นับเป็นเวลาผ่านมา 1ปีแล้วหลังจากปัญหาในภาคสถาบันการเงินสหรัฐ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างบริษัทเลแมน บราเดอร์ส ได้ปิดฉากลง
ในเดือนกันยายน 2551 ซึ่งสร้างความปั่นป่วนเป็นอย่างมากต่อตลาดการเงินทั่วโลก และเป็นชนวนสำคัญที่นำมาสู่การลุกลามของวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลกครั้งรุนแรงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
คงต้องยอมรับว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาหลังการล้มละลายของวาณิชธนกิจรายใหญ่อย่างบริษัทเลแมน บราเดอร์ส เศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความเสี่ยงครั้งสำคัญ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกือบจะทุกประเทศพากันเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐ และจากปัญหาการเมืองในประเทศของไทยเอง ซึ่งปัจจัยลบทั้งสอง ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2551 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2552 ก่อนที่จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปี 2552
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น ได้รับแรงสนับสนุนหลักมาจากการเร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านการเงินและการคลังของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของ ธปท. ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินต่างๆ ปรับลดลงตามมา รวมทั้งการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 1 และ 2 (SP1 และ SP2) ซึ่งนับว่ามีส่วนอย่างมากในการช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลุดพ้นจากจุดต่ำสุดมาได้ในไตรมาส 2 ปี 2552 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากมองไปในระยะข้างหน้า การกระตุ้นจากภาครัฐอาจจะทยอยลดน้ำหนักลง โดยในด้านนโยบายการเงินนั้น ธปท.คงจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำกว่าระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 1.25 อีกแล้ว ส่วนในด้านนโยบายการคลัง แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ และการเดินหน้าแผนการลงทุนภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งทั้งสองประการยังคงต้องอาศัยการมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่ การฟื้นตัวอย่างชัดเจนของการใช้จ่ายภาคเอกชน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ มีเสถียรภาพ และสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ มีความต่อเนื่องของการฟื้นตัว
สำหรับบทเรียนจากวิกฤติในรอบนี้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้.
ธปท.และสถาบันการเงิน ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี ค.ศ.1997 มาแล้ว ทำให้ทั้ง ธปท.และสถาบันการเงิน เพิ่มความระมัดระวังและมีการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ อย่างรัดกุม ในขณะที่สถานะของสถาบันการเงินก็มีความเข้มแข็งในด้านฐานเงินทุน และด้านคุณภาพสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ทั้ง ธปท.และสถาบันการเงิน ซึ่งคงจะได้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารทางการเงินที่ซับซ้อน (Asset-Backed Securities อาทิ CDO และ CDS) ที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเหมาะสมและนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินระดับโลกในสหรัฐแล้ว คงจะต้องมีการปรับตัวในด้านการบริหารและประเมินความเสี่ยงให้ทันและพร้อมรับกับนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา
รัฐบาล สิ่งสำคัญที่รอการดูแล ก็คือ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ เพราะหากการเมืองสงบ เศรษฐกิจไทยก็น่าจะมีความทนทานต่อวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศได้มากขึ้น ในขณะที่ เสถียรภาพด้านการคลังก็ยังไม่ได้เป็นปัญหาที่น่ากังวล หลังจากที่รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 2.06 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2552 น้อยลงจากที่เคยคาดไว้ว่าอาจต่ำกว่าเป้าถึง 2.80 แสนล้านบาท อีกทั้งล่าสุดรัฐสภาก็ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ซึ่งน่าจะทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลไม่สะดุด นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ที่คาดว่าจะเพิ่มระดับสูงขึ้นในช่วงปีข้างหน้า ก็น่าที่จะมีแนวโน้มขยับลงมาอยู่ภายในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ระดับไม่เกินร้อยละ 50 ได้ในระยะยาว หากเศรษฐกิจสามารถรักษาโมเมนตัมการขยายตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งบทเรียนจากวิกฤติรอบนี้ที่ควรตระหนัก ก็คือ เพื่อรักษา-เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และลดทอนผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศ ผู้ส่งออก ทั้งสินค้าและบริการ ควรที่จะมีการกระจายตลาดส่งออกหรือแหล่งรายได้จากต่างประเทศ (ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ ก็คงจะได้แก่ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน) พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้มีความหลากหลายมากขึ้น (อาทิ ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์) ตลอดจนขยายธุรกรรมเงินตราต่างประเทศไปยังสกุลเงินต่างๆ นอกเหนือจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้น (โดยอาจพิจารณาการดำเนินธุรกรรมในสกุลเงินหยวน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นในเวทีการค้าโลก)
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็เพื่อให้กลุ่มผู้ส่งออกของไทยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกใดเพียงแห่งเดียว สินค้าและบริการใดเพียงอย่างเดียว ตลอดจนการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศสกุลใดเพียงสกุลเดียว ซึ่งหากผู้ส่งออกสามารถปรับตัวหรือดำเนินการไปในทิศทางดังกล่าวได้ ก็น่าที่จะสามารถอยู่รอดหรือได้รับผลกระทบที่จำกัดจากความผันผวนที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศได้
Tags : เลห์แมน
ความคิดเห็นที่ 1
สุธน หิญ , 19 กันยายน 2552 00:50
วิธีป้องกันการเกิดวัฏจักรฟองสบู่ขนาดใหญ่และความยากจนนั้น เฮนรี จอร์จ คนอเมริกัน ได้ค้นพบและอธิบายไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1879 (ก่อนท่านแบรอนเคนส์แห่งอังกฤษเกิด 4 ปี) ในหนังสือเล่มโต ชื่อ Progress and Poverty ถ้ารัฐทั้งหลายทำตามจอร์จ จะไม่มีความยากจน และเศรษฐกิจจะไม่เกิดวัฏจักรที่เหวี่ยงตัวรุนแรง ซึ่งขาลงก็ก่อความเสียหายใหญ่หลวง
แต่เคนส์กลับบอกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นส่วนที่แยกไม่ออกจากระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และได้แต่ใช้เงินทุ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ๆ เมื่อถูกถามถึงระยะยาว เคนส์จึงได้ตอบว่า “ในระยะยาวเราก็ตายกันหมด”
เคนส์อาจไม่รู้วิธีป้องกันวัฏจักรของเฮนรี จอร์จ หรือรู้แต่ไม่เชื่อ หรือเชื่อ แต่ไม่คิดว่าจะทำได้ เพราะคงจะถูกต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งอาจรวมถึงตัวท่านแบรอนเองด้วย
โปรดดูตำราเศรษฐศาสตร์สั้น ๆ ของ ศ. ดร.Fred E. Foldvary ที่ http://foldvary.net/economics.html บทที่ 12: The Business Cycle ซึ่งผมแปลเป็นไทยไว้ ให้ชื่อว่า ผสมสองทฤษฎีสกัดเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่ http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=46&c=1
สำหรับท่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มจะดูได้ที่ http://foldvary.net/works/geoaus.html เรื่อง The Business Cycle: A Geo-Austrian Synthesis เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ดร.Foldvary ได้ทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2541 ว่าในปี 2551 จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์
และมีเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ
http://th.wikipedia.org/wiki/เฮนรี_จอร์จ
http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษีเดี่ยว ครับ
สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com