กระทรวงการคลังได้เสนอร่าง พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติ โดยเตรียมประชาพิจารณ์ 4ภาคทั่วประเทศ ก่อนบังคับใช้ต่อไป
สรุปเนื้อหากฎหมายเบื้องต้น ดังนี้ คือ 1. ลักษณะกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นกองทุนการออมเพื่อวัยสูงอายุ เป็นกองทุนที่เป็นนิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและรายได้ของกองทุน ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก เป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ
2. ขอบเขตความครอบคลุม ครอบคลุมประชาชนสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ "ไม่เป็น" ผู้ได้รับความคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมกรณีชราภาพตามกฎหมายอื่น ที่มีการจ่ายสมทบของนายจ้างหรือรัฐบาลหรืออยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐ
3. การจ่ายเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุน กำหนดการจ่ายเงินเข้ากองทุนจาก 2 ฝ่าย คือผู้ออมจ่ายสะสมและรัฐจ่ายสมทบ โดยจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายงวดก็ได้ ตามอัตรา ดังนี้
3.1 ผู้ออมจ่ายสะสมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท และจ่ายสะสมเพิ่มตามความสมัครใจได้อีกเดือนละ 100-1,000 บาท
3.2 รัฐบาล จ่ายสมทบตามอายุของผู้ออม คือ 1) ผู้ออมอายุต่ำกว่า 20 ปี รัฐไม่จ่ายสมทบ 2) ผู้ออมอายุตั้งแต่ 20-30 ปี รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท 3) ผู้ออมอายุมากกว่า 30-50 ปี รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 80 บาท 4) ผู้ออมอายุมากกว่า 50 - 60 ปี รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจด้วย
3.3 ผู้ที่ทุพพลภาพ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน และยังคงได้รับสิทธิบางส่วนจากการที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบกึ่งหนึ่งของกรณีปกติให้ และให้ยังคงสิทธิในการจ่ายเงินเข้ากองทุนเหมือนกรณีปกติทุกประการ ทั้งนี้ หากประสงค์จะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนก็สามารถกระทำได้ โดยรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้เท่ากับอัตราที่จ่ายให้กับผู้ออมกรณีปกติ
4. สำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติ ให้มีสำนักงานใหญ่ ณ สถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา และจะจัดตั้งสาขาหรือตัวแทนขึ้น ณ ที่อื่นใดได้ตามความจำเป็น
5. การจ่ายเงินให้แก่สมาชิก
5.1 กรณีที่สิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ สมาชิกมีสิทธิได้รับบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ไปตลอดอายุขัย และคืนเงินให้กับผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ หากเสียชีวิตก่อน 80 ปี
5.2 กรณีทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน จะให้สิทธิ ดังนี้ 1) ขอรับบำเหน็จไม่เกินจำนวนเงินสะสม ณ เวลาที่เกิดเหตุทุพพลภาพ 2) ไม่ประสงค์รับบำเหน็จ ให้คงเงินในบัญชีสะสมไว้ ทั้งสองข้อนี้ รัฐบาลจะสมทบต่อฝ่ายเดียวจำนวนกึ่งหนึ่งของกรณีปกติ เพื่อเป็นเงินสำหรับจ่ายบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปี
5.3 กรณีที่สมาชิกมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ และมีเหตุจำเป็นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด สมาชิกสามารถรับเงินจากกองทุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 40 ของเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม
6. การคงเงินไว้ในกองทุน เกิดจาก 2 กรณีคือ 6.1 กรณีสมาชิกเปลี่ยนงาน และได้รับความคุ้มครองตามหลักประกันทางสังคม และกรณีชราภาพที่มีการจ่ายสมทบเข้ากองทุน หรืออยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐ 6.2 กรณีที่สมาชิกไม่มีเงินพอจ่ายขั้นต่ำ เดือนละ 100 บาท
7. การรับโอนเงินกองทุนประกันสังคม สามารถเปิดรับโอนเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันสังคม โดยมีเงื่อนไขการรับโอน ดังนี้
7.1 ผู้ประกันตนจะต้องได้สิทธิรับบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันสังคม (จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง) และมีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.
7.2 ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิก กอช. โดยจะต้องแจ้งความประสงค์ ต้องการโอนเงินบำเหน็จกองทุนประกันสังคมสู่บัญชีรายบุคคลใน กอช. ก่อนวันขึ้นทะเบียนสมาชิก
7.3 กอช.รับโอนบำเหน็จทั้งจำนวนจากกองทุนประกันสังคมโดยตรงเท่านั้น
7.4 เงินที่โอนมาจะเป็นเงินกองทุนในบัญชีเงินสะสมของสมาชิกและจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับเงินสะสมในกอช.
8. สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุน เงินกองทุนของสมาชิกไม่อาจนำไปให้ เป็นหลักประกันเพื่อการชำระหนี้ หรือไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
9. การรับประกันโดยรัฐ ในกรณีที่กองทุนได้รับความเสียหายจากการบริหารเงินลงทุน หรือได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน ให้กระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณประจำปี เพื่อชดเชยให้แก่กองทุน
10. การบริหารจัดการกองทุน คณะกรรมกองทุน และมอบหมายให้บริษัทจัดการลงทุนบางราย ที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมบริหาร
11. นโยบายการลงทุน อย่างน้อยต้องกำหนดให้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของเงินกองทุน โดยจัดให้มีแผนการลงทุน (Employee’s choice) ที่กระจายความเสี่ยงให้แก่สมาชิกเลือกด้วย
12. ผู้ดูแลผลประโยชน์ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์เอง หรือว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการแทน
13. ผู้รับฝากทรัพย์สิน ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลและเก็บรักษาหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ตรวจสอบทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหรือผู้จัดการกองทุน ติดตามสิทธิในเงินปันผลและสิทธิอื่นใดที่ได้จากการถือหุ้นในบริษัทที่กองทุนไปลงทุนและรายงานผลการดำเนินการต่อกองทุน
Tags : กองทุนออมแห่งชาติ
ความคิดเห็นที่ 5
Santi , 2 กันยายน 2552 13:28
ไม่ควรมีข้อยกเว้น ควรให้สิืทธิทุกคน
ความคิดเห็นที่ 4
ลูกจ้าง สนใจ , 2 กันยายน 2552 08:50
น่าสนใจมากเรื่องรัฐจะช่วยจ่ายเงินสมทบให้กี่% เห็นด้วยเรื่องการจ่ายเงินเบี้ยชรา 60 ปีเป็นเงินสด แต่ปัญหาคือ อบต ท้องถิ่นอมเงินแม้กระทั่งเงินของคนชราหักหัวคิวไปเหลือแค่ 200-300บาทต่อเดือนมันรีดเลือดกับปูแก่ ต้องการให้รัฐโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของแต่ละบุคคลมาเป็นเบี้ยสะสม โดยให้รัฐช่วยจ่ายสมบเป็นเงินรายเดือนสวัสดิการยามชราจนสิ้นอายุขัยด้วย ..และรัฐควรเปิดโอกาศให้แรงงานนอกระบบออมเงินร่วมกับกองทุนออมแห่งชาตินี้ด้วย
ความคิดเห็นที่ 3
wer , 1 กันยายน 2552 16:05
....คล้ายๆ กับ ประกันชีวิต แบบบำนาญ... แล้ว นำมา modify แก้ไข้บางส่วนบางตอน...
ความคิดเห็นที่ 2
คนตรง , 1 กันยายน 2552 04:49
สวัสดิการคนชราไม่จำเป็นต้องเป็นเงินเสมอไป(500บาทต่อคนต่อเดือน)เพราะไม่สามารถอยู่ได้ในชีวิตประจำวัน เราเป็นเมืองเกษตรกรรมแจกเป็นผลิตผลทางเกษตรเช่นข้าวสารอาหารแห้งให้ครอบคลุมใช้เลี้ยงชีพได้ทั้งเดือนน่าจะดีกว่านอกจากแก้ปัญหาถูกจุดแล้วยังช่วยเกษตกรอีกด้วย
ความคิดเห็นที่ 1
คนกรุงเทพฯ , 1 กันยายน 2552 04:14
ยังไม่ชัดเจนว่าตอนจ่ายบำนาญจะจ่ายจำนวนที่คิดจากเงินที่สมทบอย่างไร หรือได้รับบำนาญเท่ากับเงินฝากรายเดือน บวกเงินสมทบรายเดือน บวกดอกผล อยากทราบให้ชัดเจนกว่านี้ครับจะได้คำนวณได้ถูกๆ