมันก็อยู่อย่างเดิม ถ้ากลับมามองที่จุดแข็งของประเทศไทย เราพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี ทุกวันนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออก ขณะเดียวกัน ทางด้านโลเคชันก็เอื้ออำนวย และเป็นข้อได้เปรียบ สามารถบินไปทุกประเทศในอาเซียนได้ภายใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น
ผมอยากโปรโมทให้เมืองไทยเป็น Trading Hub เหมือนสิงคโปร์ เราต้องขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคนี้ ซึ่งโมเดลการค้าปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีท่าเรือ สมัยก่อนต้องเป็นเมืองท่า แต่ Trading House ยุคปัจจุบันไม่จำเป็นอีกแล้ว ยกตัวอย่าง SCG เรามีออฟฟิศใหญ่อยู่บางซื่อ แต่เราทำเทรดดิ้งระหว่างมะนิลา (ฟิลิปปินส์) กับลอสแองเจลิส (สหรัฐอเมริกา) ไม่เห็นสินค้ากันเลย ข้อสำคัญต้องวางระบบไอทีดีๆ เดี๋ยวนี้มันคุมได้หมด ยังติดเรื่องภาษีที่ต้องแก้ไข
เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จุดอ่อนของประเทศไทยอยู่ที่ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งการบริโภคและการลงทุน ทั้งที่หลังวิกฤติปี 2540 ประเทศไทยนำหน้าในอาเซียนแต่พอมีปัญหาการเมืองกลายเป็นว่าประเทศไทยตามหลังทุกประเทศ
ถ้าสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีประเทศไทย จะได้เปรียบทุกประเทศในอาเซียน ถ้ามองไปข้างหน้าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลงอีก ค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นถ้าระดับ 92-93 เยนต่อดอลลาร์ ญี่ปุ่นก็ลำบากมากเขาต้องย้ายฐานการผลิตอีกครั้ง ถ้ามองจากศักยภาพในด้านต่างๆ ตอนนี้ไทยมีโอกาสสูงที่สุด ขณะที่สิงคโปร์วิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ ทำให้เขาได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก
ส่วนทิศทางการค้าของโลกในอนาคตนั้น ประเทศที่ผลิตอะไรเก่งก็จะผลิตสิ่งนั้นเยอะๆ แล้วก็ส่งออก Trading จะทำหน้าที่เกลี่ยของจากที่มากไปที่น้อย เพราะฉะนั้น The Next Challenge ของประเทศไทย ถ้าเรามุ่งไปเป็น "ฮับ" เราจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลเหมือนอย่างสิงคโปร์
ตัวเลขของไอเอ็มเอฟชี้ให้เห็นว่าในปี 2551 จีดีพีของโลก 61 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นของเอเชีย 16 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าของสหรัฐอเมริกาที่มีจีดีพี 14 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังต่ำกว่าของสหภาพยุโรปที่มีจีดีพี 18 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ถ้ามองที่ความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการ หรือ PPP (Purchasing Power Parity) เอเชียมี PPP สูงถึง 24 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป คิดเป็นประมาณ 35% ของทั้งโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเจอวิกฤติซับไพร์มรอบนี้ ยิ่งทำให้กำลังซื้อของเขาลดลง
เพราะฉะนั้นการเติบโตของโลกในยุคต่อจากนี้ จะถูกเทน้ำหนักมาที่เอเชียเป็นตัวขับเคลื่อน และประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็น Emerging Market ก็จะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมาอยู่ในภูมิภาคนี้ ซึ่งปัจจุบันอาเซียนมีประชากรประมาณ 550 ล้านคน จีดีพีโตปีละ 5-6% ก็จะมีพลังมากในอนาคต
สาเหตุที่ผมเชื่อว่าบ้านเราน่าจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดในอาเซียน เพราะถ้ามาดูตัวเลขในปี 2550 เรามีจีดีพี 8.46 ล้านล้านบาท นำเข้า 66% ส่งออก 73% ของจีดีพี เท่ากับว่าเราทำ Trading สูงถึง 139% ของจีดีพี ถ้าเทียบกับปี 2540 เรานำเข้า 47% และส่งออก 48% ของจีดีพี 4.73 ล้านล้านบาท เห็นชัดว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการค้าขายกับต่างประเทศมันใหญ่ขึ้นมาก จาก 95% ของจีดีพี 4.73 ล้านล้านบาท เมื่อปี 2540 เพิ่มมาเป็น 139% ของจีดีพี 8.46 ล้านล้านบาท ข้อสอง ไทยบินไปไหนก็ได้ในอาเซียนภายใน 3 ชั่วโมง เทรดดิ้งต้องใกล้ลูกค้า เราใกล้กว่าสิงคโปร์เราได้เปรียบ ตรงนี้ผมบินประจำ
จากข้อมูลของไอเอ็มเอฟเมื่อปี 2551 ประเทศไทยมี Nominal GDP ที่ 2.7 แสนล้านดอลลาร์ เป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย มีประชากร 66 ล้านคน เป็นอันดับที่ 4 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แต่อำนาจซื้อสินค้าและบริการ (PPP) เราโตมากเป็นที่สองในอาเซียนสูงถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ เราเหนือสิงคโปร์เป็นเท่าตัว ประเด็นก็คือถ้าเศรษฐกิจโลกเทน้ำหนักมาที่เอเชีย ประเทศในอาเซียนก็จะใหญ่ขึ้นด้วย แล้วประเทศไทยก็จะได้เปรียบมากๆ
Tags : Thailand Tomorrow
