กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 3 กันยายน 2552 07:00

วิพากษ์'โฉนดชุมชน'ชาวบ้าน-นักวิชาการอัดรัฐไม่จริงใจ

ไพโรจน์ พลเพ็ชร - ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ไพโรจน์ พลเพ็ชร - ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

เวทีรับฟังความคิดเห็นออกโฉนดชุมชนนัดแรก ชาวบ้าน-นักวิชาการหนุนนโยบาย แต่หวั่นไม่แก้ปัญหา เนื่องจากไม่กล้าโอนกรรมสิทธิ์ให้กับชุมชน

แค่ได้สิทธิที่ทำกิน อีกทั้งไม่แตะที่ดินเอกชน


รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อง "การกระจายถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน" โดยรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน ภาคกลางและคนจนในเมือง หลังจากรัฐบาลจะออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีออกโฉนดชุมชน โดยมีองค์กรเข้าร่วมประกอบด้วยเครือข่ายที่อยู่อาศัยภาคตะวันออก เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหกรณ์เช่าที่ดินคลองโยง จ.นครปฐม สหกรณ์เช่าที่ดินพิชัยภูเบนทร์ จ.อุตรดิตถ์ และสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมือง เข้าร่วมสัมมนา

ส่วนวิทยากร ประกอบด้วย นายไพโรจน์ พลเพ็ชร ผอ.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน นางสาวพงษ์ทิพย์ สำราญจิตร ผอ.ปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน และ ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การจัดเวทีในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเตรียมทำความเข้าใจสำหรับชุมชนที่ต้องการยื่นออกโฉนดชุมชน โดยเวทีต่างจังหวัดจะจัดอีก 3 ครั้ง คือวันที่ 3 ก.ย. นี้ จัดที่ จ.ชัยภูมิ วันที่ 8 ก.ย.นี้จัดที่เชียงใหม่ และ วันที่ 11 ก.ย.จัดที่ จ.ตรัง

ทั้งนี้ เวทีเปิดรับฟังความเห็นครั้งนี้ รัฐบาลจะรวบรวมเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 15 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ก่อนออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อออกโฉนดชุมชนในพื้นที่นำร่องประมาณ 30 แห่ง คือ ภาคเหนือ 13 แห่ง ภาคอีสาน 9 แห่ง ภาคใต้ 5 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง และกรุงเทพฯ 1 แห่ง

นายไพโรจน์ กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีความสำคัญที่จะทำให้ที่ดินไม่หลุดมือจากคนจนไปอยู่ในมือนายทุน และทำให้เกษตรกรสามารถรักษาพื้นที่เกษตรไว้ปลูกพืชหล่อเลี้ยงประเทศ โดยหลักการคือชุมชนมีการควบคุมกำกับกันเอง ทำให้มีความเข้มแข็งในการรักษาที่ดิน จากที่ผ่านมาการจัดการที่ดินโดยภาครัฐ ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ดินทำกินมาโดยตลอด

"ที่ผ่านมาแนวคิดการจัดการที่ดิน มีการโต้แย้งกันใน 2 ความคิด ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการจัดการโดยรัฐยังสามารถจัดการบริหารที่ดินได้ แต่อีกแนวคิดคือเชื่อว่าประชาชนสามารถจัดการได้มีประสิทธิภาพกว่า โดยการออกโฉนดชุมชน ทำให้มีความขัดแย้งตลอดมา เห็นได้จากกรณีชาวบ้านลุกขึ้นจัดการพื้นที่ป่า แต่ฝ่ายราชการไม่ยอม"

อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้รับรองให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่เพียงพอมีสิทธิในที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากฝ่ายการเมือง ตัวแทนจัดสรรที่ดิน และตัวแทนจากชุมชน เพื่อออกกติกาเรื่องโฉนดชุมชน

นายไพโรจน์เสนอว่า หากเป็นพื้นที่คนจนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เช่น เขตป่าสงวน ที่ราชพัสดุ ฯลฯ ต้องเปิดให้ชาวบ้านพิสูจน์สิทธิตนเองได้ และคณะกรรมการชุดดังกล่าวควรโอนที่ดินมาให้ชุมชนดูแล โดยรัฐให้การสนับสนุนเช่น การพัฒนา การออมทรัพย์ในชุมชน

ทั้งนี้ภาครัฐระบุว่าจะจัดทำโฉนดชุมชน ในพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่ก่อน แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะความเป็นจริงมีชาวบ้านอยู่ในป่าจำนวนมาก หากทำตามที่รัฐระบุ ก็ไม่ใช่การปฏิรูปที่ดิน

ด้านนางสาวพงษ์ทิพย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เห็นว่าปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินอยู่ในส่วนเอกชน แม้ว่ารัฐมีแนวคิดได้นำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาเป็นกลไกผลักดันให้มีการกระจายการถือครอง แต่ภาษีดังกล่าวก็ยังไม่เป็นภาระต้นทุนต่อการถือครองที่ดินของเอกชน ทำให้ยังมีการกว้านซื้อที่ดิน เก็งกำไรต่อไป

ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงได้เสนอให้รัฐบาลออกโฉนดชุมชน ให้กับชาวบ้านที่เข้าไปอยู่ในที่ดินของรัฐด้วย ซึ่งมีประมาณ 2 แสนครอบครัว และให้มีการรับรองสิทธิ ทั้งที่อาศัยมาก่อน และหลังในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสามารถป้องกันไม่ให้ดินหลุดมือไปอยู่กับนายทุน

"กระบวนการประชาชน พร้อมรับแนวทางการออกโฉนดชุมชน โดยให้รัฐเข้ามารับรองสิทธิ ซึ่งจะเป็นการเดินหน้าการปฏิรูปที่ดินเดิน แต่หากระเบียบออกมาไม่เป็นตามเป้าหมาย เชื่อว่าฝ่ายชุมชนก็จะถูกคัดค้าน และการจัดเวทีครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนทั่วทุกภาค"

ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การให้โฉนดชุมชนนั้น รัฐต้องคิดจากที่ดิน 2 ประเภท คือ ที่รัฐถือครอง กับเอกชนถือครอง เพราะที่ผ่านมา การจัดสรรที่ดินทั้งรัฐและกลุ่มทุน มีปัญหาการจัดสรรที่ดินมานาน ดังนั้นจึงวิตกว่าหากรัฐบาลคิดเพียงเสี้ยวเดียวในการออกโฉนดชุมชน ก็ยังมีปัญหาตามมา โดยเฉพาะกรณีการจัดสรรที่ดินเฉพาะที่มีปัญหาในภาครัฐเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลได้นำกรอบคิดจากกฎหมายที่ราชพัสดุมาใช้ โดยยังคงอำนาจไว้ที่รัฐ อาทิให้อำนาจจัดสรรที่ดินออกโฉนดชุมชนไม่เกิน 30 ปี และเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี จะมีการพิจารณาแต่ละครั้ง เป็นต้น

ดร.ประภาส กล่าวว่า หากยังถือแนวคิดดังกล่าว จะไม่นำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดิน และที่ดินก็ยังกระจุกตัวอยู่ในมือนายทุน โดยไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งควรนำโฉนดชุมชนไปเชื่อมโยงกับกองทุนธนาคารที่ดิน ที่รัฐซื้อที่ดินกลับมาแล้วผ่อนส่งให้กับชาวบ้านในลักษณะออกโฉนดชุมชนที่ดิน รวมทั้งการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า

"ยอมรับการจัดการที่ดินของรัฐในเขตป่าในการออกโฉนดชุมชน แต่หากระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีออกมาในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ให้เฉพาะที่ดินของรัฐ แต่ที่ดินเอกชนรัฐไม่เข้าไปแตะ ถือว่ายังทำแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ซึ่งในที่สุดจะทำให้ที่ดินตกไปสู่นายทุนอย่างที่ผ่านมา อย่างกรณีที่ดิน จ.ลำพูน และที่คลองโยง ที่ชาวบ้านไปยึดมา รัฐเอามาเป็นที่ราชพัสดุ และไม่ได้โอนกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของชาวบ้าน"

นอกจากนี้มีเสียงสะท้อนออกมาแล้วว่า ระเบียบสำนักนายกฯ กรณีดังกล่าว รัฐบาลไม่เข้าไปแตะที่ดินเอกชน โดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ และนายสุวโรจน์ พะลัง ส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยอมให้ได้แค่ที่ดินในเขตป่าของรัฐที่นำมาออกโฉนดชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าระเบียบที่ออกมา โฉนดชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นจริง

"หากรัฐบาลทำได้แค่นี้ชาวบ้านได้เพียงแค่สิทธิทำกิน (สทก.) แถมรัฐบาลยังค้ากำไรเกินควร แค่หาเสียงทางการเมือง ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงการจัดสรรที่ดินในเชิงโครงสร้าง เพราะอำนาจการถือครองที่ดินยังไม่กระจายเป็นรูปธรรม" ดร.ประภาสกล่าวทิ้งท้าย

เวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นดังกล่าว กลุ่มชาวบ้านยังเห็นว่าประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องโฉนดชุมชนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากดำเนินการเฉพาะที่ดินของรัฐ และยึดติดกับระเบียบราชการมากเกินไป อีกทั้งกำหนดเวลาการใช้สิทธิในที่ดิน ทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกไม่มั่นคง และไม่มีกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

 

Tags : โฉนดชุมชน ไพโรจน์ พลเพ็ชร ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

ระวัง_โฉนดชุมชนจะกลายเป็นสิ่งขัดขวางวิธีปฏิรูปที่ดินด้วยภาษี !

รัฐควรจะต้องเลือกก่อนว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินนั้นจะใช้วิธีใด
ถ้าจะใช้วิธีการกระจายสิทธิในที่ดิน วิธีที่มีปัญหาน้อยที่สุดและได้ผลดีที่สุด คือ ยอมรับว่าทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในที่ดิน (หมายความรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ)
ผู้ถือครองที่ดินต้องจ่ายค่าเช่า (หรือเรียกว่าภาษีที่ดิน) ให้แก่ส่วนรวม แต่เพื่อมิให้เจ้าของที่ดินเดือดร้อนเกินไป ก็ควรค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เช่นปีละ 3 % เมื่อถึง 33 ปีก็จะเป็น 99 % ของค่าเช่าที่ดิน เป็นต้น
การเก็บภาษีที่ดินกรณีนี้ควรถือตามแบบที่ธุรกิจเขาคิดค่าเช่ากัน ไม่มีการลดหย่อน ยกเว้น หรือมีอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะกลายเป็นสิทธิไม่เสมอภาค

ภาษีที่ดินนี้อาจจะแบ่งให้ทุกคน รวมทั้งทารกแรกเกิด เท่า ๆ กัน ทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง จะเป็นเท่าไรแล้วแต่เสียงข้างมาก เหลือเท่าไรก็ลดภาษีจากรายได้และการลงแรงลงทุนผลิตและค้าสินค้าและบริการลงเท่านั้น
อีกวิธีหนึ่งก็คือไม่แบ่งแจกราษฎรเลย ซึ่งจะทำให้สามารถลดภาษีจากรายได้และการลงแรงลงทุนได้มาก จนเมื่อเก็บภาษีที่ดินถึงขั้นเท่าหรือเกือบเท่าค่าเช่าที่ดินแล้ว ก็ไม่ต้องเก็บภาษีจากรายได้และการลงแรงลงทุนเลย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลด เราจะสามารถแข่งขันค้าขายกับต่างประเทศได้ดีขึ้น และต่างชาติจะนิยมมาเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในไทยมากขึ้น

เฮนรี จอร์จกล่าวโจมตีการปล่อยให้เอกชนได้ประโยชน์จากกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างยืดยาว ที่สำคัญคือการเก็งกำไรเก็บกักที่ดินหวังราคาสูงในอนาคต ทำให้แผ่นดินของประเทศได้รับการใช้ประโยชน์น้อยเกินไป ผลผลิตต่ำ คนว่างงานหรือหางานทำยาก ค่าแรงต่ำกว่าที่ควรเป็นและต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินสูงกว่าที่ควร แต่พอถึงข้อเสนอแก้ความยากจนจากความไม่ยุติธรรมนี้เขากลับเสนอเพียงให้เก็บภาษีมูลค่าที่ดินเท่ากับค่าเช่าที่ดินรายปีและยกเลิกภาษีอื่น ๆ เหตุผลของเขาคือ:--

“ข้าพเจ้าไม่เสนอให้ ซื้อ หรือริบกรรมสิทธิ์ของเอกชนในที่ดิน กรณีแรกจะเป็นการไม่ยุติธรรม กรณีที่สองไม่เป็นสิ่งจำเป็น จงปล่อยให้บุคคลที่ยึดถือที่ดินอยู่ขณะนี้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่เขาพอใจจะเรียกว่าที่ดิน ‘ของเขา’ ต่อไปถ้าเขาต้องการ ปล่อยให้เขาเรียกมันต่อไปว่าเป็นที่ดิน ‘ของเขา’ ปล่อยให้เขาซื้อขายและให้เป็นมรดกและทำพินัยกรรมยกให้กันได้ เราอาจจะปล่อยให้พวกเขาเก็บเปลือกไว้ได้โดยไม่มีอันตรายถ้าเราเอาเนื้อในออกมาแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องริบที่ดิน จำเป็นแต่เพียงจะต้องริบค่าเช่าเท่านั้น

“ทั้งการที่จะเก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์นั้นก็ไม่จำเป็นว่ารัฐจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการให้เช่าที่ดินด้วย ซึ่งมีทางทำให้เกิดฉันทาคติ การสมรู้ยินยอม และการฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้นได้ ไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งจักรกลใหม่ขึ้นมาอีกแต่ประการใด จักรกลเช่นนี้มีอยู่แล้ว แทนที่จะขยายมันออก ทั้งหมดที่เราจะต้องทำก็คือทำให้มันง่ายขึ้นและลดขนาดของมันลงเท่านั้น โดยการให้เจ้าของที่ดินได้รับเปอร์เซนต์จากค่าเช่าบ้าง ซึ่งอาจจะน้อยกว่ามูลค่าและความสูญเสียในการที่องค์การของรัฐจะเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเองมาก และโดยการใช้ประโยชน์จากจักรกลที่มีอยู่แล้วนี้ เราก็อาจจะทำให้เกิดสิทธิของส่วนรวมร่วมกันในที่ดินได้โดยการ เก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งไม่ทำให้เกิดการตื่นเต้นสะดุ้งสะเทือนกัน

“เราได้เก็บค่าเช่าแล้วเป็นบางส่วนในรูปของภาษี เราเพียงแต่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีบางประการเท่านั้นเพื่อให้ได้ค่าเช่าทั้งหมด

"เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าเสนอในฐานะวิธีแก้ไขง่าย ๆ แต่ได้ผลใหญ่หลวง ซึ่งจะยกค่าแรงขึ้นสูง เพิ่มผลตอบแทนของทุน…ยกเลิกความยากจน ทำให้มีงานรายได้ดีว่างสำหรับผู้ใดก็ตามที่ต้องการงานทำ ทำให้ไม่มีขอบเขตจำกัดพลังความสามารถของมนุษย์ ทำให้อาชญากรรมลดลง ยกระดับศีลธรรม รสนิยม และสติปัญญา ทำให้การปกครองบริสุทธิ์หมดจดขึ้น และทำให้อารยธรรมเจริญสูงส่งยิ่งขึ้น เหล่านี้ ก็คือ – การริบเอาค่าเช่าโดยการเก็บภาษี

"โดยวิธีนี้ รัฐก็จะกลายเป็นเจ้าของที่ดินทั่วไปได้โดยไม่ต้องเรียกตนเองเช่นนั้น และโดยไม่ต้องรับหน้าที่ใหม่แม้แต่ประการเดียว โดยรูปแบบแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะยังคงเป็นอยู่เหมือนกับในขณะนี้ ไม่จำเป็นจะต้องทำให้เจ้าของที่ดินหมดสภาพความเป็นเจ้าของ และไม่จำเป็นจะต้องจำกัดปริมาณที่ดินที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะยึดถือ เพราะว่าโดยที่รัฐเป็นผู้เก็บค่าเช่าในรูปของภาษี ที่ดินจึงย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวมโดยแท้จริง ไม่ว่าจะมีชื่อใครเป็นผู้ครอบครอง หรือจะอยู่ในส่วนใดก็ตาม และสมาชิกของประชาคมทุกคนย่อมจะมีส่วนในผลประโยชน์แห่งความเป็นเจ้าของที่ดินเหล่านี้"

(จาก http://th.wikipedia.org/wiki/เฮนรี_จอร์จ ผลดีและความเป็นธรรมของการมุ่งเพิ่มภาษีที่ดินและลดภาษีอื่น ๆ ดูได้จากเว็บนี้ด้วย)

ถ้าจะมีมาตรการเป็นการชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือผู้ไร้ที่ดินไปก่อน ก็อาจต้องมีการแจก ‘โฉนดชุมชน’ ที่กำลังมีกระแสมาแรงอยู่ขณะนี้ แต่จะต้องหาทางป้องกันมิให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการมุ่งเพิ่มภาษีที่ดินและลดภาษีอื่น ๆ ที่น่าจะทำเพื่อคืนสิทธิให้ทุกคนเท่าเทียมกันในที่ดินตามที่ควรจะเป็น มิใช่ว่าเมื่อได้สิทธิโฉนดชุมชนแล้วจะคงสิทธิ์ไว้เหนือราษฎรผู้อื่นตลอดกาล

อย่าเชื่อ
1. อย่าเชื่อว่าเราได้ผ่านระบบเจ้าที่ดินหรือศักดินามาแล้ว ถ้ายังมีการเก็งกำไรที่ดินเป็นการทั่วไป ขนาดที่ไปไหน ๆ ก็เจอที่ดินรกร้างมีเจ้าของ

2. อย่าเชื่อว่าต้องยอมได้อย่างเสียอย่าง (tradeoff) ระหว่างความยุติธรรมกับประสิทธิภาพ เพราะระบบภาษีการถือครองที่ดิน (ซึ่งทำให้ลด/เลิกภาษีเงินได้และภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้าได้) จะช่วยให้เราได้ทั้งสองอย่าง

3. อย่าเชื่อว่า *ไม่มี free lunch* ... free lunch ที่มโหฬารและฟุ่มเฟือยที่สุด คือการอุดหนุนจากรัฐบาลที่ให้แก่เจ้าของที่ดิน โดยช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินให้เรื่อย ๆ เช่น ตัดหรือขยายถนน จัดโครงการรถไฟฟ้า หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ด้วยการเก็บภาษีจากพลเมืองทั่วไปอย่างมาก แต่กลับเก็บภาษีที่ดินน้อยเกินไป

4. อย่าเชื่อข้อเสนอให้เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า มันแสดงว่าไม่ได้คิดเก็บภาษีที่ดินทั่วไปให้สูงเสมือนว่าเจ้าของเป็นผู้เช่าจากรัฐ แต่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือปรับเอากับผู้ที่รัฐคิดว่าทำไม่ดีโดยไม่ทันคิดว่ารัฐนั่นแหละคือต้นเหตุแห่งการทำไม่ดีนั้น (เก็งกำไรที่ดิน) แล้วยังใช้ภาษีอัตราก้าวหน้าอีก อัตราก้าวหน้านี้จะทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินถูกบิดเบือนไปจากที่ควรจะเป็น ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินโดยรวมจะต่ำ และอาจเป็นการส่งเสริมให้มีการคบคิดแจ้งเท็จว่าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว นอกจากนี้ ถ้าใช้อัตราภาษีก้าวหน้าตามขนาดที่ดิน ยังอาจเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลซึ่งขณะเดียวกันหุ้นส่วนก็เป็นบุคคลธรรมดาด้วย ซ้ำเขายังอาจเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลอื่น ๆ อีก

สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com

ความคิดเห็นที่ 2

การที่รัฐให้ที่ดินทำกินเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ทำกินสามารถทำมาหากินได้โดยไม่ถูกไล่ที่ ถ้าจะทำให้มั่นใจว่าไม่ถูกรัฐเลิกนโยบายนี้ก็ควรออกเป็นพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินช่วยที่ทำกินให้ชัดเจนและหากไม่ใช้ประโยชน์ในการทำนาหรือเกษตรกรรมก็ให้คืนให้รัฐ ไม่ให้ทำประโยชน์อื่นนอกเหนือจากที่กำหนดที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก แต่ไม่เห็นด้วยกับการให้กรรมสิทธิ์แก่ผู้มาขอความช่วยเหลือ เพราะเดิมพวกเขาเหล่านั้นมีโฉนดเป็นของตนเองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ หากผู้รับสิทธิ์เห็นว่าการช่วยเหลือนี้ไม่ดีก็ไม่ควรรับการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ออกใหม่ต้องบังคับให้ชัดเจนไม่ใช่ทำแบบ สปก ที่ตอนนี้ถูกแปลงเป็นโฉนดและขายให้คนรวยจนเกือบหมดแล้ว โดยเหตุผลเดียวกันคือเมื่อใดที่ดินโอนเปลี่ยนมือได้ เกษตรกรจะไม่สามารถเก็บที่ดินไว้ได้ ถูกจูงใจง่าย เห็นแก่ได้ และเจ้าหน้าที่รัฐละเลยหรือร่วมมือกับนายทุนในการละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าเปิดช่องโหว่เป็นโฉนดเลยก็จบเลย ที่ดินเหล่านี้จะกลายเป็นของนายทุนเร็วกว่า สปก แน่นอน

ความคิดเห็นที่ 1

1. ที่ดินทุกตารางเซนติเมตรทั้งของรัฐและเอกชนจะต้องมีโนด จะได้เป็นระบบเดียวกัน
2. การบริหารจัดการที่ดินจะต้องมีความชัดเจน 1) ทำหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ป่า ที่พักผ่อนหยอ่นใจ 2) สร้างรายได้ 3) ที่อยู่อาศัย
3. เครื่องมือการบริหาร 1) การถือครองกรรมสิทธิ 2) ระบบภาษี 3) การใช้ประโยชน์
4. การถือครองกรรมสิทธิ์ เป็นหลักในการได้สิทธิ์การทำประโยชน์ ซึ่งมีประเด็นซ่อนอยู่ คือ การขาย ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ยังไม่มีการพูดกันชัด
5. ในการจัดการที่ดินยุคแรก มุ่งที่จะให้ผู้ที่ได้รับที่ดินประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรประสบความสำเร็จ จึงกำหนด
สิ่งที่ต้องทำสาธารณูปโภคให้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกันในการไม่ขายที่
6. โฉนดชุมชนนั้น ถ้าจะเทียบแล้วเป็นเหมือนดัชนีรวม(Composit index) ดังนั้นการพูดแบบแยกส่วน โดยที่ไม่มีความเข้าใจในระบบเหมือนกัน ย่อมจะหาข้อสรุปได้ยาก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement