การประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 15
และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ครั้งที่ 4 หรือการประชุมอาเซียน+6 กับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีผลที่ได้จากการประชุมดังนี้}
1. การเสริมสร้างความเชื่อมโยงของภูมิภาค (enhancing connectivity)
• อาเซียนเห็นชอบให้จัดตั้ง (1) คณะทำงานระดับสูงเพื่อพัฒนาแผนแม่บทของอาเซียนเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมโยงด้านต่างๆ ภายในภูมิภาค และ (2) กองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน/เครือข่ายการคมนาคมขนส่ง
• จีนได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ ในกองทุนเพื่อความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างอาเซียน-จีน (China-ASEAN Fund on Investment Cooperation) และให้สินเชื่อภายใต้โครงการสินเชื่อทางพาณิชย์และเงินกู้ยืม จำนวน 15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายปริมาณการค้า การลงทุน และการไปมาหาสู่กันในระดับประชาชน
• คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UN-ESCAP) คาดการณ์ว่า การสร้างความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมของภูมิภาค โดยเฉพาะส่วนที่ยังไม่เชื่อมต่อกัน (missing links) จะต้องใช้เงินประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์
2. การสร้างเสริมบทบาทและศักยภาพของประชาชน (Empowering Peoples)
การบูรณาการทางเศรษฐกิจ
• อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงว่าด้วยการจัดทำเขตการค้าเสรีกับทั้ง 6 ประเทศคู่เจรจาที่เข้าร่วมในการประชุม สุดยอดเอเชียตะวันออก (อาเซียน+6) ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และจะดำเนินการควบคู่กันไปในการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area) และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านในเอเชียตะวันออก (Comprehensive Economic Partnership in East Asia) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขนาดเศรษฐกิจรวมกันมีมูลค่า 14.1 ล้านล้านดอลลาร์ มีประชากรรวมกันกว่า 3,300 ล้านคน และมีเงินสำรองระหว่างประเทศรวมกันกว่า 39,000 ล้านดอลลาร์
การแก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลก
• ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียประเมินว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกจะมีรูปทรงตัว “วี” (V-shape recovery ซึ่งหมายถึงการที่เศรษฐกิจตกลงต่ำสุดเพียงระยะเวลาไม่นาน จากนั้น จะเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว) โดยมีประเทศในเอเชียเป็นปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัว โดยมีตัวเลขประมาณการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.9 (2552) ในปีนี้ และ 6.4 ในปีหน้า (2553)
• ประเทศอาเซียน+3 จะร่วมกันทำให้กองทุนพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralization - CMIM ซึ่งจะเป็นกลไกที่ประเทศในภูมิภาคจะให้ความช่วยเหลือกันเองในกรณีที่ประเทศหนึ่งประเทศใดประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจากการสำรองอัตราแลกเปลี่ยน) ที่มีมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงปลายปี 2552
• จีนจะให้การสนับสนุนทางการเงิน จำนวน 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนากลไกการลงทุนและการให้หลักประกันด้านสินเชื่อภายใต้ข้อริเริ่มตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bonds Market Initiative - ABMI ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือนักลงทุนในภูมิภาคในการระดมทุน/ใช้เงินตราต่างประเทศสำรองที่ประเทศในเอเชียมีอยู่เป็นจำนวนมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชีย)
การแก้ไขปัญหาโลกร้อน/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• เกาหลีใต้จะให้การสนับสนุนทางการเงิน จำนวน 100 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ข้อริเริ่มว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนของเอเชียตะวันออกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน (East Asia Climate Partnership Initiative)
การจัดการกับปัญหาภัยพิบัติ
• ญี่ปุ่นประกาศให้เงินสมทบเพิ่มเติมจำนวน 13 ล้านดอลลาร์ แก่กองทุนอาเซียน-ญี่ปุ่นว่าด้วยการบูรณาการ (Japan-ASEAN Integration Fund) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน
การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเยือนในระดับประชาชน
• จีนได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 ดอลลาร์ แก่มูลนิธิอาเซียน เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเยือนในระดับประชาชน
ความมั่นคงด้านอาหาร
• ไทยจะจัดหาข้าวปริมาณ 620 ตัน แก่ฟิลิปปินส์ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติ
• จีนให้คำมั่นว่าจะสมทบข้าว จำนวน 300,000 ตัน ภายใต้โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asia Rice Reserve)
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
• จีนจะให้การฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศอาเซียน จำนวน 100 คน และจะส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างอาเซียนกับจีนเพิ่มเป็น 2 เท่า (200,000 คน) จากเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดไว้แล้วภายใต้ "โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา 100,000 คน ภายในปี 2563"
• เกาหลีใต้เสนอแนวคิดโครงการให้ทุนการศึกษา (Global Korea Scholarship Programme) และความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน-เกาหลีใต้ที่ให้การเรียนการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (ASEAN-ROK Cyber University)
• ญี่ปุ่นจะระดมทุน จำนวน 90,000 ล้านดอลลาร์ จากกองทุนอาเซียน-ญี่ปุ่นว่าด้วยการบูรณาการ JAIF เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบป้องกันภัยพิบัติและระบบตอบสนองต่อภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน (emergency response) โดยเฉพาะในแง่มุมที่เกี่ยวการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติการเงินและการให้การฝึกอบรมภาษาญี่ปุ่นแก่พยาบาล
โรคระบาด
• ญี่ปุ่นสนับสนุนวัคซีนต้านไวรัสจำนวน 500,000 ชุด และอุปกรณ์ป้องกันไข้หวัดนกสำหรับเจ้าหน้าที่ จำนวน 350,000 ชุด
การลดช่องว่างการพัฒนา
• เกาหลีใต้ยืนยันคำมั่นที่จะให้เงินสนับสนุนแก่อาเซียน จำนวน 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration) ระหว่างปี 2551-2555 และอีก 5 ล้านดอลลาร์ สำหรับการดำเนินโครงการภายใต้ข้อริเริ่มฯ ระหว่างปี 2556-2560
• อินเดียจะสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 50 ล้านดอลลาร์ แก่กองทุนความร่วมมืออาเซียน - อินเดีย และกองทุนเพื่อการพัฒนาอาเซียน
