และแล้ว สถานการณ์การเมืองในระดับท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ (แอบ) ร้อนระอุ ก็ปะทุขึ้นมาจนได้
ล่าสุด นายประกอบ จิรกิติ ได้ดอดลาออกจากรองผู้ว่าฯ กทม.อย่างเงียบเชียบ ทำเอาหลายฝ่าย แม้กระทั่งคนในพรรคประชาธิปัตย์ยัง "งง" ไปตามๆ กัน
สืบเสาะข้อมูลวงใน จนได้เรื่องมาว่า เป็นเพราะการทำงานของรองผู้ว่าฯ ประกอบ ไม่เข้าตา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.พรรคเดียวกัน จนถึงกับเปรยว่า "ทำงานล่าช้า ไม่ทันใจ"
นอกจากนี้ อาจจะมีอะไรซับซ้อนซ่อนปม มากกว่าเรื่องเชื่องช้าที่ว่า เพราะที่ผ่านมาคุณชายสุขุมพันธุ์ ก็เคยออกคำสั่ง "ห้าม" ไม่ให้ "เลขานุการ" ของประกอบเข้ามาในบริเวณพื้นที่ กทม.มาราวๆ 1-2 เดือนแล้ว
กระทั่ง เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบจึงเข้าพบผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ เพื่อยื่นใบลาออกและมีผลทันที ก่อนจะออกมาพูดแบบมีนัยว่า "ผมได้สอบถามผู้ว่าฯ กทม.ด้วยว่า ที่ผ่านมาผมทำงานบกพร่องอะไรหรือไม่ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.บอกว่าไม่แต่อย่างใด แต่ได้ให้เหตุผลในการปรับครั้งนี้ว่า เพื่อให้การบริหารงาน กทม.มีความก้าวหน้าและคล่องตัว"
พร้อมทั้งยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีความคิดที่จะลาออก แต่เมื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ว่าฯ กทม.จนได้ข้อยุติกันแล้ว จึงก็ได้ยื่นหนังสือลาออก และมีข่าวตามมาติดๆ ว่า "ประทีป จิรกิติ" พี่ชายของเขา ก็จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.เช่นกัน
น่าจะชัดเจนว่า ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ น่าจะเป็นฝ่ายขอให้ประกอบลาออก หลังจากที่ได้หารือร่วมกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้า รวมทั้งแกนนำพรรค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุว่าแกนนำพรรคต้องการให้ประกอบไปรับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีในรัฐบาล
เบื้องลึกเบื้องหลัง ท่ามกลางเรื่องที่อึมครึมนี้ ก็มีกระแสใน กทม.ระบุว่า สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งระหว่างบรรดา ส.ก.ของพรรค กับประกอบ ที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันทั้งในสภา กทม.และนอกสภา เรื่องการทำงานที่ล่าช้า แต่นายประกอบในฐานะฝ่ายบริหาร ก็โดนโจมตีเรื่องการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่ ส.ก.เสนอให้ลงนาม แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง
อีกปมปัญหาหนึ่ง คือก่อนหน้านี้ ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ได้รับการร้องเรียนจาก ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ก.เขตห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ว่าทีมงานของนายประกอบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จากการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารด้วยการดึงเรื่องไว้ จนผู้ว่าฯ กทม.ได้ทำหนังสือถึงนายประกอบให้ย้ายทีมงานคนดังกล่าวที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กทม.ออกไป ซึ่งหลังจากมีการเสนอข่าวของสื่อมวลชน นายธรรศ อุดมธรรมภักดี อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายประกอบ ถึงกับฟ้องหมิ่นประมาทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามหลังจากได้ผลสรุป สุขุมพันธุ์ จึงดัน พรเทพ เตชะไพบูลย์ เข้ามาเสียบแทนทันที เนื่องจากมีความสนิทสนมกับพรเทพในฐานะลูกหม้อเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ และปัจจุบันพรเทพยังมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดตลาดนัดกรุงเทพมหานคร หรือประธานบอร์ดตลาดนัดจตุจักร
"พรเทพ" เปิดใจถึงวาระ "ส้มหล่น" ได้คัมแบ็คการเมืองครั้งนี้ โดยออกตัวว่า “รู้สึกงงเหมือนกัน ไม่คิดว่าส้มหล่น แต่ก็ได้รับการทาบทามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่คนเก่งๆ ในพรรคก็เยอะ แต่ก็เคยทำมาแล้วทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม งานด้านความยั่งยืนทำมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา คุม สวทช.(สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ก็คุมมาแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งการทำงานจะต้องหนักไปทางนโยบาย งานที่จะมารับผิดชอบเป็นงานด้านเทคนิค ซึ่งงานนี้เป็นงานละเอียดมาก”
พร้อมกับหยิกแกมหยอก อดีตรองผู้ว่าฯ ประกอบด้วยว่า “เมื่อผู้ว่าฯ กทม.เอาคนที่เป็นช่างเทคนิค เอาวิศวกรไปนั่งดูงาน ผลงานก็ไม่ออก ความจริงควรที่จะต้องเอานักนโยบายไปทำ โดยรายละเอียดก็ให้ภาคปฏิบัติเขาทำไป หากรองผู้ว่าฯ กทม.ต้องลงไปเจาะรายละเอียดด้วยตัวเอง งานก็เดินยาก”
ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองของพรเทพที่มีต่อประกอบว่าเป็นอย่างไร
"พรเทพ" ยังแย้มด้วยว่า การรับงานรองผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ถือว่า ได้กลับมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิมแล้ว ตั้งแต่ได้เป็นประธานบอร์ดตลาดนัด และสมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับหลายคนที่ย้ายออกไปจากพรรค ก็กลับมาอยู่ที่พรรคแล้ว
สำหรับ นายพรเทพนอกจะได้กลับเข้ามา ก็ยังพ่วงเอาศรีภรรยา ปภัสรา เตชะไพบูลย์ เข้ามาด้วย โดยประสานกับผู้ใหญ่ของพรรคบางคน เพื่อปูทางให้ภริยา ที่อยากลงสมัคร ส.ส.กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาชิมลางในตำแหน่งรองโฆษก กทม.ก่อน เพราะเห็นว่า ถ้าคิดจะลงสมัคร ส.ส.ที่ กทม.ก็ต้องลงพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องทีมงานไปได้ ก็คงต้องถามกลับไปยัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ด้วยว่า การทำงานบริหาร กทม.ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมานั้น ผลงานเป็นอย่างไร เข้าตาชาวบ้านที่เลือกเข้ามานั่งเก้าอี้นี้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเสียงสะท้อนจากคนในพรรคประชาธิปัตย์เองด้วย
โจทย์ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบแก้ไข และตอบคำถามคน กทม.ให้ได้ คือ ภาพความขัดแย้งหรือการเข้ามาหาผลประโยชน์... ในอนาคตนั้น กทม.จะทำอะไรให้คนกรุงบ้าง เพราะกว่า 4 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็นเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน มากไปกว่าการประชาสัมพันธ์เกาะติดนโยบายรัฐบาล
ต้องไม่ลืมว่า ขณะนี้งบประมาณที่ กทม.ได้นั้น สูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาท ถ้าเป็นเวลา 4 ปี รวมแล้วก็ 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ
ที่สำคัญผู้บริหาร กทม.ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่า สภาพชีวิตดีขึ้น บ้านเมืองดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ไม่เช่นนั้นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป อาจไม่ใช่ คนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นได้
Tags : กรุงเทพมหานคร • กทม.

ความคิดเห็นที่ 4
คนต่างแดน , 17 กันยายน 2552 07:15
ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ ปชป บริหารจุดไหนก็มีแต่ดีและรวยขึ้น แต่ไม่ใช่ประชาชนนะ ดีในกลุ่ม ปชป งบประมาญ กทม มากมาย แต่ประชาชนไม่รู้สึกว่ามีอะไรก้าวหน้าขึ้น ศักดินามาคุม มันก็แบบนี้แหละ
ความคิดเห็นที่ 3
เรา , 16 กันยายน 2552 21:58
คราวนี้จะคอยดูว่า จะอ้างอะไรอีกหรือเปล่า คราวที่แล้ว ท่านผู้ว่าอภิรักษ์บอกว่า รถไฟฟ้าไปบางหว้า โดนนายกทักษิณดึง คราวนี้เป็นรัฐบาลเองจะมีความสามารถหรือเปล่า เสร็จได้ทัน 52 ตามที่ประกาศจริงหรือเปล่า น๊า
ความคิดเห็นที่ 2
namo , 16 กันยายน 2552 21:54
*0*
ความคิดเห็นที่ 1
พร , 16 กันยายน 2552 11:22
ปชป. เก่งทั้งซีกรัฐบาลและ กทม. เป็นชุดที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผลงานเพรียบจนบรรยายไม่หมดประเทศไทยกลายเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดไม่มีคนจนเลย บ้านเมืองเจริญที่สุดจนชาวโลกอิจฉา