กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 07:31

ตร.เปิดคำร้องฝากขัง"ราเกซ" ทำผิดก.ม.หลักทรัพย์"6 มาตรา"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ เกรงว่าจะหลบหนี และสร้างความยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน คดีมีสร้างความเสีย

หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ผู้ต้องหาร่วมยักยอกทรัพย์บีบีซี จากประเทศแคนาดา มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 22.45 น. คืนวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา 

เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจได้นำตัวนายราเกซ ซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ในสภาพซูบผอม อิดโรย และมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ไปแจ้งข้อกล่าวหา เขียนบันทึกการจับกุม พร้อมสอบปากคำเบื้องต้น โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะคุมตัวไปสอบสวนต่อที่กองปราบปรามในเวลา 02.15 น. เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายรูปและทำประวัติอาชญากร โดยพนักงานสอบสวนได้ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง ในการสอบสวนนายราเกซ ซึ่งแหล่งข่าว ระบุว่า นายราเกซให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. วานนี้ (31 ต.ค.) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะหัวหน้าชุดควบคุมดูแลการรับตัวนายราเกซ สักเสนา อายุ 57 ปี สัญชาติอินเดีย ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี และ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษก สตช. พร้อมคณะได้นำนายราเกซ เดินทางออกจากกองปราบปราม มายังศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยใช้รถพยาบาลของโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อฝากขังต่อศาลเป็นผลัดแรก      

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สมชาย โพธิ์สุวรรณ พนักงานสอบสวน สบ 2 กก. 5 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง ระบุว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2552 พนักงานสอบสวนได้รับตัวนายราเกซ ที่หลบหนีการจับกุมไว้ตามคำสั่ง สตช. ที่ 538/52 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับพฤติการณ์แห่งความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2538-20 กรกฎาคม 2538 นายราเกซ ซึ่งเป็นที่ปรึกษา นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารบีบีซี ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลครอบครองทรัพย์ และจัดการทรัพย์กับดำเนินกิจการของธนาคารบีบีซี ได้ร่วมกับนายเกริกเกียรติ กระทำผิดโดยอนุมัติสินเชื่อเงินให้แก่ บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด เป็นเงิน 1,657 ล้านบาท โดยไม่ผ่านคณะกรรมการสินเชื่อ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีนายเกริกเกียรติ เป็นผู้มีส่วนได้เสียอยู่ และไม่เคยตรวจสอบกลั่นกรองการขออนุมัติ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 307,308,309,311,313,314 ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ


      บัดนี้พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวจะครบ 48 ชั่วโมงแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องสอบพยานอีก 2 ปาก และอื่นๆ จึงขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม-11 พฤศจิกายน 2552

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ เกรงว่าจะหลบหนี และสร้างความยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน คดีมีสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง พนักงานสอบสวนจึงได้ขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาด้วย

      ขณะที่การพิจารณาคำร้องฝากขังนั้น พนักงานสอบสวนได้นำตัวนายราเกซ ผู้ต้องหา ไปยังห้องพิจารณา 406 เพื่อฟังการพิจารณาคำร้องของศาล โดยมีทนายความที่ปรึกษากฎหมาย แพทย์ ร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด และมีหน่วยคอมมานโดเฝ้าติดตามความปลอดภัยโดยตลอด

     ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำร้องฝากขัง โดยผ่านล่ามแปลภาษาให้นายราเกซ ฟังแล้ว ไม่คัดค้าน แต่นายราเกซ แถลงว่า เขามีอาการป่วย จึงขออนุญาตพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ศาลสอบถามแพทย์แล้ว แพทย์ตำรวจแถลงว่า ไม่ขัดข้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง และให้นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ต่อมานายราเกซผู้ต้องหาจึงได้ถูกนำตัวขึ้นรถตู้ของโรงพยาบาลตำรวจ เดินทางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีรถตำรวจคุ้มกัน

ย้อนตำนาน"นักการเมือง"พันบีบีซี
 "ราเกซ สักเสนา" ผู้ต้องหายักยอกทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ได้ถูกควบคุมตัวมาถึงประเทศไทยแล้ว เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน"


