กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 19 สิงหาคม 2552 07:36

เสนอปลดล็อกมาตรา 67 เดินหน้า13โครงการ"มาบตาพุด"

มาบตาพุด

มาบตาพุด

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ภาคเอกชนได้ออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมมาตรา 67 พร้อมกันนี้ วันนี้เดินหน้า 13 โครงการที่มาบตาพุด

การลงทุนปิโตรเคมี 13 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ภาคเอกชนออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม ไฟเขียวลงทุน เพราะที่ผ่านมาเสียหายไปแล้วหลายพันล้านบาท

การตัดสินใจชี้ขาดจึงขึ้นอยู่กับการประชุมคณะกรรมการภาครัฐเอกชน (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันนี้ว่าจะเดินหน้า 13 โครงการ หรือจะทำตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายสิ่งแวดล้อม และชาวบ้านชุมชนนิคมมาบตาพุด ที่หลังจากยื่นฟ้องศาลปกครองให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ แล้วยังเรียกร้องให้มีการชะลอโครงการลงทุนทั้งหมด เพื่อประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ตาม บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญมาตรา 67

หากลองลำดับความเป็นมาของการปัญหาการลงทุน ที่กลายเป็นประเด็นร้อนให้นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจนั้น จะพบว่า หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ และจัดทำแผนจัดการสิ่งแวดล้อมภายใน 120 วันนั้น ได้มีประเด็นด้านสุขภาพ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญเพิ่มเข้ามา จากข้อเสนอของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งได้รับการติดต่อจากเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เพื่อขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดยครั้งนั้น สช.ได้เสนอให้ชะลอโครงการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าว

หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 เป็น 2 แนวทางคือ 1.ให้รัฐบาลทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง โดยการจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนและจัดทำผังเมืองใหม่ และ 2.ให้รัฐบาลชะลอการขยายและก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง ให้มีแนวทางและกระบวนการตัดสินใจการอนุมัติ อนุญาต ให้ความเห็นชอบการขยายโรงงานเป็นไปตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ

สำหรับบทบัญญัติ มาตรา 67 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า การดำเนินโครงการหรือกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพไว้ 3 ประการ คือ 1.ต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน 2.ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 3.ต้องให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนการมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรม

ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเลขา ส.ส.ร. กล่าวแสดงความคิดเห็น ว่า โดยเจตนารมณ์ของการเขียน มาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น ต้องการให้มีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา โดยกำหนดหน้าที่เพียงให้ความเห็นเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความเห็นชอบได้ ตามมาตรา 303 (1) ยังกำหนดให้จัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมภายใน 1 ปี แต่ขณะนี้ผ่านมา 19 เดือนแล้ว แต่การจัดตั้งองค์การอิสระยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีการเขียนเนื้อหาแบบนี้ไว้ แต่บางครั้งโดยเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องออกระเบียบหรือกฎหมายรองรับก็ได้

“บทบัญญัติของมาตรา 67 ยังคงหลักการในเรื่องการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายปัจจุบัน เพียงแต่เพิ่มเรื่องการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และกำหนดให้มีองค์การอิสระให้ความเห็น ชอบประกอบเพื่อให้การประเมินผลกระทบมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะที่ถ้าเทียบกับการจัดตั้งองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 61 จะเห็นว่า องค์การอิสระด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมีความคืบหน้าไปมากกว่า โดยมีการเพิ่มอำนาจหน้าที่ และกำหนดให้รัฐอุดหนุนเงินอย่างชัดเจนกว่าด้วย" นักกฎหมาย ระบุ

มาตรา 67 กลายเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มี ประกาศให้จัดทำรายงานศึกษาด้านสุขภาพ (HIA) ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงได้จัดประชุมกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) โดยจากการหารือร่วมกับตัวแทนภาครัฐ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการและภาคเอกชน ได้ข้อสรุปแนวทางว่าให้นำกลไกการประเมินผลด้านสุขภาพ หรือ HIA ต้องไปรวมกับกระบวนการพิจารณาเห็นชอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เดินหน้าไปได้ และเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่ถูกชะลออนุมัติโครงการ

นอกจากนี้ในระยะยาว อาจต้องมีการจัดตั้งองค์กรใหม่ เพื่อมาดำเนินการตามมาตรา 67 ในเรื่องรายงาน EIA, HIA รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็น และการให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบ

ปัญหาสำหรับนักลงทุนคือ การจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดทำแนวทาง HIA ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจต้องใช้ระยะเวลาจน การลงทุนต้องหยุดชะงักลง แม้ว่าทั้ง 13 โครงการจะผ่านรายงาน EIA เรียบร้อยแล้ว แต่หน่วยงานออกใบอนุญาตอย่าง กรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็ไม่กล้าอนุญาต เนื่องจากเกรงว่าชาวบ้านจะฟ้องร้อง แม้กฤษฎีกาตีความแล้วว่า สามารถดำเนินการอนุญาตลงทุนได้ก็ตาม

ประเด็นดังกล่าว นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า หาก กรอ.ชี้ขาดให้เอกชนลงทุนในมาบตาพุดได้ ก็แสดงว่ารัฐบาลทำผิดขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทางเครือข่ายจะเดินหน้าฟ้องร้องทั้งคณะรัฐมนตรี และบอร์ดทุกชุดที่ให้ความเห็นชอบในประเด็นนี้ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นด้วยกับการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการพิจารณาออกใบอนุญาตให้โรงงานลงทุนได้โดยไม่ต้องรอ มาตรา 67

"ยืนยันว่า มาตรา 67 ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และไม่ได้มีการบัญญัติแม้แต่ข้อเดียวที่ห้ามลงทุน มีแต่จะให้ทางแนวทางลดผลกระทบจากโครงการ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้รัฐบาลถูกนายทุนบีบ และยึดการลงทุนแบบเก่า จนทำให้เสียงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ที่นำไปใช้ในแผนลดและขจัดมลพิษในสมัยรัฐบาลขิงแก่ที่ทำแบบไม่รอบคอบ และนำมาสู่การสูญเสียงบประมาณ"

การชี้ขาดของคณะกรรมการ กรอ.จึงต้องจับตามอง เพราะหากรัฐบาลให้ชะลอการลงทุนออกไป เพื่อรอการตั้งองค์การอิสระตาม มาตรา 67 และการจัดทำแนวทาง รายงานผลกระทบสุขภาพ HIA คงต้องใช้เวลาไม่น้อย แม้ว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นและจัดทำแนวทาง HIA เกือบจะแล้วเสร็จ

แต่หน่วยงานที่ต้องดำเนินการ อย่างสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากภาระในการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่มีมากถึงปีละ 600 ฉบับ หนักหนาเกินจะมาแบกรับการพิจารณารายงานผลกระทบด้านสุขภาพ การประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนวันนี้ จึงต้องจับตามอง

 

Tags : มาบตาพุด

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

Technology Co Ltd Tencent Technology

ความคิดเห็นที่ 5

museum dial watch It has gold and black steel

ความคิดเห็นที่ 4

going casual you have tons of

ความคิดเห็นที่ 3

schemes That means that the Vera

ความคิดเห็นที่ 2

style has been approved by

ความคิดเห็นที่ 1

ถ้าการลงทุนหมายถึงการเอาไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ก็จงไปใกลๆ จากประเทศไทย อย่าเอาเงินมาล่อ และพวกนักลงทุนที่ขาดจริยธรรมก็ควรไปนรกเสียไวๆ เราต้อนรับการลงทุน แต่ต้องไม่เอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในประเทศไทย และพวกทำรายงานสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน พวกคุณเป็นคนไทยหรือเปล่าที่ปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือมัวแต่มักได้เศษเงินที่เขาโยนมาให้ รัฐบาลก็เช่นเดียวกันต้องฉลาดพอที่จะเลือกนักลงทุน เราไม่ต้องการความเดือดร้อนที่จะเกิดแก่ลูกหลานของเราครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement