กระบวนการอำนาจรัฐและตลาดเป็นบริบทสำคัญของ"เสรีนิยมใหม่"ที่เข้าไปปรับโครงสร้างชนบทไทย ผู้คนอยู่อย่างไร้ตัวตน เสี่ยงและไร้อำนาจควบคุมชีวิต
ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวปาฐกถา 60 ปีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง "การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น" โดยเกริ่นนำงานวิทยานิพนธ์ของเขาปี 2524ว่า การเปลี่ยนแปลงชนบทในกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม สังคมชนบทมีการเปลี่ยนแปลงในขณะนั้น โดยชาวนาที่ทำนาเช่า เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ภาพที่เห็นเจ้าของนามีการตวงข้าวกัน มีการแชร์ครึ่งกัน ชาวนาได้ผนวกเข้ากับระบบการผลิตแบบทุนนิยม และต่อมาหลังการทำนามีการปลุกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ถั่วเหลืองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งปลูกหอมหัวใหญ่ ระบบการผลิตไม่ได้เป็นแบบทุนนิยมเสียทั้งหมด เช่นกันกรณีใช้น้ำทำนาด้านหนึ่งชาวนาใช้น้ำจากการทำหมืองฝายและด้านหนึ่งตอกน้ำบาดาลใส่น้ำทำนา
ดร.อานันท์ กล่าวว่าเมื่อไปศึกษาชนบท พบว่ามีการเชื่อมโยงกับอำนาจภายนอกมาก ที่มีทั้งรัฐและระบบตลาด เช่นมีการนำวัว ควายไปขายในตลาด การทำเหมืองฝาย มีการใช้น้ำในนาถึง 3 หมื่นไร่ มีความแตกต่าง การกระจายตัวและเหลื่อมล้ำในชุมชนอย่างมหาศาล โดยบางคนไม่มีข้าวในนาจนต้องรับจ้าง มีความขัดแย้งกันมาก คนจำนวนมากไม่มีพื้นที่ทำนา คนที่มีนาก็ให้เช่าจำนวนมาก และมีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น
โดยสรุปในปี2523-2524 กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคพัฒนาแบบทุนนิยม มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนบท(Agrarian Tranformation) เน้นมุมมองเฉพาะด้านการผลิต ที่ดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยม เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงในท้องถิ่น และมีความสัมพันธ์กับรัฐและทุน มีการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมต่างๆระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถในการเข้าถึงทุนแตกต่างกัน จนนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.อานันท์ กล่าวว่า แต่เมื่อมีพลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างชนบทในปัจจุบัน เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือเสรีนิยมใหม่ จะเห็นการทำงานของกลไกตลาดเสรีที่ไร้พรมแดน ในยุคหลังการพัฒนา( post-Development) หากไม่นำการรื้อปรับโครงสร้างชนบท(Rural restructuring) ก็จะไม่เข้าใจการปรับตัวของโครงสร้างชนบท ดูเสมือนว่ามีกลไกทำงานได้ด้วยตัวเองของระบบทุนนิยม แต่เมื่อมองการทำงานตามกลไกตลาด มองเฉพาะการผลิต"อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมอง"การบริโภค"ที่มีหลายอย่าง ซึ่งในวิชาสังคมวิทยา ต้องเข้าใจถึงกระบวนการ การบริโภค ความหมาย ความรู้ อุดมการณ์ เข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้ได้ภาพกระจ่างชัด
"มองชนบทว่ามีการโดดเดียวไม่ได้ เพราะมีความเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เป็น Community chain มีการค้าชายแดน ข้ามพรมแดน เป็นภาพปรากฏที่มองเห็นกัน ทำเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีการซื้อน้ำกลับมา"
ในงานวิทยานิพนธ์ วาทกรรมการพัฒนา:กรณีศึกษาปลาบึก เมื่อเปิดเสรีทางการค้ากับจีนเข้ามามีการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ฝ่ายกระแสกลุ่มอนุรักษ์ ได้ใช้วาทกรรมต่อสู้ให้หยุดล่าปลาบึกที่ว่ากระบวนการพัฒนาให้คนในท้องถิ่นที่จับปลาบึกมาก่อนให้หยุดจับปลาบึก โดยพยายามกีดกันคนท้องถิ่นออกจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระแสอนุรักษ์ได้ใช้ความรู้ วาทกรรมในการครอบงำคนท้องถิ่น ต้องยึดความรู้การพัฒนาจากภายนอก
แต่ชาวบ้านได้ดำเนินการต่อรองช่วงชิงในการร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ความรู้ วาทกรรม ตอบโต้สู้กับอำนาจกระแสพัฒนาที่มาจากภายนอก ที่กระแสอนุรักษ์พยายามกีดกันไม่ให้จับปลาปึก เพื่อคนท้องถิ่นต้องการเข้าไปจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้
ความหมายตรงนี้ ดร.อานันท์ ตั้งคำถามว่า ตลาดเสรีทำงานได้เองจริงหรือ? จึงต้องมองด้านภาพที่ปรากฏและด้านที่มองไม่เห็น ทั้งบทบาทของภาครัฐ และวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการเชิงซ้อน ทั้งการขายสินค้า และการบริโภค และความหมาย ทำงานผ่านวาทกรรมการพัฒนา และการครอบงำความรู้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงบริบทสำคัญของ"เสรีนิยมใหม่"ที่มาจากธนาคารโลกเป็นปัจจัยหลัก ในการจัดสรรทรัพยากร ที่ดิน และสภาพแวดล้อม ว่ามีการพลิกผันเปลี่ยนแปลง อาทิการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นปัจเจกชน การออกเอกสารสิทธิ การเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า โดยการส่งเสริมการขยายตัวของพืชพาณิชย์ เช่น การปลูกยาง ปาล์มน้ำมัน เมื่อมีการปลูกพืชพาณิชย์ ก็เป็นการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า หมายความว่าทำให้มูลค่าที่ดินมีค่ามากขึ้น อย่างกรณีน้ำก็เช่นกัน ถ้ามีการสร้างเขื่อน เมื่อเกิดพลังงาน น้ำก็มีมูลค่าเปลี่ยนไป
ในพื้นที่ชายขอบชนบทภาคเหนือได้มีการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ โดยการเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น รัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจากพื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งเสริมให้มีการปลูกยาง ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน
ดร.อานันท์ กล่าวว่ารัฐได้ขยายพื้นที่เข้าไปในอนุรักษ์ และออกกฎหมายมาบังคับ มีการครอบงำทางความรู้ และบอกชาวบ้านว่าการทำไร่เกษตรมันล้าหลังทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปลูกยางพาราจะดีกว่าการปลูกพืชไร่ ตรงนี้ได้ถามชาวบ้าน เขาตอบว่าถ้าปลูกข้าวจะถูกจับในป่าอุทยานแห่งชาติ ถ้าปลูกยาง สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งการปลูกยางพารามีความซับซ้อนแฝงอยู่ โดยถ้าปลูกยางนั่นหมายความว่าทันสมัย แต่ถ้าปลูกข้าว หมายถึงล้าหลัง ชาวบ้านได้ต่อรองหันไปปลูกยาง เพื่อให้ได้ใช้พื้นที่ป่าทำไร่ข้าว ซึ่งถูกรัฐห้ามไว้ โดยการปลูกยางพารา เพื่อไม่ให้ถูกจับ
เช่นเดียวกับการปลูกยางในภาคอีสาน ที่บ้านกุดชุม รัฐมีนโยบายให้ปลูกยางพารา แต่ต่อมามีการลดการปลูกยาง หันกลับไปส่งเสริมการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชทดแทนพลังงาน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด
และกรณีเขื่อนปากมูล รัฐได้เข้าไปสร้างเขื่อนได้มีการเปลี่ยนทรัพยากรทุน จนมีการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมกันขึ้น จนรัฐขยายอำนาจเข้าไปควบคุมทรัพยากร แล้วเข้ามาเปลี่ยนเป็นทุนของตัวเอง
"กระบวนการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)ได้ยอกย้อน จากการปลูกยางที่ภาคเหนือ และอีสานได้มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา โดยรัฐมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รองรับการขยายตัวของตลาด"ดร.อานันท์ กล่าว
ดร.อานันท์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างในการเข้าถึงทรัพยากร ซับซ้อนและยอกย้อน ที่เป็นปัญหามองไม่เห็น ที่บทบาทของรัฐในเชิงนโยบาย โดยการครอบงำความรู้ กระบวนการยอกย้อนไปมาของการขยายอำนาจรัฐ เหนือทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด การกีดกันและการช่วงชิงทรัพยากรอย่างเข้มข้นและรุนแรง จนทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ความไม่มั่นคงและความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์
การปรับโครงสร้างชนบทมีคำถามว่า ชาวนาถูกผลักออกจากภาคเกษตรหมดแล้วจริงหรือ ? โดยที่การช่วงชิง และการกีดกันการเข้าถึงที่ดินเกษตร มีกระบวนการเบียดขับออกจากการเป็นชาวนา เพราะจากปรากฏการณ์ขายที่นากันจำนวนมาก ที่นากลายเป็นของนายทุนต่างชาติ การใช้พื้นที่เกษตรกรรมซับซ้อนมากขึ้น พื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของตลาดหรือ"กลไกเชิงสถาบัน" อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่อำนาจภายนอก เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ และการตลาดโลก
ดร.อานันท์ กล่าวหลายพื้นที่ในชนบท มีการจ้างงานคนชนบทถูกผนวกเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดโลก อุตสาหกรรมขนาดเล็กขยายตัวเข้ามาในชนบท แรงงานออกไปรับจ้างนอกภาคเกษตร มีการรับงานมาทำที่บ้านมีการเหมาช่วง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร บางหมู่บ้านมีแรงงานออกจากภาคเกษตร ชุมชนชนบทกลายเป็นหอพักไปแล้ว
"ภาพปรากฏ การปรับโครงสร้างชนบทไม่ได้มองอย่างกรอบคิดคู่ตรงข้ามที่ชาวนาต้องล้มละลายจากภาคเกษตร เพราะในชนบทมีการระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ที่ชาวนาทำการผลิตมีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์อยู่ แต่เป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ดินเป็นสถานที่ปลูกพืชอุตสากรรมการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทต่างชาติ แต่คนชนบทต้องทำงานในโรงงาน แรงงานได้กลายเป็นสินค้า คนงานที่อยู่ในโรงงาน ถูกครอบงำความคิด กลายเป็นค่าจ้างในโรงงาน เมื่อให้ทำงานเพิ่มแล้วบอกว่ามีค่าจ้างเงินขยัน แรงงานคนชนบทได้กลายเป็นทาสของค่าจ้าง"
ดร.อานันท์ กล่าวว่า เป็นปัญหาที่มองไม่เห็น ที่มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา มองแบบเหมารวมไม่ได้ โดยแรงงานเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นชาวนาใหม่(Re-Peasantization)ได้ หรือมีความสัมพันธ์อยู่กับโลกาภิวัตน์ หรือหันกลับมาปลูกพืชตามบงการของตลาดโลก ทำอุตสาหกรรมอาหาร แต่ชีวิตคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่าง"ไร้ตัวตน" ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ที่ไร้กำกับการควบคุม มีชีวิตเสี่ยง ที่เป็นคนงานอยู่บนที่ดินของตน
"โครงสร้างชีวิตในชนบท แฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร ไร้กลไกควบคุมตลาด การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)มีการสูญเสียสูง(High Lost)ไร้ตัวตน ไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"
ดร.อานันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นโชคดีที่ได้มองทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีความสัมพันธ์กัน ได้เห็นชาวบ้านมีการเรียกร้องซึ่งเป็น"จุดตัด"สำคัญ พยายามกดดันให้เกิดกลไกสถาบันใหม่ๆเคลื่อนไหวต่อรองกับอำนาจรัฐและไม่ให้ตลาดทำงานฝ่ายเดียว เช่นให้มีป่าชุมชน โฉนดชุมขน เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงทุน มีการต่อรองที่มี"ตัวตนและอัตลักษณ์"ในการจัดสรรทรัพยากรเอง นอกจากรัฐและตลาด ที่เป็นตัวกำกับและผู้กระทำฝ่ายเดียว
Tags : ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ อาจารย์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.เชียงใหม่ • การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น

ความคิดเห็นที่ 11
เทพ , 13 กรกฎาคม 2553 10:19
ผมทำธุรกิจส่วนตัว แล้วมีปัญหาธุรกิจหลายปีติดต่อกันมา จนคิดจะเลิกกิจการ แต่ผมรู้สึกไม่ดี เพราะเป็นธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้าน พอดีเพื่อนผมเขาเคยใช้บริการ ศูนย์ช่วย องค์กร/บริษัท ที่มีปัญหาธุรกิจอย่างมาก
(WRESEARCH) เขาแนะนำให้ผมลองไปปรึกษาดู ผมก็ลองไปใช้บริการใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นมาก ผมเลยมาโพสท์ข้อมูลโครงการนี้ให้เพื่อนๆที่ทำธุรกิจดู เพื่อเป็นประโยชน์
.
.
WR ศูนย์ช่วย องค์กร/บริษัท
ที่มีปัญหาธุรกิจอย่างมาก (ซึ่งต้องแก้ไขโดยทันที)
(รับให้คำปรึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ กรณีสอบถามขอคำแนะนำ)
ศูนย์นี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือ บริษัท/องค์กร(หรือบุคคล) ขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ที่มีปัญหาธุรกิจอย่างมาก (ซึ่งต้องแก้ไขโดยทันที) เช่น
- ยอดขายตกต่ำอย่างรุนแรง
- หนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- เงินสดใน องค์กร/บริษัท ลดลงอย่างมาก
- องค์กร/บริษัท ถูกคู่แข่งตีอย่างรุนแรง
- องค์กร/บริษัท มีสภาวะใกล้ล้มละลาย
- อื่นๆ
ค่าใช้จ่ายในการปรึกษาวางแผน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
- ค่าปรึกษาและวางแผนแก้ปัญหา ชำระตอนเริ่มต้นงาน (ขั้นต่ำ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) คิดที่ 0.3% จากขนาดบริษัท เช่น บริษัทมียอดขาย 10,000,000 *0.3% = 30,000 บาท
(ขนาดบริษัท เวลาคิด คิดจากยอดขาย หรือ สินทรัพย์บริษัท ตัวไหนมากกว่าใช้ตัวนั้น )
-ค่าความสำเร็จของการแก้ปัญหา(แล้วแต่ตกลงกัน) ในการทำงานจริงงานบางอย่างทางศูนย์จะเข้าไปช่วยดำเนินการด้วย
ถ้าท่านไม่อยากให้องค์/บริษัท ของท่านต้องปิดกิจการลง โปรดให้เราเป็นที่ปรึกษาของท่าน
เราได้รับการยอมรับว่าเป็น ที่ปรึกษาการแก้ปัญหาธุรกิจ(อย่างมาก) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ติดต่อที่
Email : paputking@yahoo.com
เบอร์โทร 089 - 1690911 , 086-3329288
www.wresearch.org/company-crisis.htm
W RESEARCH เราเปิดให้บริการมานานเกือบ 10ปี (บริการดี - ราคาไม่แพง - เชื่อถือได้)
เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้าน การตลาด-การเงิน-การลงทุน-ปัญหาหนี้สิน
ความคิดเห็นที่ 10
manop , 27 กันยายน 2552 21:09
เรื่องเก่าๆ เล่ากันมาไม่รู้กี่สิบปี พูดกี่ทีกี่ทีก็ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากคำพูดเท่ๆ ของนักวิชาการที่พูดอกไปแล้วถามว่า แล้วไง (so what) จึงไม่แปลกที่คนอ่านคนฟังแล้วไม่รู้เรื่อง อยู่หอคอยงาช้าง ชอบวาทกรรมและวาทศิลป์มากกว่าช่วยเสนออะไรดีๆ ที่แก้ปัญาสังคมไทยให้ดีกว่านี้
ความคิดเห็นที่ 9
สุธน หิญ , 26 กันยายน 2552 22:16
Stiglitz สนับสนุนแนวคิดแก้ความยากจนของเฮนรี จอร์จ
Stiglitz เป็นนักเศรษฐศาสตร์หนึ่งในสามท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ใน ค.ศ.2001
ในปี 1999 เขาถูกปลดจากตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกหลังจากที่เขาเริ่มพูดเกี่ยวกับข้อกังวลของเขา
Greg Palast นักเขียนของ The Observer ที่ลอนดอนได้ถามเขาในการสัมภาษณ์ปี 2001 ว่าตอนนั้นเขาคิดจะช่วยประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร
Stiglitz ตอบว่าเขาเสนอให้ปฏิรูปที่ดินอย่างถึงรากฐาน (radical) และโจมตีที่หัวใจของลัทธิเจ้าที่ดิน รวมทั้งการที่กลุ่มคณาธิปไตยที่ดินทั่วโลกคิดค่าเช่าแพงเกินไป
เมื่อถูกถามว่าทำไมธนาคารโลกจึงไม่ทำตามที่เขาแนะนำ Stiglitz ตอบว่า ถ้าคุณท้าทายมัน (กรรมสิทธิ์ที่ดิน) จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจของอภิชน (elites) นั่นมิใช่วาระเร่งด่วนของธนาคารโลก
(จาก http://www.earthrights.net/docs/schumacher.html#10 )
และจากบทสัมภาษณ์ชื่อเรื่อง Joseph E. Stiglitz: October 2002 Interview (http://www.wealthandwant.com/docs/Stiglitz_Oct02_interview.htm ) ซึ่งเริ่มต้นเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน เขาตอบว่า
ความคิดหลักที่สำคัญของเฮนรี จอร์จคือการเก็บภาษีที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ สมัยนั้นผู้คนจะคิดว่า ไม่น่ารวมทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ แต่ส่วนสำคัญในความคิดของจอร์จคือค่าเช่าของสิ่งที่ไม่มีความยืดหยุ่นในอุปทาน ซึ่งก็คือ ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
และการถือเอาค่าเช่าที่ดินและค่าการนำทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้ เป็นฐานภาษี เป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าคิดว่ามีเหตุผลที่ดีมากทีเดียว เพราะมันเป็นแหล่งที่มาของรายได้และเศรษฐทรัพย์ที่ไม่มีผลบิดเบือน
อีกตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า ปัญหาคือ "จะดีกว่าไหมถ้าเราเก็บภาษีมากขึ้นจากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และหารายได้มากขึ้นจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และข้าพเจ้าจะรวมบรรยากาศและคลื่นความถี่เข้าไว้ด้วย"
และเก็บภาษีน้อยลงจากรายได้และการออม และข้าพเจ้าจะกล่าวว่า "เห็นด้วย" และข้าพเจ้าคิดว่านักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจะเห็นด้วย
และอีกตอนหนึ่งคือ ทุกวันนี้มีความเห็นกันว่าเราควรจะเก็บภาษี environmental bads เช่น ภาวะมลพิษและสิ่งที่คล้ายกัน และเปลี่ยนจากการเก็บภาษีสิ่งดี ๆ เช่น แรงงาน [กาย, สมอง - ผู้แปล] .
ดังนั้น ประเด็นโตัแย้งคือ ทำไมจึงเก็บภาษีจากสิ่งที่มีส่วนช่วยสังคม ?
บทความเรื่องข้อคิดจาก Stiglitz โดย อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552 (http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q3/2009august27p4.htm ) บอกว่า Stiglitz จัดอยู่ในกลุ่มความคิดที่เรียกว่าเกือบซ้ายสุดในทางเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา กล่าวคือฝ่ายซ้ายเชื่อในการแทรกแซงของภาครัฐในการทำงานของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
(ขวาสุดก็คือปรมาจารย์รางวัลโนเบิล Milton Friedman ผู้ล่วงลับไปแล้ว)
แล้วลองดูเรื่องที่สองท่าน ขวาสุดกับเกือบซ้ายสุดนี้ มีความเห็นสอดคล้องกันบ้าง
Milton Friedman (1912-2006): ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า ภาษีที่เลวน้อยที่สุดคือภาษีทรัพย์สินที่คิดจากมูลค่าที่ดินโดยไม่รวมสิ่งปรับปรุง อันเป็นประเด็นโต้แย้งของเฮนรี จอร์จเมื่อหลาย ๆ ปีมาแล้ว
Joseph Stiglitz (1943- ): มิใช่เพียงเฮนรี จอร์จถูกต้องที่ว่าภาษีจากที่ดินไม่มีผลบิดเบือน แต่ในสังคมเสมอภาคที่เราสามารถเลือกจำนวนประชากรที่เหมาะที่สุด ภาษีจากที่ดินยังจะให้รายได้เพียงพอสำหรับระดับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล (ที่เลือกว่าเหมาะที่สุด - optimally chosen) อีกด้วย
(จาก วาทะของนักคิดเรื่องที่ดินและการกระจายรายได้ http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=182&c=1 ).
สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com
ความคิดเห็นที่ 8
สุธน หิญ , 26 กันยายน 2552 08:05
ค่อย ๆ เพิ่มภาษีที่ดิน ค่อย ๆ ลดภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้าสินค้าและบริการ เป็นวิธีดีที่สุด
ตลอดเวลามานานแล้ว ระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมของแทบทุกรัฐในโลกกำลังเบียดเบียนผู้ลงแรงลงทุนทั้งหลาย
ที่สาหัสคือคนจน
ผู้ได้ประโยชน์คือเจ้าของที่ดิน และทำให้มีการเก็งกำไรสะสมที่ดิน ซึ่งซ้ำเติมให้การเบียดเบียนรุนแรงทับทวี
ราคา-ค่าเช่าที่ดินแพงเกินจริง ทำให้ผลตอบแทนต่อแรงงานและทุนต่ำเกินจริง
เมื่อรวมกับการสะสมที่ดินไว้โดยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ก็ทำให้แรงงานและทุนพลอยไม่ค่อยมีงานทำไปด้วย
ผลผลิตและความเจริญของชาติต่ำกว่าที่ควร ค่าแรงยิ่งต่ำ
อีกทั้งการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ผสมกับสาเหตุทางการเงิน ยังก่อวัฏจักรเศรษฐกิจที่เหวี่ยงตัวรุนแรง
เกิดความเสียหายใหญ่หลวงดังเช่นปี 2552 นี้ในสหรัฐฯ และลามไปทั่วโลก
ภาษีเงินได้และภาษีกำไรยิ่งไปลดรายได้
ภาษีการผลิตการค้าทำให้ของแพง
คนจนยิ่งเดือดร้อน อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อนายทุนผู้จ้าง นายทุนเงิน * ้ และผู้หลอกลวงโดยง่าย
โปรดดู ป้องกันการเกิดวัฏจักรฟองสบู่ขนาดใหญ่และความยากจน
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=arunee&topic=1972
ขอบคุณครับ
สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com/
ความคิดเห็นที่ 7
:) , 25 กันยายน 2552 10:51
แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 6
มรรค๘ , 24 กันยายน 2552 20:52
เวลานี้มีการเอะอะโวยวายกันว่า ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินทำเกษตรกรรมสมัยใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยี่ ชาวนาชาวไร่พากันขายที่ดิน เพราะทำไปก็ขาดทุน เหมือนร้านโชวห่วย ที่ถูกระบบโมเดินเทรดของต่างชาติเข้ามาแย่งตลาด จนพวกร้านโชวห่วยค่อยๆตายไป เหมือนชาวนาชาวไร่ ทั้งนี้เพราะนโยบายรัฐ เป็นตัวกำหนดให้ต่างชาติมาลงทุนได้ แทนที่รัฐจะลงไปช่วยเสียเอง เหมือนประเทศจีน วันหลังเราต้องซื้อพืชไร่จากประเทศเพื่อนบ้านมากินแทน เพราะราคาของเขาถูกกว่าของเราด้วย จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ติดตามดูกันต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 5
คนจนๆทั่วไป , 24 กันยายน 2552 15:22
ขอขอบคุณ สำหรับ ปฐกถาดีๆ ของอาจารย์ครับ อำนาจรัฐได้เข้าไปแทรกแซงครอบงำวิถีชีวิต คนชนบทมากขึ้นผ่านทาง องค์กรอำนาจใหม่ ที่ชื่อว่า อบต. ซึ่ง * อบต.เนี่ยแหละเป็นองค์กรท้องถิ่นที่กระหน่ำซ้ำเติมคนชนบทได้อย่างแยบยล เช่น บ้านผมเป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ที่ จ.ลพบุรี สมัยผมเป็นเด็กๆผมเคยจับปลาได้ในบึง สาธารณะ แต่เมื่อมี อบต.ใครจะจับปลาได้ต้องรอให้ถึงวันที่ อบต.อนุญาติให้จับ และต้องเสียเงินค่าบัตรจับปลา เพื่อนำเงินให้ อบต.ไว้พัฒนาท้องถิ่น ทำให้เกิดความหมายใหม่ในคนในชนบทว่า การเข้าถึงอำนาจ(ท้องถิ่น)ก็หมายถึงการได้เข้าถึงการบริหารจัดการ หรือ ต่อรอง ทรัพยากรได้ จึงไม่แปลกที่เห็นคนห้ำหั่นกันถึงชีวิตเพื่อที่จะยื้อแย่งอำนาจการจัดการในท้องถิ่น ในส่วนคนจนที่ไม่สามารถเข้าสู่การแข่งขันได้ ก็ต้องหาวิธีเข้าไปอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ ของผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เพราะเป็นฉนี้ ไม่ว่าผู้มีอำนาจในท้องถิ่นจะนำพาเขาไปทางไหน เขาก็จำเป็นต้องไปทางนั้น อะไรว่าดีก็ว่าตามกัน คนจนจึงถูกครอบงำและชี้นำไปในทางที่ผิดได้ง่ายซึ่งเขาก็ไม่มีทางเลือก ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง อยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฉนั้นเราน่าจะมองมิติทางการเมืองที่กำลังสำแดงอำนาจอยู่ในขณะนี้ด้วย
ความคิดเห็นที่ 4
choayo , 24 กันยายน 2552 13:51
โอโห
นี่ขนาดอาจารย์ ทางด้าน สังคม และมนุษย์ น่ะเนี่ย.....สังคมเรานี่ น่ากลัวจริงๆ
น่ากลัวเรื่อง ความไม่เข้าใจ ขนาดใหญ่
และการสื่อสารแบบไม่คำนึงถึงคุณภาพของ ผู้รับฟัง
หรือแม้แต่ การไม่สื่อสาร การไม่บรรลุถึงการสื่อสาร....คือความเข้าใจ
เฮ้อ!
ความคิดเห็นที่ 3
choayo , 24 กันยายน 2552 13:48
มิน่า ประชาชนถึงไม่เข้าใจอะไรสักที เวลาที่นักวิชาการท่านทั้งหลายเหล่านี้ บรรยาย
สงสัยอีกไม่นาน คงต้องมี ล่ามแปลภาษามนุษย์ ประชาชนคนเดินถนน จะได้เข้าใจแบบถูกต้องและง่ายๆ ซะที
มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอก แต่บางที คนที่มีการศึกษา และโอกาส หรือผู้ที่อยู่ในฐานะชี้นำความคิดในทางที่ดี ที่ถูกที่ควร ก็ควรมีศิลปะ ในการสื่อสาร ความคิด ที่เป็นที่เข้าใจ ซะบ้าง ก็น่าจะดี มิใช่หรือ
ความคิดเห็นที่ 2
เห็นใจคนจนบ้าง , 24 กันยายน 2552 08:49
รัฐบาลน่าจะหาทางช่วยชนบทให้หลุดพ้นจากนายทุน และหนี้นอกระบบครอบงำเสียที
ความคิดเห็นที่ 1
ใครทำ , 24 กันยายน 2552 08:03
ไม่ต้องไปไกลถึงชนบทอันกว้างใหญ่นะท่านอาจารย์ ชีวิตคนเมืองหลวงก็ตกอยู่ภายใต้ระบบบริหารจราจรที่งี่เง่า จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)มีการสูญเสียสูง(High Lost)ไร้ตัวตน ไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"