  ก่อนที่จะถูกพนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม-11 พฤศจิกายน 2552 เพื่อสอบสวนดำเนินคดี โดยคัดค้านการประกันตัว ซึ่งศาลก็อนุญาตตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน ก่อนจะให้นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 
 "ราเกซ สักเสนา" ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย เมื่อมีโอกาสเป็นที่ปรึกษา "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ซึ่งถูกทางการไทยยื่นฟ้องเมื่อปี 2539 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์บีบีซี ราว 75 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,000 ล้านบาท อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธนาคารเก่าแก่ของไทยแห่งนี้ ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในปี 2538


      การยักยอกทรัพย์ของ "ราเกซ สักเสนา" พร้อมพวก จะใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้กับพรรคพวกที่เป็น "นักการเมือง" จำนวนหลายหมื่นล้านบาท จากนั้นจึง "ตกแต่งบัญชี" ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาท ทั้งที่ขาดทุนย่อยยับ

     ต่อมา "บีบีซี" จึงล่มสลายลง เนื่องจากมีหนี้สินมหาศาลราว 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ตามมาด้วยการปิดตัวของสถาบันการเงินกว่า 50 แห่ง จนเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารไทย และนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในเอเชีย หรือที่เรียกว่า "โรคต้มยำกุ้ง" ในปี 2540

     สำหรับต้นตอการแฉ "ขบวนการบอนไซบีบีซี" เริ่มต้นขึ้นเมื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น อภิปรายปูดกลโกง "บีบีซี" ด้วยกลวิธีอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนต่อสภา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ซึ่งมีการโยง "นักการเมืองกลุ่ม 16" เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ของบีบีซี โดยกล่าวหาว่า การยักยอกทรัพย์ของ "ราเกซ สักเสนา" กับพวก จะใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้กับพรรคพวกที่เป็น "นักการเมือง" จำนวนหลายหมื่นล้านบาท และปล่อยให้มีการนำเอาที่ดินไม่มีราคามาค้ำประกันเงินกู้

    จากนั้นจึง "ตกแต่งบัญชี" ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาททั้งที่ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลให้มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล และทำให้บีบีซีต้องล้มละลายถูกปิดกิจการ และถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
 "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ซึ่งขณะนั้น อยู่พรรคชาติพัฒนาและเป็นฝ่ายค้าน ก็ได้อภิปรายในสภากล่าวหาว่า พรรคชาติไทยที่มี "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับบริจาคเงินจาก "ราเกซ สักเสนา" นักการเงินชาวอินเดีย ผ่าน "สุชาติ ตันเจริญ" ของ "กลุ่ม 16" ซึ่งสังกัดพรรคชาติไทย แต่ตามกฎหมายห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงินจากชาวต่างชาติ ซึ่งมีโทษถึงขั้นถูกยุบพรรค 

     จะว่าไปแล้ว "ส.ส. กลุ่ม 16 " ในขณะนั้น เป็นกลุ่มนักการเมืองที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก เกิดจากการรวมตัวกันของ ส.ส.จากหลายพรรค ในยุคปี 2535 โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส. พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา และพรรคเอกภาพ ก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2535 มี "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เป็นหัวหน้ากลุ่ม

     ในกลุ่มมีนักการเมืองดังๆ หลายคน ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ-ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-จำลอง ครุฑขุนทด-สุชาติ ตันเจริญ-สรอรรถ กลิ่นประทุม-ธานี ยี่สาร-วราเทพ รัตนากร-ฉัฐวัสส์ มุตตามระ"

     ปัจจุบันหลายคนยังมีบทบาทบนถนนการเมืองอยู่ โดยเฉพาะ "เนวิน ชิดชอบ" ที่เป็นแกนนำสำคัญในพรรคภูมิใจไทย และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในขณะนี้  

    ผลสะท้านสะเทือนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาครั้งนั้น ทำให้ "บรรหาร ศิลปอาชา" นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ดำเนินการสั่งปิด "บีบีซี" ทันที
 สำหรับ "พ่อมดราเกซ" ได้หลบหนีคดีไปตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งทางการไทยต้องใช้เวลาในการตามล่าตัวยาวนานถึง 13 ปี เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย โดยคดีทั้งหมดในส่วนของ "ราเกซ สักเสนา" ยังไม่มีการฟ้องศาล เพราะจำเลยหลบหนีคดีไปเสียก่อน

     วันนี้ "ราเกซ สักเสนา" ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยแล้วอีกครั้ง หากวันใดที่ "ราเกซ สักเสนา" หมดความอดทน คงได้สาวไส้แฉอย่างหมดเปลือก ชนิดไม่เห็นแก่หน้าใครอีกต่อไป แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้ "นักการเมือง" ที่เคยพึ่งพิงใช้บริการของ "ราเกซ สักเสนา" หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน ได้อย่างไร

   เพราะล่าสุด "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกฯ ก็ได้ออกมากำชับเจ้าหน้าที่แล้ว ว่า หากคดีเกี่ยวข้องไปถึงใคร ขอให้ขยายผลดำเนินการได้อย่างเต็มที่

รัฐควรให้โอกาส "ราเกซ"เปิดข้อมูลโยงนักการเมือง
 
      นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวถึง กรณีนายราเกซ สักเสนา ว่า ขอให้นายราเกซเปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศ ขณะเดียวกัน ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำบันทึกการอภิปรายในสภา ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกลุ่ม 16 และคนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินมาประกอบการสอบสวน เพราะมีความชัดเจน

      "เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้ข้อมูลดีที่สุด เพราะเคยอภิปรายในสภาและถูกกลุ่ม 16 สวนกลับมาว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็เกี่ยวข้องเหมือนกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเปิดโอกาสให้นายราเกซ เปิดเผยข้อมูลโยงในส่วนของนักการเมือง เพื่อนายราเกซจะได้ทำความดีลบล้างความผิดในช่วงบั้นปลายชีวิต และควรนำบันทึกคำพูดของนายสุเทพ มาประกอบสำนวน เพราะจะทำให้นายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ได้สำนึก ไม่ใช่พอเวลาเปลี่ยน ต่างกรรม ต่างวาระ นักการเมืองในอดีตที่ถูกอภิปรายมาอุ้มชูรัฐบาลอยู่ ก็เลยไม่กล้าที่จะทำอะไรเหมือนกรณีรถเมล์เอ็นจีวี"

      นายจตุพร กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นข้อมูลเปิดเผย รู้กันทั่ว มีความชัดเจนมาก จับตรงไหนก็รู้ตรงนั้น แต่เบื้องต้นอยากจะให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้นายราเกซ พูดกับสื่อ ไม่ใช่ไปสั่งตำรวจพาตัวนายราเกซหลบสื่อ

 

Tags : นายราเกซ สักเสนา ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ บีบีซี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ราเกซมันก็อ้างเหมือน วัฒนา ทักษิณ กำนันเป๊าะ และนักการเมืองกลุ่ม 16 และอดีตนายกพรรคชาติไทย น่ะแหละ ว่าตนเองเป็นคนบริสุทธ์เพราะศาลฏีกายังติดสินไม่เสร็จ หนีเสวยสุขแคนาดา 13 ปีจนศาลสูงสุดแคนาดาไม่รับฟ้องแล้ว ตอนนี้มาอ้างตนเองบริสุทธ์สู้คดีในศาลไทยต่อ ..เหมือนคดีเศรษฐีโทรคมนาคม ดาวเทียาม มีเส้นแอบ ฉก ฟังข้อมูล วงใน ที่นายโภคินแอบคาบความลับเรื่องรัฐบาลชวลิตจะลดค่าเงินบาทไปบอกแก่ทักษิณให้เอาตัวรอดเก็งถูกอยู่คนเดียว ซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ตุนดอลล่าห์ จนรวยเละ มีเงินมาซื้ออำนาจทำเผด็จการรัฐสภา เอาเสียงส่วนใหญ่แก้กฎหมายขายสิ่งที่คนต้องผูกขาดกินใช้ ทำลายความมั่นคงชาติฉกเงินเข้ากระเป๋า แต่ คนอื่นเจ๊งหมด บางคนฆ่าตัวตาย หรือไปเปิดท้ายขายของ ...ที่กว่าศาลจะใช้เวลาตัดสินคดีก็ตั้ง 11 ปี..ไม่เห็นด้วย คนชั่ว ฉก ฉวย ภาษีประชาชนเรียกร้อง ว่าต้องเอาคดีเข้ากระบวนการศาลยุติธรรมเป็นเวลา 10 กว่าปี ให้ศาลครบ 3 ศาล ต้น อุทธรณ์ ฎีกาตัดสินให้ถึงที่สุด คนชั่วยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปเรื่อยๆ เหลือเงินที่โกงมาให้ยึดแค่บาทเดียว เตะถ่วงให้คดีหมดอายุความ เหมือนนายปิ่น จักล้มบนฟูก หนีอังกฤษจนหมดอายความ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement