กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 11 กันยายน 2552 09:45

โหร โอฬาร กับคำทำนายเศรษฐกิจรูปตัว L

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ในงานประชุมวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เรื่อง "เหลียวหลังแลหน้า เชื่อมั่นอนาคตอุตสาหกรรมไทย"

วานนี้ (10 ก.ย.) ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. ร่วมสัมมนา

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "U" แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว "L" หากนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่ตรงประเด็น โดยเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับเดือนก.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการเงินบาทอ่อนค่า การให้สินเชื่อของธนาคารและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ

ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในปี 2552 รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยลดลง 1.2 ล้านล้านบาท โดยถ้าจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3 บาท จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยเพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และถ้าต้องจัดการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน 400,000 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐ 400,000 ล้านบาท จะเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกและบริการที่ลดลงของปีนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช้าออกไป

ทั้งนี้ หากภาครัฐจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มรายได้ให้ผู้ส่งออก แรงงานและเกษตรกร โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าการส่งออกและบริการไทยจะมีมูลค่า 82,372 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 2.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 37 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 3.04 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมามีผู้กล่าวถึงเฉพาะประโยชน์ในการส่งออกแต่ไม่มีใครกล่าวถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลควรมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียที่สามารถพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ซึ่งเกาหลีใต้ใช้นโยบายเงินวอนอ่อนค่าตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประสานงานกับผู้ส่งออกให้ปรับราคาสินค้าลงก่อนที่จะจัดการให้เงินวอนอ่อนค่าและเมื่อผู้ส่งออกได้รับการชำระเงินแล้วจะมีรายได้ในรูปเงินวอนมากขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังออกมาและใช้จ่ายที่โปร่งใสจึงทำให้ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น

รัฐบาลไทยต้องการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรลองใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าก่อนที่จะบอกว่าไม่ต้องการนโยบายดังกล่าว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าตามกลไกตลาดและไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อขายเงินดอลลาร์ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเงินบาทอ่อนค่าไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงว่าภาครัฐเริ่มเข้าใจแล้วและถ้ามีการบริหารเงินทุนสำรองให้ดี

อาทิตย์ วุฒิคะโร เห็นว่า สศอ.ประเมินภาคอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะมีการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "V" แต่เป็นรูปตัว " V" ที่มีหางตวัดลงเพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 8 เรื่อง คือ 1.ภาวะอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเกิดจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งยังมีข้อกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวแบบยั่งยืนหรือไม่ 2.เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของงบประมาณที่จัดสรรลงไป 3.แนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น 4.อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก

5.นโยบายการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีของรัฐบาลจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังปล่อยสินเชื่อได้ช้า ซึ่งเห็นว่าควรมีการผ่อนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรมีมติให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแยกบัญชีระหว่างสินเชื่อปกติกับสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล โดยถ้าไม่มีมติ ครม.รองรับจะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากเพราะกังวลความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ

6.คำสั่งซื้อที่เข้ามามากในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาฝึกอบรมแรงงานใหม่ 7.ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะต้องมีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเพราะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข็งด้วย 8.ความสมดุลของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องหาจุดร่วมตามรัฐธรรมนูญ โดยถ้าหาจุดร่วมไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มองว่า โอกาสเกิดวิกฤติมีอยู่เสมอและในอีก 2-3 ปี อาจจะมีวิกฤติอีกหลายด้าน เช่น วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่และจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ตลาดเวลา โดยที่ผ่านมาประเทศใช้ทรัพยากรไปมากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาเสริม และภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มเฉพาะธรรมาภิบาลหรือการรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งต้องมองหลายมิติให้มากขึ้นและดำเนินการในสิ่งที่โลกต้องการ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และเห็นว่าจะต้องแบ่งการพัฒนาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมหลักเชิงเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมตั้งแต่อดีต เช่น ยานยนต์ 2.อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้อยู่บนฐานความรู้ 3.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน รีไซเคิล 4.อุตสาหกรรมด้านสังคม เช่น วิสาหกิจชุมชน โอท็อป โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มองทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมโยงกันและการแบ่งงานของแต่ละกระทรวงไม่สนับสนุนการพัฒนาจึงทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่เกิด

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จะต้องมีเจ้าภาพเข้ามาดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 กลุ่ม โดยมีนโยบายเดียวกันเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดมาตรการส่งเสริมทั้ง 4 กลุ่มได้ ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อกำหนดหน้าที่กันใหม่ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถ้าไม่มีการหารือกันจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานตามแนวคิดเก่า ซึ่งในต่างประเทศมีการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อดูแลงานที่ให้ความสำคัญในแต่ละช่วง เช่น อังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลปัญหาโลกร้อน โดยไทยอาจไม่ต้องตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลแต่อาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหลักในการกำหนดบทบาทของแต่ละกระทรวง

 

Tags : ทำนายเศรษฐกิจรูปตัว L ดร.โอฬาร ไชยประวัติ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13

kวายเห็น 12 ผมไม่เก่งแบบ * ที่เป็นkวายให้โอหลาล้ามันหลอก อย่าง * ฉลาดมากที่ยังโง่อยู่

ผมไม่ต้องจบเศรษฐศาสตร์ผมก็มีฐานะไม่ได้ด้อยกว่าโอหลาล้าที่เป็นแค่มือปืนรับจ้างเขา ไม่กล้าทำธุรกิจเป็นของตัวเองหรอก

ความคิดเห็นที่ 12

เบื่อพวกใจแคบทางปัญญา ด่าเขาโดยไม่มีสมองวิเคราะห์เหตุผลเลย ถามจริงๆเถอะ * ที่ไปด่าคุณโอฬารน่ะ มีเหตผลทางเศรษฐศาสตร์หรือข้อเท็จจริงอะไรมาพูดบ้าง ไม่มีเลย มีแต่ปากที่เห่าหอนตลอดเวลา น่ารำคาญมาก ถ้าไม่มีปัญญาจะวิจารณ์เขาอย่างมีเหตุผลล่ะก็ อย่าแสดงความ "โง่" ให้ผู้คนเขาหยามเหยียดไปถึงบุพกาลีและวงศ์วานย่านเครือของคุณเลย น่าสะอิดสะเอียน

ความคิดเห็นที่ 11

สศอ จะทำงานแบบนี้ทั้งที วันหลังเชิญนักวิชาที่เป็นกลางไม่ได้หรือครับ เป็นหน่วยงานของรัฐใช้เงินภาษีของประชาชน คุณโอฬาร ดร.สุวิทย์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์สมัยทักษิน ไม่ใช่หรือครับ เป็นในสมัยที่ไทยกับ มาเลเซียกำลังแข่งขันกัน ดูแลเศรษฐกิจประเทศกันซะจน มาเลวิ่งแซงไป แล้วไทยก็มาแข่งกับเวียดนาม คนพวกนี้หรือจะเอามาพูดเรื่องอนาคต เรื่องเศรษฐกิจ สศอ ทำแบบนี้เหมือนไม่สำนึกบุญคุณเงินภาษี ทีหลังหานักวิชาการที่เป็นกลาง มาดีกว่านะครับ จัดงานใหญ่ใช้งบประมาณหลวง น่าจะหาคนที่เป็นคนไทยมีจิตใจรักชาติไม่เป็นทาสเงิน หรือใช้ความเป็นนักวิชาการหากินกับผลประโยชน์ ของประเทศ หรือ ผู้บริหาร ของ สศอ เป็นพวกอำนาจเก่าหรือ ครับ ผมว่ารัฐบาลน่าจะหันกลับมามอง หน่วยงานนี้นะ ว่าเสื้อ แดงหรือคนที่เป็นพวกอำนาจเก่า มากไปไหม

ความคิดเห็นที่ 10

L พ่อ * ไง

ความคิดเห็นที่ 9

เฮียคงทำswapไว้เยอะล่ะสิท่าคงอยากให้บาทอ่อนเต็มแก่แล้วแหล่ะ

ความคิดเห็นที่ 8

ตัว L ได้ไง...ก็ตอนนี้มันฟื้นขึ้นมาแล้ว
แปลกดีจริงๆ
เล่นวิเคราะห์แบบนี้....เด็กประถมยังเก่งกว่าด้วยซ้ำ
เพราะ เมื่อมีฟื้นตัว เส้นมันตวัดขึ้น...ดังนั้นไม่มีทางเป็นตัว L ได้เลย ???
สรุปแล้ว เด็กประถม ฉลาดกว่า นายโอฬาร พูดแบบนี้ได้เปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 7

ใช่คนที่เคยบอกว่า คนจะตกงานเป็นล้าน และดูตัวเลขที่แย่เพียงไตรมาสแรกแล้วบอกว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะติดลบ สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ปะ อยากให้สื่อทำการบ้านหน่อยนะ พวกนักวิชาการหรือใครที่พูดผิดๆ หลายครั้งอะ แบนมั่งก็ได้นะ

ความคิดเห็นที่ 6

เมื่อไหร่สื่อจะรู่จักแยกแยะว่าอะไรเป็นข่าว อะไรเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือน ซะทีน๊อ

ความคิดเห็นที่ 5

ไม่ได้ สนใจ คำพูดอะไร ของ คน ๆ นี้หรอก นะ แต่ จากตัวเลข ต่าง ๆ ก็ L แน่นอน

ความคิดเห็นที่ 4

โหรอะไรวะ แถไปเรื่อนนะ กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานดีกว่านะ เต่าล้านปีเอ้ยยยย

ความคิดเห็นที่ 3

สุนัขเลียแม้วบอกว่าเศรษฐกิจเป็นตัวL ผมว่า LLLซะด้วยซ้ำ คือมันโตมากกว่าLไง ดีขึ้นมากๆ 55

ความคิดเห็นที่ 2

นายโอฬารผู้ที่เกือบทำให้ไทยพาณิชย์เจ๊งคนนี้ เก่งแต่ปาก พ่นน้ำลายไปวันๆไม่ได้เก่งตรงไหนหรอกครับ ออกมาพูดเพื่อสร้างราคาไม่ให้ถูกลืม ทุกวันนี้ เศรษฐกิจฟื้นจริงๆแล้ว ดูจากของจริงที่ผมทำธุรกิจอยู่ ยอดขายเพิ่มกระฉูดกว่า 30% ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นอย่างเร็วเพราะธุรกิจเริ่มดี ผลประกอบการบริษัทในตลาดหุ้นดี ทองก็แพงขึ้นเพราะคนซื้อมาก แล้วอย่างนายโอหลาล้าคงตกรถ ซื้อหุ้นไม่ทันเลยแช่งให้เศรษฐกิจลง มันเลวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1

ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเหลือ37บาทต่อดอลล่า .....หมายถึงลดค่าเงินลงตั้งเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ โอ้โฮ ถ้าแบงค์ชาติทำจริงคงต้องใช้เงินแทรกแซงตลาดแบบมหาศาลอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีเดียว ใครจะกล้าล่ะเนี่ย คุณเริงชัย มะระกานนท์เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่ทั้งคน โดนฟ้องเรียกค่าเสียหายตั้งเป็นแสนล้านอยู่คนเดียวเลย แต่นักการเมืองบางคนกลับรวย นักวิชาการบางคนได้เป็นรัฐมนตรี

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement