กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 07:54

อัยการปิดช่องโหว่คดีราเกซ แฉเล่ห์"พ่อมดการเงิน"สู้คดี

ศิริศักดิ์   ติยะพรรณ

ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สัมภาษณ์พิเศษ ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ เกาะติดคดีนายราเกซมาร่วม 2 ปี เขาบอกว่าอย่าไปหลงกลผู้ต้องหาที่พยายามอ้างเรื่องสิทธิต่างๆ ตลอดเวลา

"การได้ตัว นายราเกซ สักเสนา กลับมา แม้จะเป็นความสำเร็จ แต่ก็เป็นแค่ความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น" เป็นคำกล่าวของ ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ หนึ่งในตัวจักรสำคัญในกระบวนการล่าตัว "พ่อมดการเงิน" กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

ประเด็นที่ ศิริศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่าเรื่องของนายราเกซยังไม่จบ ก็คือผลจากการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ยังมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องทำต่อไปอีกอย่างน้อย 2 เรื่องคือ 1.สนับสนุนการดำเนินคดีในประเทศไทย เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่ได้กระทำ และ 2.ติดตามเงินของพี่น้องประชาชนที่ถูกยักยอกไปให้กลับคืนมาได้มากที่สุด

แน่นอนว่าแม้จะได้ตัว นายราเกซ กลับมาแล้ว แต่ความยากลำบากในการดำเนินคดียังมีอยู่อีกหลายด่าน เพราะเจ้าของฉายา "พ่อมดการเงิน" กำลังใช้วิธีการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ด้วยการตั้งแง่ว่าความผิดที่ทางการไทยขอตัวเขามาดำเนินคดีนั้นมีเพียงคดีเดียว คือยักยอกทรัพย์จากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด หรือบีบีซี ด้วยการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง จำกัด โดยทุจริต จำนวน 1,657 ล้านบาท อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535

ประเด็นการต่อสู้ของ นายราเกซ ดังกล่าวนี้นับว่าแหลมคมยิ่ง เพราะปริศนาว่าด้วยคดีที่ยังอยู่ในอายุความ แม้แต่คนในสังคมไทยเองก็ยังสับสนว่ามีคดีกันแน่ที่ยังเอาผิดได้

"เราขอตัวไปโดยอ้างพฤติการณ์การกระทำความผิด คือยักยอกทรัพย์ แต่การกระทำนั้นผิดกฎหมายหลายบทและหลายฉบับ คือทั้งกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์" นายศิริศักดิ์ อธิบาย และว่า "ระหว่างกระบวนการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งใช้เวลานานมาก บางคดีก็ขาดอายุความจริง แต่หลายคดียังอยู่ในอายุความแน่นอน"

อย่างไรก็ดี อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ ยอมรับว่า หลักฐานที่ส่งให้ศาลแคนาดาเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของนายราเกซในข้อหายักยอก เบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตนนั้น คือหลักฐานในคดีบริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง จำกัด เพียงคดีเดียว แต่เขาก็ยืนยันว่านั่นไม่ใช่ปัญหา

"เรามีพยานหลักฐานอยู่ 3-4 คดี แต่จะยื่นขอหมดก็กลัวเสียเวลา คดีเดียวยังใช้เวลา 13 ปี ถ้า 4-5 คดีจะใช้เวลากี่ปี เรื่องนี้ที่มีการจุดประเด็นขึ้นมาก็คือการอ้างหลักการของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องดำเนินคดีโดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้น หมายความว่าขอคดีไหน ต้องดำเนินคดีนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกส่งตัว เช่น ขอตัวในคดีลักทรัพย์ เมื่อส่งมาแล้วต้องไม่ไปมาดำเนินคดีข้อหากบฏ อย่างนี้เป็นต้น"

"เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ต้องมีหลักการนี้ก็คือ เพื่อความสะดวกในการขอส่งตัว เพราะหากกระทำความผิดหลายกรรม ก็สามารถขอบางคดีได้ ส่วนคดีอื่นๆ ถ้าอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องขอ ฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากคดีอื่นๆ ที่เราจะฟ้องผู้ต้องหา ไม่ได้เป็นคดีต้องห้ามตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ฉะนั้นข้อต่อสู้อันนี้ของคุณราเกซน่าจะเบาลง" อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าว

แต่หลายฝ่ายก็ยังยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้อกังวล ซึ่ง ศิริศักดิ์ บอกว่าเป็นเรื่องตลก

"บางคนบอกว่าถ้าจะฟ้องคดีอื่นต้องขออนุญาตแคนาดาก่อน ผมว่าตลกแล้ว เพราะผู้ต้องหากระทำความผิดในบ้านเรา เราก็มีสิทธิดำเนินคดี เพียงแต่ต้องไม่ดำเนินคดีที่ต้องห้ามตามสนธิสัญญาเท่านั้น"

จากความยากลำบากและประเด็นโต้แย้งทางข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้ ศิริศักดิ์ ย้ำว่าภารกิจของอัยการยังไม่จบสิ้น

"ก็อย่างที่ผมอธิบาย คือเราต้องเดินหน้าต่ออีก 2 เรื่อง คือ 1.สนับสนุนให้การดำเนินคดีในประเทศไทยเดินหน้าได้ ซึ่งก็ต้องประสานกับแคนาดาอย่างใกล้ชิด ต้องชี้แจงให้เข้าใจว่าคดีไหนต้องห้าม คดีไหนไม่ต้องห้าม จะได้ไม่เกิดปัญหา"

"กับ 2.ต้องติดตามเอาเงินที่ยักยอกไปคืนมาให้หมด ที่ผ่านมาเราตั้งคณะทำงานคู่ขนานไปกับการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เป็นคณะทำงานติดตามเงินที่ผู้ต้องหาได้จากการกระทำความผิด ซึ่งก็ได้คืนมา 2 พันกว่าล้านบาท แต่ยังมีอีกมาก เพราะยอดความเสียหายเป็นหมื่นล้าน ตรงนี้ต้องประสานกับทางแบงก์ชาติเพื่อขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินในต่างประเทศ เจอเมื่อไหร่ก็แจ้งมาที่อัยการเพื่อดำเนินการยึดอายัด"

จากประสบการณ์ของ ศิริศักดิ์ ซึ่งเกาะติดคดีนายราเกซมาร่วม 2 ปี เขาบอกว่าอย่าไปหลงกลผู้ต้องหาที่พยายามอ้างเรื่องสิทธิต่างๆ ตลอดเวลา

"อย่าลืมว่าเงินของประชาชนยังอยู่ที่เขาเป็นหมื่นล้าน เราได้คืนมาแค่ 2 พันกว่าล้าน การเรียกร้องเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานเราไม่ว่า แต่ต้องมองให้รอบด้านด้วย โดยเฉพาะฝั่งผู้เสียหายและประชาชน ต้องย้ำว่าคดีนี้คือจุดเริ่มต้นของวิกฤติสถาบันการเงินในบ้านเรา มีคนต้องล้มละลาย ต้องฆ่าตัวตายไปหลายคน ฉะนั้นต้องชั่งน้ำหนักให้ดี"

อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ ยังบอกว่า กระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณีนายราเกซ เป็นบทเรียนต่อวงการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยมากพอสมควร

"ในส่วนของอัยการ เราได้บทเรียนว่าต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอัยการต่างประเทศ และต้องปรับวิธีการทำงานให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ส่งหนังสือไปแล้วรอผล ทำอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว ต้องรุกจริงๆ เมื่อส่งคำร้องไป ตัวอัยการต้องตามหนังสือไปเลย ต้องไปคุยกันแบบเห็นหน้า ไปคุมเกม ที่ผ่านมาเรารุกน้อย เราคิดไม่ถึง ใช้โทรศัพท์หรืออีเมล์อย่างเดียวมันไม่พอ"

"อีกเรื่องหนึ่งคืออุดช่องโหว่ของกฎหมาย อัยการต้องวิเคราะห์ว่ากระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีช่องทางไหนบ้างที่ยังเป็นอุปสรรค เพื่อปรับวิธีการให้ครอบคลุมทุกปัญหา เช่น ผู้ต้องหาหนีไปเรื่อยๆ ย้ายที่พำนักไปหลายประเทศ จะทำอย่างไร ที่สำคัญคือต้องวิเคราะห์สนธิสัญญาที่ทำกันไว้นานมากๆ แล้ว เช่น สนธิสัญญาไทยกับอังกฤษ หลายเรื่องไม่ทันสมัยและไม่สอดคล้องกับฐานความผิดในปัจจุบัน ตรงนี้จะเสนอรัฐบาลให้ปรับหลักเกณฑ์ต่างๆ ต่อไป"

แต่ในท้ายที่สุด ศิริศักดิ์ มองในภาพบวกว่า ความสำเร็จของการขอตัวนายราเกซ คือการแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ จะกระทำผิดเมื่อไหร่ หนีไปไหน และไม่ว่าจะใช้เทคนิคอะไร แม้จะใช้เวลานาน...แต่สุดท้ายคนผิดต้องถูกดำเนินคดี!

Tags : ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

ชอบประโยคสุดท้าย

ความคิดเห็นที่ 1

คุณศิริศักดิ์ ติยะพรรณ พูดดีมากๆ เลย ไม่เหมือนนายก นักการเมือง และอัยการบางคน รีบออกมาชี้นำเลยว่าการจะเอาตัวนักการเมืองที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ไม่รู้พูดแบบนี้หาอะไร ...ชาวบ้านอยากฟังพรรคเพื่อไทยแฉโพย เปิดโปงเรื่องนักการเมืองลูกค้าเก่าของแบ๊งค์บีบีซี รวมทั้งเรื่องอดีตผู้ว่าแบ๊งค์ชาติคนเก่าสมัยนายกบรรหาร ช่วยเหลือนายเกริกเกียรติและนายราเกซ ที่มันก็เดินตาม วัฒนา ทักษิณ กำนันเป๊าะน่ะแหละ อ้างตัวเองเป็นคนบริสุทธ์ ไม่ได้ยักยอกฉกฉวย แต่เป็นคดีการเมือง โดนนักการเมืองเล่นงาน แล้วหนีไปเสวยสุขกัมพูชา ดูไบ แคนาดา 13 ปี สู้คดี อ้างตัวเองบริสุทธ์ถูกการเมืองไทยเล่นงานจนศาลฏีกาสูงสุดของแคนาดาไม่รับฟ้องอีกต่อไปแล้ว ...........กระบวนการยุติธรรมเปิดช่องให้คนอ้างบริสุทธ์ได้สู้คดีเป็นเวลานานมากๆ จนกว่าศาลจะตัดสินก็ใช้เวลาตั้ง 11 ปีนับจากวันที่นายโภคินแอบคาบความลับเรื่องรัฐบาลชวลิตจะลดค่าเงินบาทไปบอกแก่เศรษฐีโทรคมนาคมดาวเทียมทักษิณให้เอาตัวรอดเก็งถูก ฟันกำไรรวยเละ อยู่คนเดียวแต่ คนอื่นเจ๊งหมด บางคนฆ่าตัวตาย หรือไปเปิดท้ายขายของเพราะหนี้ต่างประเทศท่วมเพิ่ม 5 เท่า ...แต่เศรษฐีมีเงินมาซื้ออำนาจทำเผด็จการรัฐสภา เอาเสียงส่วนใหญ่อิสานเหนือ แก้กฎหมายขายสิ่งที่คนต้องผูกขาดกินใช้ ทำลายความมั่นคงชาติเข้ากระเป๋า ไม่เสียภาษีสักสลึง..ไม่ต้องการฟังคนชั่ว ฉก ฉวย ภาษีประชาชนเรียกร้อง ว่าต้องเอาคดีเข้ากระบวนการศาลยุติธรรมเป็นเวลา 10 กว่าปี ให้ศาลครบ 3 ศาล ต้น อุทธรณ์ ฎีกาตัดสินให้ถึงที่สุด คนชั่วยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปเรื่อยๆ เตะถ่วงให้คดีหมดอายุความ เหลือเงินที่โกงมาให้ยึดแค่บาทเดียว

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement