กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 19 กันยายน 2552 06:34

3 ปีแห่งการรัฐประหาร ไฟชนวนระเบิดยังไม่ดับ

สลายกลุ่มชุมนุมพันธมิตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

ครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ประเทศไทยยังตกอยู่ในภาวะอึมครึมทางการเมือง

ความวุ่นวายทางการเมืองยังไม่มีสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าจะยุติลงเมื่อใด ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำนักข่าวเอพี ได้รายงานว่า การรัฐประหารโค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้น ได้สร้างความปลอดโปร่งโล่งใจแก่คนไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยที่ออกไปชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้อดีตนายกรัฐมนตรีไทยลาออกจากตำแหน่ง ในฐานะที่ใช้อำนาจในทางมิชอบและจาบจ้วงเบื้องสูง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศผ่อนคลายทางการเมืองก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการที่ไม่เป็นที่ยอมรับ และมีการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคพวกของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมามีอำนาจ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาประท้วงตามถนน และยึดทำเนียบรัฐบาล ตลอดจนยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง กระทั่งเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่จนบาดเจ็บล้มตาม ซึ่งความวุ่นวายเหล่านี้ ทำให้บรรดานักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติ หนีหายไปจากประเทศไทย ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย

สำนักข่าวเอพี ยังรายงานว่า ดูเหมือนไทยจะผูกติดอยู่กับวงจรการประท้วงไม่สิ้นสุด ทั้งจากกลุ่มผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะยังคงเนรเทศตัวเองอยู่นอกประเทศ แต่ก็ยังมีอำนาจปลุกเร้ากลุ่มผู้สนับสนุนให้ลุกฮือชุมนุมประท้วงได้ทุกเมื่อ เพียงแค่โทรศัพท์กริ๊งเดียวเท่านั้น

วันเสาร์ (19 ก.ย.) นี้ จะมีการชุมนุมของกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อรำลึกครบรอบ 3 ปีวันรัฐประหาร ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคงแก่รัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำให้มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้ามาป้องกันไม่ให้การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ลุกลามกลายเป็นจลาจลรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

"กลายเป็นว่าการทำรัฐประหารนั้นง่ายกว่าการบริหารการเมืองไทย และทำให้การเมืองไทยมีความซับซ้อนและมีเดิมพันสูงขึ้น" นายฐิตินันท์ พงษ์สิทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของไทย กล่าวว่า ทุกคนต่างยึดจุดยืนของตัวเอง และเราอาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหลายตำแหน่งภายในกองทัพ เห็นชนชั้นสูง นักเคลื่อนไหว และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยต้นทุนค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ

กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มหนึ่งคือชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ในกรุงเทพฯ รวมไปถึงนักกิจกรรมทางการเมือง และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกว่า อภิสิทธิ์ ถูกคุกคามจากนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้

ขณะที่กลุ่มนักกิจกรรมที่ต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งไม่พอใจการเข้ามาแทรกแซงการเมืองของทหาร และกลุ่มเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะ กลุ่มรากหญ้า ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรี และบ่อยครั้งที่กลุ่มนี้พยายามทำให้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เป็นปัญหาความขัดแย้งของชนชั้น พร้อมทั้งชี้ว่าคู่ต่อสู้เป็น "อำมาตยาธิปไตย"

สำนักข่าวเอพี ยังระบุว่า มีผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองไม่กี่คน ที่คาดการณ์ว่าการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในวันนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองของประเทศ แม้ว่าจะเพิ่มความวิตกกังวลให้แก่รัฐบาลก็ตาม โดยเห็นว่า การชุมนุมครั้งนี้จะจบลงโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ทั้งยังไม่มีแนวโน้มที่ทหารจะเข้ามาแทรกแซงการเมืองในระยะอันใกล้ หลังจากเคยทำรัฐประหารมาแล้วเมื่อปี 2549

"มีทางเลือกน้อยมากสำหรับประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลยังคงพยายามปิดหูปิดตาพวกเขา และแสร้งทำเป็นว่าสถานการณ์ต่างๆ เรียบร้อยดี เพราะรูปการณ์แบบนี้อาจก่อให้เกิดอันตราย และเป็นระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูง หากสถานการณ์สุกงอม" นายชาญวิทย์ กล่าว

ทูตสหรัฐชี้เสื้อแดงชุมนุม 19 ก.ย. นี้เป็นสิทธิที่ทำได้

ทูตสหรัฐ เชื่อเสื้อแดงชุมนุมอย่างสันติ ส่วนปัญหาบริเวณปราสาทพระวิหาร ถือเป็นเรื่องภายในระหว่างไทย-กัมพูชา สหรัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซง

นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-27 ก.ย. นี้ โดยใช้เวลาหารือประมาณหนึ่งชั่วโมง

นายอีริค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย. (วันนี้) ว่า สหรัฐเป็นมิตรกับประเทศไทย ส่วนการชุมนุมที่เกิดขึ้น ถือเป็นการแสดงออกที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ สามารถแสดงออกได้ และคิดว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะแสดงออกอย่างสันติ

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า ไม่ ส่วนการดูแลความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องภายในของไทย ทางสหรัฐฯคงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้การที่รัฐบาลไทยประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ถือเป็นเรื่องภายในที่สามารถดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือกับนายอภิสิทธิ์ ได้มีการสอบถามเกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา สหรัฐฯคงไม่เข้ามาแทรกแซง

ชทพ.ร้องผู้เกี่ยวข้องทำบทสรุป 3 ปียึดอำนาจ

โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา ร้องให้ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การทำรัฐประหาร ทำบทสรุป 3 ปียึดอำนาจประเทศได้หรือเสีย พร้อมแสดงความยินดีพรรคมาตุภูมิ ที่มีข่าวเทียบเชิญพล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าพรรค

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงว่าในวันที่ 19 ก.ย. นี้เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการยึดอำนาจ ตนจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ช่วยประเมินหรือทำบทสรุป ว่า 3 ปีจากการยึดอำนาจประเทศไทยได้หรือเสียอะไรไปบ้าง

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคมาตุภูมิ ส่งเทียบเชิญถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั้น ทางชทพ. ขอแสดงความยินดีด้วย โดยหากพรรคมาตุภูมิจะเปิดตัวพรรคในวันที่ 19 ก.ย.(วันนี้)

นายโคทม อารียา นักวิชาการด้านสันติภาพวิธี ระบุว่า 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจย่อมได้รับผลพวงมาจากการเมือง และสังคม ที่ยังมีความขัดแย้งอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาทั้งหมดหลายคนมองไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 18 ฉบับ และล่าสุดก็จะมาแก้กันอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

"เราควรที่จะให้ทุกฝ่ายมาเริ่มต้นพูดคุยกันก่อนว่าประเทศไทยควรจะเดินไปทางไหน ส่วนสุดท้ายจะลงที่การแก้รัฐธรรมนูญก็ค่อยว่ากัน และต้องพูดกันว่าแก้เพื่ออะไร จะแก้ตรงไหน ไม่ใช่ว่าจะแก้ก็แก้กันทันที โดยการเริ่มต้นพูดคุย" นายโคทม กล่าว และว่าส่วนตัวคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับการสร้างบ้าน ซึ่งก็ควรจะเป็นบ้านที่ให้ทุกคนพอจะอยู่ร่วมกันได้ตามสมควร ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ ที่สำคัญทุกคนควรที่จะยุติความคิดให้ทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้แล้ว

หมอวันชัย : ปฏิวัติไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า ผู้ขับเคลื่อนเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม มองการปฏิวัติรัฐประหารที่ส่งผลต่อสังคมไทยในวาระ 3 ปีแห่งการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ว่า

ประเด็นที่ 1 การรัฐประหารทำให้เกิดอุทาหรณ์ว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เพราะการปฏิวัติก็เป็นการใช้ความรุนแรงอย่างหนึ่ง นอกจากจะไม่เป็นทางออกของบ้านเมืองแล้ว ยังทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

ประเด็นที่ 2 การปฏิวัติรัฐประหารเป็นวิธีการที่ล้าสมัย แม้จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นผลพวงที่ทำให้มีกระบวนการประชาธิปไตยที่ก่อความแตกแยก โดยเฉพาะการทำประชามติที่ได้แบ่งประเทศไทยออกเป็น 2 สีทันที

ประเด็นที่ 3 มีหลายคนนำไปอ้างได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหลายในบ้านเมืองมาจากการปฏิวัติ และทำให้คนบางกลุ่มกลับมามีพลังขึ้นอีกครั้ง

ศ.นพ.วันชัย เห็นว่า ข้อดีของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มีเพียงข้อเดียว คือทำให้การเมืองภาคพลเมืองดูจะแข็งแรงขึ้น แต่ก็เป็นความแข็งแรงที่ยังไม่เหมาะควร เพราะภาคพลเมืองที่ลุกขึ้นมา ล้วนลุกขึ้นมาเพื่อทวงสิทธิและจัดชุมนุมประท้วงกัน

"ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีทำให้หลายๆ คนตื่นขึ้นมาและมองเห็นว่าการเมืองที่ดีต้องไม่ใช่ทั้งการรัฐประหารและการประท้วง แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องหันหน้ามานั่งพูดคุยกัน หรือที่เรียกว่าสานเสวนา สรุปก็คือการรัฐประหารมีแต่ผลเสียต่อประเทศชาติ น่าจะเป็นอุทาหรณ์กับใครที่ยังคิดจะปฏิวัติในอนาคต เพราะแม้จะทำสำเร็จ แต่ก็สร้างความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย"

"ฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของบ้านเมืองคือการสานเสวนา นำความขัดแย้งมาสู่โต๊ะเจรจา โดยต้องไม่ใช่การเอาแพ้เอาชนะกัน โจทย์ของบ้านเมืองต้องเปลี่ยนเป็นว่าเราจะมีประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาได้อย่างไร ไม่ใช่การจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ หากทำได้การเมืองก็จะเดินหน้า และจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน"

Tags : ครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ประเทศไทยยังตกอยู่ในภาวะอึมครึมทางการเมือง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9

เรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นค่านิยมของคน ไม่ว่าจะเอาคนไปอบรมหลักสูตรอะไร เป็นสิบ ๆ หลักสูตร ก็คงไม่สามารถทำให้คนที่มีค่านิยมของคนบางคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว กลับไปเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมได้ ไม่อย่างนั้นงานของเราก็คงง่าย แค่จับเอานักการเมืองทั้งหลายไปอบรมสัก 5 ปี แล้วก็ให้ประกาศนียบัตรรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประชาธิปไตย แล้วประเทศไทยจะได้มีนักประชาธิปไตยจำนวนมาก แต่สงสัยว่านักการเมืองของเราจะกระโดดร่มเสียมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 8

ความไม่ดีในวงการการเมืองไทยนั้นสะสมกับมานานแล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้ และคงจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย การคอร์รัปชั่นนั้นมีมานานแล้ว แต่ไม่มากเท่าปัจจุบัน ถ้าจำไม่ผิดรัฐบาลพลเอกชาติชาย ถูกตั้งสมญาว่า buffet cabinet ก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าคอร์รัปชั่นกันขนาดไหน แล้วในสมัยต่อ ๆ มาก็มีเรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นไม่หยุด แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ตอนที่คุณสุเทพ รองนายก ฯ คนปัจจุบันก็โดนไปแล้วเรื่อง สปก. แล้วก็กลับมาเป็นใหญ่ได้อีก มีข่าว สส.นั้นขายตัวกันคนละหลายสิบล้านบาทเพื่อแลกกับการลงมติในสภา สมัยคุณทักษิณ มีการซื้อขายสส.กันยกเข่ง เหมาพรรค ก็ไม่ใช่ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างอื่น ไปกว่าการได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ นักการเมืองคอร์รัปชั่นก้นขนาดหนัก แล้วหลายคนก็หนีไปต่างประเทศเมื่อจวนจะถูกลงโทษ หลังการปฏิวัติ มีประชาชนคนไหนที่เชื่อว่านักการเมืองจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ลองทำโพลล์ก็คงจะรู้ เรื่องการปฏิวัติเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองของเราในระยะสิบกว่าปีมานี้ และไม่ได้มีผลทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปนัก เพราะผู้ที่กุมอำนาจและต่อรองเรื่องอำนาจกันก็ยังเป็นพวกนักการเมืองเหมือนเดิม พยายามสืบทอดอำนาจทางการเมืองไปที่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงในพวกเดียวกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงก็คือราคาของการซื้อเสียงแพงขึ้น จากรองเท้าราคาถูก ๆ เป็นเงินหนึ่งพันบาท ซื้อกันยกตำบล ยกครอบครัว ซื้อกันอย่างเปิดเผย ส่วนราคาสส.ก็สูงขึ้น อย่างที่รู้กันอยู่ ใครอยากเป็นรมต. ก็หาเสียงสส.ให้พอด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็จะได้เป็นรมต. ใครทำงานเป็นหรือทำงานไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันไม่มีทางดับไฟได้ ตราบใดที่ไฟกิเลสตัณหายังมีอยู่ในกลุ่มนักการเมืองที่เข้ามาเป็นใหญ่โดยอ้างว่าต้องการทำประโยชยน์ให้ประชาชน แต่กลับไปทำประโยชน์ให้ตัวเองเสียมากกว่า แล้วก็ยังจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไม่ว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่มีปฏิวัติ

ความคิดเห็นที่ 7

คนไทยอย่างเราเรา ทำไมจึงยอมให้คนต่างชาติที่โอนสัญชาติมา ยุยงปลุกปั่นให้เราต้องแดกแยกกัน เพียงเพราะเขาไม่ได้ผลประโยชน์ที่เคยได้

ความคิดเห็นที่ 6

นักเลือกตั้งสมัยนี้ มีแต่เข้าไปยึดพรรคการเมือง สืบทอดตำแหน่งกัน ให้พ่อแม่ พี่น้อง ญาต เพื่อนพ้อง เข้าไปเพื่อยึดพรรคการ เอาพวกตัวเองไปเป็นใหญ่ในพรรค ใครไม่เห็นด้วยก็ไล่ออกจากพรรค พฤติกรรมแบบนี้เป็นกันทุกพรรค ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เกี่ยวกับว่ามีปฏิวัติหรือไม่มีปฏิว้ติ แล้วจะเป็นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะนักเลือกตั้งของเรามีแต่จะเข้ามาเอาตำแหน่งทั้งนั้น ไม่มีอุดมคติใด ๆ

ความคิดเห็นที่ 5

ความจริงสังคมไทยเปลี่ยนไปตั้งแต่ก่อนทักษิณเข้ามามีอำนาจด้วยซ้ำ สังคมไม่ได้เปลี่ยนเพราะการปฏิวัติ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สังคมไทยเปลี่ยนไปเมื่อนักเลือกตั้งของเรา เข้ามาในวงการการเมืองเพื่อให้ได้ตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อเอาสมบัติของประเทศไปแบ่งกัน แล้วในที่สุดสังคมไทยก็บอกว่าการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ก็ดูเหมือนไม่เห็นมีใครออกมาพูดว่าคอร์รัปชั่นควรเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ รวมทั้งพวกสื่อมวลชน นักวิชาการ พ่อค้า นักธุรกิจ ก็เห็นนิ่งเฉยกันอยู่ ก็แสดงว่าเห็นคล้อยตามนั้น มันแตกต่างกันกับสมัยทักษิณเข้ามามีอำนาจก็คือ สมัยก่อนสส.เขาซื้อขายกันเป็นรายคน อันนี้ก็รู้กันทั่วเหมือนกัน พอทักษิณเข้ามาก็ซื้อแบบเหมาพรรค อันนี้ก็รู้กันทั่วไปเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไร แล้วหลังจากการปฏิวัติ สังคมของเราก็เหมือนเดิม คือเห็นว่าการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ นัเลือกตั้งของเราก็มีความประพฤติเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลังจากการปฏิวัติ การปฏิวัติทำให้พวกที่กินบ้านกินเมืองหยุดไปชั่วคราวเท่านั้นเอง หลังจากการปฏิวัติก็เข้ามากินต่อ เห็น ๆ กันอยู่ แล้วที่การเมืองมีความอึมครึม ก็เพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวกัน ก็เท่านั้นเอง ก็เรื่องรถเมล์ซึ่งเคยอึมครึม ก็หายอึมครึมไปแล้ว ก็คงจะเดาได้ว่าคงจะมีการประสานประโยชน์กันไปเรียบร้อยแล้ว เหมือนเรื่องอี่น ๆ อีกมากมาย ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ก็เห็น

ความคิดเห็นที่ 4

It all started by the personal conflict between Sonthi Limthongkul and Thaksin Shinnawat and it now gets out of hand. Thailand would be much much better off without these 2 trouble makers.

ความคิดเห็นที่ 3

อ้ายธิ ผู้จัดการเป็นตัวเริ่มทุกสิ่งทุกอย่าง

ความคิดเห็นที่ 2

ต่างประเทศล้วนเข้าใจกันดีว่าความวุ่นวายต่างๆในประเทศไทยล้วนเกิดจากการบงการของขบวนการเผด็จการ เผด็จการทำให้หมดเครดิตในสังคมโลกที่เจริญแล้วโดยสิ้นเชิง

ความคิดเห็นที่ 1

ต่างประเทศล้วนเข้าใจกันดีว่าความวุ่นวายต่างๆในประเทศไทยล้วนเกิดจากการบงการของทักษิณทักษิณ แค่โทรกริ๊งเดียวได้เรื่อง ดังนั้นที่ทักษิณได้ปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ใช้ความรุนแรงของคนเ่สื้อแดง จึงเป็นการโกหกที่ชัดเจน ยิ่งทำให้เชื่อถือคำพูดไม่ได้ทั้งสิ้น ทำให้หมดเครดิตในสังคมโลกที่เจริญแล้วโดยสิ้นเชิง

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement